สมาชิกเข้าสู่ระบบ

8 พฤติกรรมคน Gen Z ที่องค์กรต้องรู้

8 สิ่งที่คน Gen Z จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงองค์กร ค่านิยม และแนวทางของบุคลากรในการทำงานที่เปลี่ยนไป และความคาดหวังจากพวกเขาเหล่านี้ ที่จะเข้ามากำหนดอนาคต และทิศทางของการทำงานในอนาคต

คนกลุ่ม Gen Z (เกิดระหว่างปี 1996 ถึง 2010) มีอิทธิพลอย่างมาก และกำลังเติบโตขึ้นเข้าสู่วัยทำงานกันบ้างแล้วในปี 2024 และมีการคาดการณ์ว่าจะเข้ามาแทนที่ Baby Boomers ในด้านแรงงานในอีกไม่ช้า 

พฤติกรรมของคน Gen Z ที่เปลี่ยนไป เหตุมาจากเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกมากขึ้น สังคม และเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดการปรับตัวอย่างหลากหลาย ทำให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ ความคิดที่น่าสนใจที่จะได้จากคนกลุ่มนี้ โดยตลาดอุตสาหกรรมกำลังมีความเชื่อว่าคนกลุ่ม Gen Z จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และองค์กรยุคใหม่ในอนาคต 

ข้อมูลของ Glassdoor (เว็บไซต์หางาน) ซึ่งเป็นการวิจัยของ Roberta Katz อดีตนักวิชาการวิจัยอาวุโสจากศูนย์การศึกษาขั้นสูงด้านพฤติกรรมศาสตร์ (CASBS) แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ได้กล่าวถึงค่านิยม พฤติกรรม และความคาดหวังของคน Gen Z ในองค์กรที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อนๆ

 

Gen Z ผู้มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง

โลกที่คน Gen Z เติบโตมานั้นแตกต่าง กับคนยุคเจเนอเรชันของพ่อแม่ หรือแม้แต่คนรุ่นมิลเลนเนียลอย่างสิ้นเชิง ซึ่งโลกของคน Gen Z นั้นเติบโตมาในสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว และประสบการณ์ทางสังคมที่เปลี่ยนไป

พร้อมทั้งการหยุดชะงัก และความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจ โรคระบาด ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่ Gen Z ต้องเผชิญมาโดยตลอด ทำให้เกิดเป็นบรรทัดฐานที่พวกเขาพึงประสงค์ในเรื่องของ “ความคาดหวัง การพัฒนา และการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง”

แคทซ์ (Roberta Katz) กล่าวว่า การเติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอนทำให้คน Gen Z มีคุณลักษณะเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ แถมยังมีความอิสระ และความยืดหยุ่น ทำให้พวกเขามีวิธีรับมือสิ่งต่างๆ ด้วยค่าความคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับอนาคต การทำงาน และการตั้งคำถามถึงวิธีการต่างๆ ที่ทำนำไปสู่ผลสำเร็จ ซึ่งนำไปสู่คุณลักษณะยอดเยี่ยมของคน Gen Z ที่จะนำติดตัวไปด้วยเพื่อใช้ในการทำงาน และเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อการพัฒนาองค์กร

 

Gen Z เป็นคนเน้นการปฏิบัติ เพื่อผลรับ มากกว่าการบอกเล่า

Gen Z เกิดมาในยุคที่ต้องการคำตอบ และผลตอบรับของสิ่งที่ต้องการรับรู้ ด้วยพฤติกรรมของการใช้เทคโนโลยีที่ทำให้พวกเขาได้วิเคราะห์ และหาคำตอบอยู่ตลอดเวลา พวกเขามักจะตั้งคำถามกับทุกสิ่ง ทุกอย่าง และทุกคน ตั้งแต่เพื่อนฝูง พ่อแม่ หรือผู้คนในที่ทำงาน

พวกเขาไม่แคร์ว่า คนมีอายุ มักจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเสมอไป” แคทซ์ กล่าว “พวกเขาต้องแค่ว่าเหตุและผล หรือการกระทำแบบใดที่สามารถตอบโจทย์สำหรับพวกเขาได้มากที่สุด” นอกจากนี้คนกลุ่มนี้ไม่กลัวที่จะท้าทายว่าทำไมสิ่งต่างๆ ถึงเป็นแบบนั้น ทำไมตองเป็นแบบนี้ เมื่อผู้สูงวัย หรือผู้มีประสบการณ์ พูดกับพวกเขาว่า 'นี่คือวิธีที่คุณควรทำ' แต่คน Gen Z มักต้องการตรวจสอบ และปฏิบัติด้วยตนเองก่อน โดยการตั้งประเด็นก่อนลงมือทำทุกครั้ง และพวกเขาไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นถูกต้องเสมอไป มันเป็นวิธีทำความเข้าใจที่แตกต่าง” แคทซ์อธิบาย

 

Gen Z เป็นผู้สร้างความแตกต่าง

คน Gen Z ไม่เพียงแต่จะคาดหวังในการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่ยังมีศรัทธาที่แรงกล้าในการเรียกร้องถึงการเปลี่ยนแปลงด้วย เพื่อที่จะแก้ปัญหาที่ซับซ้อนที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันให้ดีขึ้น

ปัจจุบันเราเห็นสิ่งที่เรียกร้องจากกลุ่ม Gen Z มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์ ไปจนถึงความอยุติธรรมทางเชื้อชาติ และอื่นๆ และต้องการแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นทั้งหมดนี้อาจจะส่งผลไปถึงองค์กรการทำงานเช่นกัน เรื่องเล็กๆ ที่สื่อถึงการเปลี่ยนแปลง หรือการมีคนกลุ่มนี้เพื่อเปลี่ยนแปลงจึงจำเป็นอย่างมาก

 

Gen Z ให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีม

Gen Z บางกลุ่มใช้โลกออนไลน์และดิจิทัล เป็นตัวช่วยในการกำหนดแนวคิด และเอกลักษณ์ของพวกเขา เพราะคนกลุ่มนี้เติบโตมากับโลกออนไลน์ และชุมชนสาธารณะทำให้พวกเขาส่วนใหญ่มักจะพบวัฒนธรรมย่อย เพื่อเชื่อมต่อ และโต้ตอบกันและกัน

ยกตัวอย่าง ‘กลุ่มแฟนคลับ’ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คนกลุ่มนี้เป็นชุมชนที่มีความชอบเดียวกัน เวลามีกิจกรรม หรือต้องทำงานร่วมกัน พวกเขาจะมีความกระตือรือร้นเพิ่มเป็นเท่าตัว เช่น ศิลปินเคป๊อปชื่อดังอย่าง BTS มีกองทัพ Beyonce หรือ Taylor Swift มีกลุ่ม Swifties สุดเข้มแข็ง

แนวทางนี้สื่อให้เห็นว่า พวกเขามีพฤติกรรมที่จะให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกัน เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด” แคทซ์ กล่าว 

 

Gen Z ต้องการผู้นำที่มีประสิทธิภาพ สามารถชี้นำได้ โดยทุกคนในทีมต้องมีความเห็นพ้องต้องกัน 

การลำดับขั้นของคนที่มีอายุงานมากกว่า หรือ คนที่มีอายุมาก อาจไม่มีผลกับคน Gen Z “พวกเขาไม่เชื่อเรื่องนี้ จนกว่าจะเห็นความสามารถ ความคิด และประสิทธิภาพ” ผู้วิจัยกล่าวเสริมว่า “คนกลุ่มนี้เชื่อในลำดับขั้น ที่มีประสิทธิภาพ และมีประโยชน์ต่อการทำงาน โดยทุกคนในทีมมีความเห็นเดียวกัน” 

Gen Z ไม่ชอบให้คนใดคนหนึ่งเป็นผู้นำอยู่ตลอดเวลา แต่จะชอบผู้นำที่มีความสามารถเฉพาะเรื่อง หรือความเชี่ยวชาญ ที่ให้คำแนะนำได้ โดยขึ้นอยู่ที่ชิ้นงานที่ได้รับมอบหมาย

บางครั้งสมาชิกในทีมอาจผลัดกันเป็นผู้นำกลุ่ม (ความเป็นผู้นำแบบหมุนเวียน) อีกรูปแบบหนึ่งที่พวกเขาอาจชอบ คือ “ความเป็นผู้นำในการทำงานร่วมกัน” ซึ่งผู้คนจากทั่วทั้งองค์กรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และการแก้ปัญหา ความโปร่งใส ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพราะคน Gen Z ให้คุณค่า และเคารพเสียงส่วนมากที่มีความเห็นพ้องต้องกัน

 

Gen Z สุขภาพกาย และจิตต้องมาก่อน เพื่อความสมดุลในชีวิต และการทำงาน

คนยุค Gen Z เติบโตขึ้นมาในช่วงเวลาที่มีตารางการทำงานที่ยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมาจากพฤติกรรมที่ปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย และสังคม การทำงานในรูปแบบนี้ อาจทำให้คนรุ่นเก่ารู้สึกอึดอัดใจ และกดดันที่จะต้องเปิดใจ ยอมรับอยู่เสมอ 

ชีวิตในการทำงาน และการใช้ชีวิต้องผสมผสานกันอย่างลงตัว’ “ฉันคิดว่า คน Gen Z มีความอ่อนไหว และค่อนข้างใส่ใจในเรื่องนี้” แคทซ์กล่าว พวกเขาเชื่อว่าการมีสมดุลระหว่างชีวิต และการทำงาน จะเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถเยียวยารักษาสุขภาพจิต และสุขภาพกายที่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับ Gen Z พวกเขากำลังให้ความสำคัญ กับประสบการณ์การใช้ชีวิตของมนุษย์ และตระหนักว่าชีวิตนั้นเป็นมากกว่าการทำงาน 

 

Gen Z คิดต่างเกี่ยวกับความภักดีในองค์กร 

เนื่องจากคน Gen Z เติบโตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทำให้พวกเขามีมุมมองด้านความภักดีในองค์กรที่แตกต่างออกไป 

แคทซ์ ยกตัวอย่างว่า “คนกลุ่มนี้เติบโตมากับสถานที่ทำงานที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพนักงานมากนัก” เพราะคนกลุ่มนี้เติบโตมาในช่วงวิกฤติการเงินโลกในปี 2008 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบระยะยาวต่อการจ้างงาน และลักษณะงาน”

ในอดีตผู้คนมักนิยมไปทำงานให้กับบริษัทใหญ่ๆ โดยคิดว่าบริษัทที่พวกเขาอยู่นั้นจะคอยดูแลพวกเขาไปตลอดชีวิตการทำงาน แต่หลังจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2008 และยิ่งไปกว่านั้นช่วงภายหลังการระบาดใหญ่ของโควิด-19 บริษัทต่างๆ ก็ได้ลดต้นทุนค่าแรง และได้ดำเนินมาตรการประหยัดต้นทุนอื่นๆ เช่น การลดสิทธิประโยชน์ และสวัสดิการ ในขณะเดียวกัน การเลิกจ้างจำนวนมากก็มีมากขึ้นเช่นกัน 

เหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ทำให้คน Gen Z ไม่รู้สึกถึงว่าทำไมคนที่ทำงานประจำต้องมีความภักดีในองค์กรกันมากนัก เพราะทุกอย่างล้วนแต่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันก็เท่านั้น” แคทซ์ กล่าว 

 

Gen Z มองหาความไว้วางใจ และความน่าเชื่อถือ

สิ่งที่ถูกต้องที่สุดของคนกลุ่ม Gen Z คือ เรื่องของความไว้วางใจ" แคทซ์ กล่าว

ทุกคำพูด คำสัญญา และการกระทำ จะต้องตรงกันอย่างมีความซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญ นี่คือการสื่อสารของคน Gen Z ที่สื่อได้เห็นอย่างตรงไปตรงมาที่สุด และถือว่าเป็นการเคารพซึ่งกันและกัน 

แน่นอนว่าหากองค์กรจะต้องการมัดใจกลุ่มคนทำงาน Gen Z จะต้องมีเงื่อนไขที่ตรงไปตรงมา ชัดเจน ไม่คลุมเครือ และห้ามผิดสัญญา เพราะอาจจะทำให้พวกเขาผิดหวัง และเขาจะจดจำได้เสมอว่าใครที่ไม่ให้เกียรติพวกเขา และผิดสัญญา ถ้าไม่อยากให้องค์กร หรือชื่อของคุณถูกจดจำไปตลอดชีวิต 

ข้อมูล : stanford

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 8 พฤติกรรมคน Gen Z ที่องค์กรต้องรู้ เพื่อปรับตัวเข้าสู่การทำงานในยุคใหม่ 

ที่มา ; msn 

เกี่ยวข้องกัน

Gen Z รุ่นของคนวิตกกังวล? เกิดการเปรียบเทียบ ไม่หลับไม่นอน บ่มเพาะความเหงา 

Gen Z กลายเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อภาวะ “วิตกกังวลมากกว่าคนรุ่นอื่นๆ จนถูกนิยามว่าเป็นเจนเนอเรชันของคนขี้กังวล (Anxious generation) ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการที่พวกเขาเติบโตมาในยุคสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย 

เป็นเวลาเกือบ 20 ปีที่เราอยู่ในยุคของสมาร์ทโฟน พ่วงด้วยการเกิดขึ้นของสื่อสังคมออนไลน์ทั้งหลาย ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาหลายคนออกมาเตือนถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการ “ติดจอ” เสพสื่อโซเชียลทุกที่ทุกเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชาว Gen Z วัยเยาว์ที่สมองยังอยู่ในช่วงพัฒนา ทั้งนี้ประชากรรุ่น Gen Z คือกลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2540-2555 หรือผู้ที่มีอายุ 12-27 ปี ณ ปี 2567 

อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบระดับความสุขของผู้คนแต่ละเจนเนอเรชันในสหรัฐ ตามรายงานของ Year’s World Happiness Report 2024 ซึ่งทีมวิจัยได้เก็บข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2021-2023 พบว่า ประชากรชาวอเมริกันที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี มีระดับความสุขของพวกเขาต่ำกว่าผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี 

ติดเล่นโซเชียลแบบไม่พัก ทำให้ Gen Z เกิดการเปรียบเทียบทางสังคม นำไปสู่ภาวะวิตกกังวล

โจนาธาน ฮายด์ (Jonathan Haidt) นักจิตวิทยาสังคมจาก Stern School of Business แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า สมาร์ทโฟนที่เราใช้เพื่อเล่นสื่อโซเชียลกันอยู่ทุกวัน ทุกที่ ทุกเวลา เป็นตัวการหลักโดยตรงที่ทำให้คนรุ่นใหม่มีความสุขลดลง  

อีกทั้งเขายังได้พูดถึงประเด็นนี้ในหนังสือเล่มใหม่ของเขา “The Anxious Generation: How the Great Rewiring of Childhood is Causing an Epidemic of Mental Illness” ไว้ด้วยว่า การเข้าถึงโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่องจากสมาร์ทโฟน ทำให้ประชากรรุ่น Gen Z เกิดการเปรียบเทียบทางสังคม การขาดการนอนหลับ และเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความเหงา 

อย่างไรก็ตาม มีนักวิจารณ์บางคนโต้แย้งว่าแนวคิดของหนังสือเล่มนี้เป็นการกล่าวโทษสมาร์ทโฟนนั้นเกินจริง และไม่มีหลักฐานรองรับอย่างเต็มที่ 

ขณะที่ แซค เราช์ (Zach Rausch) หัวหน้าทีมวิจัยและเป็นนักวิจัยร่วมที่ NYU-Stern School of Business อธิบายเพิ่มเติมว่า เด็กๆ รุ่น Gen Z ที่เข้าถึงโซเชียลมีเดียและสมาร์ทโฟนในช่วงชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น จะเกิดภาวะความวิตกกังวลมากกว่าคนรุ่นอื่น ทำให้ประสิทธิผลในการเรียนลดลง

เป้าหมายของการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาก็คือ เราใช้มันเป็นเครื่องมือเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ในทางกลับกัน ถ้าเราไม่ได้ใช้มันเพื่อทำประโยชน์ให้กับเราเป็นหลัก และปล่อยให้มันมีอิทธิพลกับชีวิตมากเกินไป ก็มีโอกาสที่มันจะกลืนกินเราแทน” เขากล่าว

 

3 คำแนะนำลดผลกระทบเชิงลบจากโซเชียลมีเดีย เริ่มจากต้องลดการติดจอให้ได้!

อย่างไรก็ตาม มีวิธีที่จะลดผลกระทบเชิงลบเหล่านี้ได้ นี่คือคำแนะนำ 3 ข้อที่เด็กๆ หรือผู้ปกครองสามารถทำได้ เพื่อถอยห่างจากหน้าจอสมาร์ทโฟนออกมาอีกสักหน่อย ปรับสมดุลการใช้งานมันเพื่อเพิ่มความสุขให้ชีวิต สร้างสมาธิ และมีสติกับสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น 

1. ใช้นาฬิกาปลุกทดแทนการตั้งปลุกจากมือถือ

หลายคนรู้ดีว่าการติดหน้าจอก่อนเข้านอน หรือตื่นนอนมาพร้อมกับหยิบสมาร์ทโฟนเป็นสิ่งแรกนั้น ส่งผลเสียต่อการนอนหลับ และเพิ่มระดับความเครียดได้

ดังนั้น การปรับพฤติกรรมเล็กน้อยด้วยการวางมือถือให้ไกลมือก่อนเข้านอน (วางไว้นอกห้องนอนหรือโต๊ะที่ห่างจากเตียงนอน) ช่วยปรับปรุงการนอนหลับให้ดีขึ้นได้ ขณะเดียวกันสำหรับการตั้งนาฬิกาปลุกตอนเช้า แนะนำให้ซื้อนาฬิกาปลุกตั้งโต๊ะมาใช้แทนการตั้งปลุกจากมือถือ เพื่อสร้างระยะห่างทางกายภาพและทางจิตใจจากโซเชียลมีเดียได้ 

2. ใช้โทรศัพท์ของคุณเพื่อนัดเจอเพื่อนแบบพบปะกันจริงๆ บ้าง

แทบจะเป็นปกติที่ผู้คนยุคนนี้พูดคุยกันผ่านสื่อโซเชียล ไม่ว่าจะคุยผ่านการส่งข้อความ คุยด้วยการโทรผ่านแอปฯ ในโซเชียลมีเดีย หรือใช้ FaceTime คุยแบบเห็นหน้าไปด้วย ในแง่หนึ่งเทคโนโลยีนี้มีข้อดีคือช่วยให้ผู้คนเชื่อมต่อหากันได้แบบไร้พรมแดน แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อเสียคือ มันตัดทอนการพบปะกันและกันทางกายภาพ ตัดการเข้าสังคมของมนุษย์ ซึ่งนั่นทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกเหงามากกว่าคนรุ่นก่อนๆ 

สมัยก่อนผู้คนใช้โทรศัพท์เพื่อคุยติดต่อสื่อสารกันสั้นๆ แต่เน้นนัดเจอหรือพบปะพูดคุยแบบตัวต่อตัว เมื่อเทียบกับโลกออนไลน์สมัยนี้ค่อนข้างตรงกันข้าม เราเชื่อมต่อกันได้ทุกที่ทุกเวลาแต่ตัวเรายังคงอยู่ห่างไกลกันเหมือนเดิม ซึ่งนั่นไม่เพียงพอกับการปฏิสัมพันธ์ทางสัมคมของมนุษย์” แซค เราช์ บอก

ลอรี ซานโตส (Laurie Santos) ศาสตราจารย์ด้านความสุข ผู้สอนหลักสูตร “The Science of Wellbeing” จากมหาวิทยาลัยเยล มีความเห็นสอดคล้องในทิศทางเดียวกัน เธอบอกว่า งานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาเกี่ยวกับคนที่มีความสุข แสดงให้เห็นตรงกันว่า คนที่มีความสุขมักเข้าสังคมมากขึ้น ใช้เวลาอยู่กับคนอื่นๆ มากขึ้น ใช้เวลาอยู่กับเพื่อนและคนในครอบครัวมากขึ้น” 

3. ปิดเสียงการแจ้งเตือนบ้าง โดยเฉพาะเวลาเรียน/ทำงาน ที่ต้องใช้สมาธิสูง

จากการศึกษาวิจัยในปี 2023 ซึ่งสำรวจวัยรุ่นอายุระหว่าง 11-17 ปี จำนวน 203 คน พบว่า วัยรุ่นได้รับการแจ้งเตือนผ่านสมาร์ทโฟนมากถึงวันละ 237 ครั้ง โดยเกือบหนึ่งในสี่หรือประมาณ 23% ของเด็กนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง พบว่าพวกเขายังคงเปิดการแจ้งเตือนแม้กระทั่งตอนอยู่ในโรงเรียน ซึ่งสิ่งนี้เป็นตัวการรบกวนสมาธิในการเรียนอย่างมาก ดังนั้น การปิดเสียงการแจ้งเตือนบ้างในระหว่างวัน สามารถช่วยให้มีสมาธิและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด 

นักวิจัยจาก NYU เน้นย้ำว่า การกำจัดสมาร์ทโฟนหรือการงดเล่นโซเชียลไปเลย ไม่ใช่วิธีรักษาโรคซึมเศร้าหรือลดภาวะวิตกกังวล แต่การใช้โทรศัพท์อย่างมีสติมากขึ้นต่างหาก ที่ช่วยให้คนเราใช้ชีวิต ทำงาน เรียน หรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างสมดุลและมีความสุขมากขึ้น  

ไม่ได้หมายความว่าเราต้องปฏิเสธเทคโนโลยีโดยสิ้นเชิง แต่เนื่องจากเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราอย่างรวดเร็ว เราจึงจำเป็นต้องหยุดและถอยมาสักก้าว แล้วคิดว่าเราต้องการให้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเราอย่างไร เทคโนโลยีทำให้เรารู้สึกเติมเต็มหรือไม่ เทคโนโลยีช่วยให้เราเจริญรุ่งเรืองหรือไม่ เทคโนโลยีช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายหรือไม่ และหากไม่เป็นเช่นนั้น เราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อเปลี่ยนการใช้งานเทคโนโลยีให้เหมาะสมกว่าเดิม” นักวิจัยจาก NYU กล่าวทิ้งท้าย 

ที่มา ; Bangkokbiznews

 

 

เกี่ยวข้องกัน

 

สกศ.แนะผู้ปกครอง ทำความเข้าใจเจนอัลฟ่า ปรับตัวรับมือเด็กยุคดิจิทัล

นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) เปิดเผยว่า ถึงเวลาประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับเด็กรุ่นใหม่ หรือเจนอัลฟ่าที่กำลังเติบโต และจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อสังคมในอนาคตอันใกล้นี้ พ่อแม่ ผู้ปกครองและครูต้องทำความเข้าใจกับลักษณะของเจนอัลฟ่าที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกับคนรุ่นก่อน ๆ เพื่อบ่มเพาะและการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับพวกเขา   

ทั้งนี้ เจนอัลฟ่าเป็นส่วนผสมผสานคุณลักษณะเฉพาะจากรุ่นก่อน ๆ มีจิตวิญญาณที่เป็นอิสระของเจนเอ็กซ์ มีความคล่องแคล่วด้านดิจิทัล และจิตวิญญาณของผู้ประกอบการของเจนวายและกรอบความคิดที่ใส่ใจต่อสังคมของเจนซีเกิดมาในโลกดิจิทัลที่เทคโนโลยีผสมผสานเข้ากับทุกแง่มุมของการเรียนรู้และเวลาว่าง จึงทำกลายเป็น ชาวดิจิทัลโดยกำเนิด  และสร้างเอกลักษณ์ของตนเองในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น คนรุ่นเจนอัลฟ่าจึงรักอิสระ มีความเป็นตัวของตัวเองสูงตั้งแต่เด็ก ชอบตัดสินใจด้วยตัวเอง ชอบการสำรวจและค้นหาสิ่งต่าง ๆ  และมีจิตวิญญาณของการพึ่งพาตนเอง 

เลขาธิการสกศ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังปรับตัวได้อย่างว่องไวเพราะเติบโตในยุคที่เต็มไปด้วยความหลากหลายและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม จึงมีมุมมองที่เปิดกว้าง และโดดเด่นในการปรับตัวและเติบโตในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีความยืดหยุ่นในการเรียนรู้ พร้อมยอมรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีสร้างให้เป็นจริง และเป็นนวัตกรโดยธรรมชาติ หรือพ่อมดผู้ประกอบการและสร้างสรรค์  จึงมีคุณลักษณะการเป็นทูตระดับโลกไปด้วย และมีความตระหนักถึงความท้าทายระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความยุติธรรมทางสังคม และสิทธิมนุษยชน 

จากการวิจัยพบว่า 76% ของเจนอัลฟ่าต้องการเป็นนายตัวเอง มีแนวโน้มการเป็นผู้ประกอบการหรือการแสวงหาอาชีพหลากหลายอื่นนอกเหนือจากเส้นทางอาชีพแบบดั้งเดิม เจนอัลฟ่าได้ชื่อว่าเป็นผู้มีข้อมูลท่วมท้น (Data and Information-drenched) เนื่องจากพวกเขาอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่มีมากมายและเข้าถึงง่าย โดยมีเนื้อหาที่ปรับให้เหมาะกับความชอบและความสนใจของตนเอง  แต่สังคมออนไลน์นั้นมีผลอย่างมากต่อพฤติกรรมของ  เจนอัลฟ่า กลายเป็น ผู้ใช้อารมณ์และความรู้สึกนำ (Emotionally and Psychologically Driven) เจนอัลฟ่าเป็น แชมป์สุขภาพจิต (Mental Health Champions) เนื่องจากพวกเขาตระหนักและให้ความสำคัญต่อสุขภาพจิตตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ผลการศึกษาก็ยังพบว่า 1 ใน 4 ของวัยรุ่นปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ที่มีอาการป่วยทางจิตขั้นรุนแรง ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จึงต้องอย่าลืมว่าพวกเขายังคงมีจิตใจของเด็กที่ต้องการความสนใจและการดูแล” นายอรรถพล กล่าว 

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า อยากให้พ่อแม่ผู้ปกครองและครูควรตระหนักถึงคุณลักษณะพิเศษเหล่านี้เพื่อสามารถจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับกลุ่มเจนอัลฟ่าได้ โดยรูปแบบที่น่าจะเหมาะกับเจนอัลฟ่า เช่น การใช้ทักษะเป็นฐาน (Skill-based Education) เน้นทักษะที่จำเป็น ให้สามารถวิเคราะห์ แยกแยะ ประเมินแหล่งที่มาและเลือกใช้ข้อมูลอย่างเหมาะสม ส่งเสริมการเรียนรู้จากสถานการณ์จริงและการเรียนรู้และพัฒนาตนเองตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เป็นต้น รวมถึงการใช้ดิจิทัลเป็นฐาน (Digital-based Education) อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องให้ความสำคัญกับทักษะทางสังคมและอารมณ์ การรักษาสมดุลของเวลาให้เหมาะสมระหว่างโลกในหน้าจอและโลกแห่งความเป็นจริง 

เราสอนเด็กรุ่นใหม่เหมือนรุ่นที่เราเรียนไม่ได้อีกแล้ว เพราะโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว หากใช้วิธีเดิม ย่อมไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีแบบเดิมในสภาวะที่ต่างกัน หากเราต้องการผลลัพธ์ที่ดีเราต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกและปรับที่ตัวเรา และวิธีการที่เราใช้และสื่อสารกับคนรุ่นใหม่” เลขาธิการสกศ. กล่าว 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 26 สิงหาคม 2567

 

เกี่ยวข้องกัน

Gen Z ไม่สนเหล้าเบียร์ เมาแล้วไม่เท่ บางคนเคยสูญเสียพ่อแม่จาก Alcoholism 

เทรนด์ Sober Curious กำลังมาแรงในหมู่ชาว Gen Z หมายถึงการใช้ชีวิตที่สนุกสนานได้โดยไม่ต้องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเลือกเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์มาทดแทน ชาว Gen Z มองว่าคนที่มีพฤติกรรมเมาเละเทะ ดูไม่เท่ ไม่น่าคบ เทรนด์นี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนดันธุรกิจ “เครื่องดื่ม Non-alcohol” เติบโตพุ่งแรง 35%

Gen Z ไม่สนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มองคนเมาว่าไม่เท่ บางคนเคยสูญเสียพ่อแม่เพราะติดเหล้า

หนึ่งในเคสตัวอย่างคนรุ่น Gen Z ที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มมึนเมาเลยก็คือ “เรเชล” นักศึกษาระดับปริญญาตรีวัย 26 ปี ในเมืองมิลวอกี รัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา เธอให้ข้อมูลผ่านนิตยสาร Fortune ว่า ไลฟ์สไตล์ของเธอในวันว่างส่วนใหญ่จะใช้เวลาว่างอยู่ที่โรงละครชุมชน ร้านกาแฟท้องถิ่น หรือทำงานอาสาสมัคร มากกว่าการไปเที่ยวตามบาร์หรือปาร์ตี้ดื่มเหล้า แม้ว่าเมืองนี้จะมีวัฒนธรรมการดื่มเป็นเรื่องปกติ แต่เธอและกลุ่มเพื่อนวัยยี่สิบกว่าๆ ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยดื่มเหล้าเบียร์

นอกจากนี้เธอยังเผยถึงเหตุผลที่เธอไม่ชอบดื่มเหล้าว่า มาจากประสบการณ์ที่ เธอต้องสูญเสียพ่อแม่ไปเพราะภาวะติดสุราเรื้อรัง หรือ Alcoholism มันทำให้เธอระมัดระวังมากขึ้นในการบริโภค ยิ่งทุกวันนี้ก็มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับอันตรายของแอลกอฮอล์ต่อสุขภาพมากขึ้น จึงมีส่วนทำให้ Gen Z จำนวนมาก เริ่มตระหนักรู้และถอยห่างจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปเรื่อยๆ  

ฉันเคยถามตัวเองว่าทำไมถึงไม่ชอบดื่มสังสรรค์ ซึ่งก็ค้นพบว่า ตัวเองชอบใช้เวลาทำงานอดิเรกที่สร้างสรรค์ และการดูแลตัวเองมากกว่า ไม่ชอบการเมาหัวราน้ำ แล้วมันก็เหมือนเป็นแรงดึงดูดให้เจอคนไม่ชอบดื่มเหมือนๆ กัน มีคนรุ่นเดียวกันอีกมากที่ไม่ชอบดื่ม” เธอเล่า 

 

พฤติกรรมไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของ Gen Z นำมาสู่เทรนด์ sober curious ค่านิยมไม่ชอบเมา

คำบอกเล่าของเธอไม่ผิดจากความเป็นจริง เพราะเมื่อดูข้อมูลตามตามผลสำรวจของ Gallup เมื่อปีที่แล้ว พบว่า ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา กลุ่มผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นครั้งคราวในช่วงอายุระหว่าง 18 - 34 ปี (เทียบได้กับคนรุ่น Gen Z และ Gen Y ตอนปลาย) รายงานว่าพวกเขาดื่มลดลงจาก 72% เหลือ 62% ขณะที่กลุ่มผู้ที่ดื่มเป็นประจำในช่วงอายุเดียวกัน ก็รายงานว่าพวกเขาดื่มลดลงเช่นกัน โดยลดลงจาก 67% เหลือ 61% 

ผลสำรวจข้างต้นแสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนรุ่นใหม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และเกิดเทรนด์การดื่มใหม่ๆ เพิ่มขึ้นในสังคม เช่น dry January, sober conscious, sober curious ซึ่งทั้งหมดนี้หมายถึงค่านิยมไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีทั้งงดดื่มไปเลย หรือหันไปเลือกดื่มเครื่องดื่ม Non-Alcohol ทดแทน

บางคนบอกว่าเทรนด์เหล่านี้ทำให้ชาว Gen Z กลายเป็นรุ่นที่ไม่สนุกสนาน แต่ เรเชล ไม่เห็นด้วยและบอกว่าการงดดื่มเหล้าเบียร์ไม่เกี่ยวกับว่าชีวิตจะสนุกน้อยลง แต่ตรงกันข้าม มันทำให้เธอสนุกได้มากกว่าต่างหาก แถมยังช่วยให้เธอนอนหลับได้ดีขึ้น มีสติในการสร้างสรรค์งานต่างๆ หรือสนุกไปกับปาร์ตี้ได้มากขึ้นด้วย เธอและเพื่อนรุ่นเดียวกันมองว่า ไม่มีใครอยากมีพฤติกรรมเมาเละเทะในงานปาร์ตี้ และแน่นอนว่าไม่มีใครชอบคนแบบนั้น

 

นักวิจัยเผย ปัจจัยที่ทำให้ Gen Z ไม่ชอบดื่มเหล้าเบียร์

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงสงสัยว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้ชาว Gen Z จำนวนมาก เริ่มไม่สนใจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือมีการดื่มลดลงนั้น เกิดจากอะไร

ในมุมมองของนักวิชาการอย่าง บรู๊ก อาเทอร์เบอร์รี (Brooke Arterberry) นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสังคมแห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน ซึ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคนหนุ่มสาวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อธิบายว่า ค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงดังกล่าวน่าสนใจมาก แม้ยังคงไม่มีคำตอบชัดเจน (ซึ่งต้องการการศึกษาวิจัยให้มากกว่านี้ก่อน) แต่หากมองในภาพรวม เธอคิดว่าอาจเกิดจากปัจจัยหลายประการรวมกัน ไม่ว่าจะเป็น

- คนรุ่น Gen Z เข้าสังคมในโลกความจริงน้อยลง แต่ใช้เวลาอยู่ในโลกออนไลน์มากกว่า 

- บรรทัดฐานทางสังคมอาจเปลี่ยนแปลงไป เด็กรุ่นใหม่ได้รับการเลี้ยงดูแตกต่างจากยุคอดีต

- เข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้มากกว่าในอดีต

- มีแรงกดดันทางสังคมที่เพิ่มมากขึ้น คนหนุ่มสาว Gen Z รู้สึกอยากการประสบความสำเร็จเร็ว จึงพยายามทำสิ่งต่างๆ ที่นำพาสู่เป้าหมาย ไม่เสียเวลาไปกับการดื่มเหล้าเมายา

- ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ คนรุ่นใหม่บางคนมีรายได้จำกัด และมองว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือของฟุ่มเฟือย

- การใช้กัญชาที่เพิ่มมากขึ้น ก็ส่งผลกระทบให้คนรุ่นใหม่ดื่มเหล่าเบียร์ลดลงได้เช่นกัน

นอกจากนี้บางส่วนยังมองว่าการไม่ดื่มนั้นช่วยประหยัดได้ อย่าง เรเชลเองก็บอกว่า แม้ว่าการประหยัดเงินอาจไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทำให้เธอไม่ชอบดื่ม แต่เธอก็ยอมรับว่ามันให้ประโยชน์ในเรื่องการประหยัดได้ด้วยจริงๆ ในฐานะนักศึกษาระดับปริญญาตรี เธอไม่มีเงินเหลือใช้มากนัก ยิ่งค่าครองชีพทุกวันนี้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ยิ่งต้องประหยัด 

นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย การดื่มแอลกอฮอล์อาจทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ มากมาย ซึ่งนั่นหมายถึงค่ารักษาพยาบาลแสนแพงที่จะตามมาในอนาคต ซึ่งเธอไม่อยากเสียเงินแพงๆ เพื่อรักษาโรคที่ตัวเราก่อขึ้นมาเอง

 

ค่านิยม Gen Z ไม่ชอบเมา ดันธุรกิจเครื่องดื่ม Non-Alcohol เติบโตแรง

ค่านิยมคนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นี้ ไม่เพียงดีต่อสุขภาพและดีต่อการเงินส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมให้ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (Non-Alcohol) ให้เติบโตมากขึ้น จนขยายตัวกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ตามข้อมูลของ NielsenIQ รายงานในปี 2023 พบว่า ยอดขายเบียร์-ไวน์-สุราที่ปราศจากแอลกอฮอล์ พุ่งสูงถึง 565 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับปี 2022

ขณะที่ข้อมูลจาก แอนดรูว์ แคตซ์ (Andrew Katz) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ Athletic Brewing ซึ่งเป็นบริษัทเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์ชื่อดังในอเมริกาเหนือ อ้างว่าเครื่องดื่มของบริษัทได้รับความนิยมอย่างมาก และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคว่ามีรสชาติใกล้เคียงกับเบียร์จริงมากที่สุด อีกทั้งจากการสำรวจของบริษัทพบว่ากลุ่มลูกค้าที่ชอบดื่มเบียร์ในช่วงสุดสัปดาห์เป็นประจำนั้น พวกเขาเปลี่ยนจากเบียร์มีแอลกอฮอล์ หันมาดื่มเบียร์ปราศจากแอลกอฮอล์มากขึ้นจริงๆ ซึ่งมีส่วนทำให้บริษัทเติบโต 

แคตซ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคนรุ่น Gen Z บอกอีกว่า การที่คนรุ่นใหม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์น้อยลง ถือเป็นพฤติกรรมที่ขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านการดูแลสุขภาพไปพร้อมกัน ทั้งสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตใจ เนื่องจากทุกวันนี้ข้อมูลทางสุขภาพต่างชี้ตรงกันว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลเสียต่อการนอนหลับและสุขภาพด้านอื่นๆ อย่างมากมาย

ในปัจจุบัน บริษัท Athletic มีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 800 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามรายงานวอลล์สตรีทเจอร์นัล อีกทั้งยังมีส่วนแบ่งการตลาดที่ใหญ่ที่สุด (มากกว่า 19%) ในกลุ่มธุรกิจเบียร์ไม่มีแอลกอฮอล์ ตามรายงานของ NielsenIQ นอกจากเบียร์ Non-alcohol ของแบรนด์นี้แล้ว ในปัจจุบันก็พบว่ามีเบียร์ทางเลือกอีกหลากหลายแบรนดชื่อดังในท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็น Blue Moon, Budweiser, Corona, Guinness และ Heineken 0.0 ซึ่งแข่งขันกันนำเสนอสินค้าปราศจากแอลกอฮอล์ต่อผู้บริโภคอย่างเข้มข้นดุเดือดต่อไป

ที่มา ; กรุงเทพธูรกิจ ๘ ส.ค. 2024

เกี่ยวข้องกัน

Generation Rentไร้เงินเก็บชะลอซื้อ-เช่าบ้านหันมาอยู่กับพ่อแม่ 

DDproperty Thailand Consumer Sentiment Study รอบล่าสุด พบว่า ผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวส่งผลให้เจเนอเรชัน Y – Z ตัดสินใจชะลอการซื้อที่อยู่อาศัยออกไปก่อนเนื่องจากมีเงินเก็บไม่พอที่จะซื้อที่อยู่อาศัย 

เงินเก็บสวนทางราคาบ้าน” ทำคนเลือกเช่า ในขณะเดียวกันเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกเช่าที่อยู่อาศัยแทนการซื้อ ส่วนใหญ่มาจากปัจจัยการเงินเป็นหลัก โดยมากกว่าครึ่ง (56%) เผยว่ามีเงินเก็บไม่พอที่จะซื้อที่อยู่อาศัย ขณะที่ราคาบ้านที่สูงเกินไปทำให้เกือบ 2 ใน 5 (37%) ขอเลือกออมเงินแทน และ 36% มองไม่เห็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องซื้อที่อยู่อาศัยในเวลานี้ สะท้อนให้เห็นว่าผู้เช่าส่วนใหญ่ยังคงกังวลเกี่ยวกับการบริหารสภาพคล่องทางการเงินในยุคที่แนวโน้มเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง จึงลดความเสี่ยงโดยหลีกเลี่ยงการซื้อที่อยู่อาศัย และหันมาเลือกเช่าซึ่งตอบโจทย์ทางการเงินและลดภาระค่าใช้จ่ายได้ดีกว่า 

ปัจจุบันมุมมองการเป็นเจ้าของที่อาศัยของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปตามเทรนด์ Generation Rent ซึ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตและไม่สร้างภาระทางการเงินในระยะยาวจากการซื้อที่อยู่อาศัย รวมทั้งมีความคล่องตัวมากกว่าหากต้องการโยกย้ายในอนาคต โดยผู้เช่าเกือบ 2 ใน 5 (39%) เผยว่าได้วางแผนเช่า 2 ปีก่อนจะซื้อที่อยู่อาศัยในภายหลัง ส่วน 29% มีความไม่แน่ใจว่าจะเช่าอีกนานแค่ไหน เนื่องจากยังต้องพิจารณาปัจจัยความพร้อมด้านอื่น ๆ อีกครั้ง ขณะที่ 5% เผยว่าตั้งใจจะเช่าอยู่ตลอดชีวิต

สำหรับอัตราค่าเช่าที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในหมู่ผู้เช่าอยู่ในช่วงไม่เกิน 5,000 บาท/เดือน สัดส่วน 46% สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์การมองหาที่อยู่อาศัยให้เช่าที่มีราคาย่อมเยา ตอบโจทย์สถานะทางการเงินในยุคปัจจุบันเป็นหลัก รองลงมาคือ 5,001-10,000 บาท/เดือน และ 10,001-15,000 บาท/เดือน (สัดส่วน 32% และ 9% ตามลำดับ) 

ขณะที่ผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียล (Millennials) หรือ Gen Y และ Gen Z ซึ่งเป็นวัยที่เริ่มต้นสร้างครอบครัวและเริ่มวางแผนซื้อที่อยู่อาศัยจึงมีความสำคัญต่อภาคอสังหาฯ อย่างไรก็ดีมีผู้บริโภคเพียง 37% เท่านั้นที่มีแผนย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ภายใน 1 ปีข้างหน้า ขณะที่กว่า 3 ใน 5 (63%) เผยว่ายัง"ไม่มี"แผนย้ายออกเร็ว ๆ นี้ โดยให้เหตุผลว่าต้องการดูแลพ่อแม่อย่างใกล้ชิด 43% รองลงมาคือตั้งใจรับช่วงต่อบ้านของพ่อแม่ 28% และไม่มีเงินเก็บเพียงพอในการซื้อหรือเช่าที่อยู่อาศัยของตัวเองในเวลานี้ 27% สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายทางการเงินที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่มีกำลังซื้อเพียงพอที่จะเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัย 4 ที่สำคัญของมนุษย์

แม้ความท้าทายจากสภาพเศรษฐกิจจะส่งผลกระทบต่อแผนการซื้อบ้าน/คอนโดฯ ของคนรุ่นใหม่ แต่ความต้องการซื้อนั้นยังคงมีอยู่ โดยกลุ่มมิลเลนเนียล (Millennials) และ Gen Z เผยว่าหากต้องเลือกระหว่างการซื้อหรือเช่าที่อยู่อาศัย ส่วนใหญ่ต้องการซื้อมากถึง 82% มีเพียง 18% เท่านั้นที่สนใจเช่า

ทั้งนี้ในช่วง 1 ปีข้างหน้า ผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียล (Millennials) และ Gen Z วางแผนการเงินไปกับการใช้จ่ายภายในครอบครัวมากถึง 56% รองลงมาคือเก็บเงินไว้เป็นกองทุนเงินสำรองฉุกเฉิน 54% เพื่อรับมือสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในอนาคต และเก็บเงินไว้เพื่อเคลียร์หนี้ต่าง ๆ ให้หมด 27% โดยมีเพียง 21% เท่านั้นที่วางแผนออมเงินไว้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย

สอดคล้องกับข้อมูลจากรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่ง ปี 2567 ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยว่า สถานการณ์สังคมสูงวัยที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับวัยแรงงานที่ลดลงในไทย ส่งผลให้ “แซนด์วิช เจเนอเรชัน (Sandwich Generation)” หรือคนที่อยู่ตรงกลางที่ต้องดูแลทั้งพ่อแม่สูงอายุและลูกของตนเอง มีภาระที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้นและมีแนวโน้มที่จะเผชิญปัญหาทางการเงิน ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางกลายเป็นความท้าทายให้คนรุ่นใหม่สร้างเนื้อสร้างตัวได้ยากกว่าสมัยก่อน การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยจึงอาจไม่ใช่สิ่งที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ อีกต่อไป 

ศรษฐกิจโตช้า-ดอกเบี้ยแพง-ราคาบ้านแพงสวนทางกับรายได้ Generation Rentไร้เงินเก็บไม่พร้อมซื้อ-เช่าบ้าน เปลี่ยนมาอยู่กับพ่อแม่ตอบโจทย์ทางการเงินและลดภาระค่าใช้จ่าย

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 29 ก.ย. 2024

 

เกี่ยวข้องกัน

คนรุ่นใหม่ ไทยมากกว่า 4 ใน 5 คน หรือ 89% มองอนาคตประเทศอีก 5 ปีข้างหน้าในแง่บวก 

Vero Advocacy บริษัทที่ปรึกษาด้านนโยบายสาธารณะและรัฐกิจสัมพันธ์ และ Kadence International บริษัทวิจัยการตลาดระดับโลก มีเป้าหมายในการศึกษามุมมองของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีร่วมกันในภูมิภาค และสำรวจความหวัง ความใฝ่ฝัน และความท้าทายของพวกเขาต่ออนาคต การศึกษาครั้งนี้ได้สำรวจความคิดเห็นของกลุ่ม Gen Z และ Millennials กว่า 2,700 คนจาก 5 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามจากประเทศไทย 452 คน  การศึกษาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การวางแนวทางให้ภาครัฐและเอกชนสามารถพัฒนานโยบายและโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของปัจจุบัน เพื่อผลักดันไปสู่การเจริญเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว 

กลุ่ม Gen Z  คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่าง พ.ศ. 2540 – 2555 หรือ ค.ศ. 1997 – 2012 ในขณะที่ Millennials หรือ Generation Y คือกลุ่มคนที่เกิดระหว่าง พ.ศ. 2523 – 2540 หรือ ค.ศ. 1981 – 1996 

ผลการสำรวจพบว่า 42% ของผู้ตอบแบบสอบถามในกลุ่ม Gen Z คาดหวังว่าชีวิตในอนาคตจะ “ดีขึ้นมาก” และอีก 47% คาดว่าชีวิตของพวกเขาจะ “ดีขึ้น” ซึ่งสูงกว่าคำตอบในประเด็นเดียวกันของกลุ่ม Millennials ที่รวมอยู่ที่ 85% ในขณะเดียวกัน ค่าเฉลี่ยของผู้ตอบ Gen Z จากประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคก็แสดงให้เห็นถึงความหวังในแง่บวกที่แตกต่างกันไป ได้แก่ อินโดนีเซีย (87%) มาเลเซีย (85%) ฟิลิปปินส์ (85%) สิงคโปร์ (74%) และเวียดนาม (90%) 

อย่างไรก็ตาม กลุ่ม Gen Z และ Millennials ในประเทศไทยต่างระบุว่า โอกาสในการทำงานและคุณภาพการศึกษาเป็นความท้าทายที่สำคัญที่สุด รวมไปถึงความกังวลในด้านการเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่เหมาะสม ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปในทุกประเทศที่ทำการสำรวจ นอกจากนี้ ยังพบความกังวลในประเด็นอื่น ๆ อาทิ การปกป้องสิ่งแวดล้อม การเข้าถึงการดูแลสุขภาพ และการจัดการระบบภาษีและทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ 

เยาวชนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนในการประกอบอาชีพ ผลสำรวจพบว่า 63% ของกลุ่ม Gen Z และ 69% ของกลุ่ม Millennials ยกประเด็นการจ้างงานเป็นความท้าทายอันดับหนึ่ง เช่นเดียวกับความพึงพอใจต่อนโยบายด้านการจ้างงานที่ได้รับคะแนนต่ำที่สุดในบรรดานโยบายทุกด้าน คนรุ่นใหม่ทั้งสองกลุ่มมองว่าโอกาสในการทำงานที่มีจำกัดและการแข่งขันที่สูงเป็นอุปสรรคสำคัญ พวกเขายังต้องการให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนอย่างจริงจังเพื่อเพิ่มโอกาสในการจ้างงาน 

สำหรับคนรุ่นใหม่ การเข้าถึงงานที่มั่นคงเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การมีชีวิตที่มั่นคง เนื่องจากเป็นปัจจัยที่เอื้อให้สามารถเข้าถึงบริการจำเป็นพื้นฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพ ที่อยู่อาศัย และการศึกษา พวกเขาเรียกร้องให้มีการพัฒนาบริการด้านการจ้างงานที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น อาทิ  การให้คำปรึกษาด้านการประกอบอาชีพ การจัดโครงการจัดหาและย้ายสายงานแบบครบวงจร ตลอดจนการเพิ่มการสนับสนุนด้านการประกอบธุรกิจ นอกจากนี้ พวกเขายังยังเรียกร้องให้มีการริเริ่มโครงการด้านการศึกษาและการฝึกอบรมพนักงานที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นต่อการก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานที่มีการแข่งขันสูง เพื่อสร้างอาชีพที่ยั่งยืนในระยะยาว 

แม้ว่าประเทศไทยจะมีนโยบายเรียนฟรีตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาไปจนถึงมัธยมศึกษาแบบครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ รวมถึงการอุดหนุนค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน และค่าชุดนักเรียน แต่ผลสำรวจกลับพบว่า 69% ของกลุ่ม Gen Z และ 66% ของกลุ่ม Millennials ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพการศึกษาอยู่ 

กระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทยได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงถึง 328,000 ล้านบาทในปี 2567 และจากรายงานของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI พบว่านโยบายดังกล่าวประสบความสำเร็จในการลดช่องว่างทางการศึกษาระหว่างพื้นที่ชนบทและเมืองได้จริง อย่างไรก็ตาม ผู้ตอบแบบสอบถามให้คะแนนความพึงพอใจต่อนโยบายการศึกษาในประเทศไทยเพียง 54% เท่านั้น แม้จะเป็นคะแนนที่ค่อนข้างสูง แต่ก็ยังมีพื้นที่ให้ปรับปรุงและพัฒนาอีกมาก ข้อจำกัดในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพนั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อโอกาสของคนรุ่นใหม่ในการพัฒนาทักษะและความสามารถที่จำเป็นต่อการแข่งขันในตลาดแรงงาน ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงในชีวิต ผู้ตอบแบบสอบถามให้ข้อเสนอแนะว่า การปรับปรุงระบบการศึกษาควรดำเนินการในหลายมิติ เช่น การทบทวนและปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาและเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาในองค์รวม และเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนสามารถรับมือกับความท้าทายของโลกการทำงานยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

แต่ความกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนที่อยู่อาศัยในทำเลที่เข้าถึงได้ยังคงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง ปัญหานี้ส่งผลกระทบในวงกว้าง เนื่องจากการมีที่อยู่อาศัยในทำเลที่เหมาะสมนั้นเชื่อมโยงโดยตรงกับการเข้าถึงโอกาสในการทำงาน การศึกษา การเข้ารับบริการด้านสุขภาพ และบริการพื้นฐานที่จำเป็น  อื่น ๆ 

จากรายงานของสำนักข่าวเดอะเนชั่นระบุว่า ผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่จำนวนมากหันมาเช่าแทนการซื้อที่อยู่อาศัย และมีแนวโน้มขยับแผนการซื้อที่อยู่อาศัยออกไปเรื่อย ๆ เกิดเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เรียกว่า ‘Generation Rent’ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ความต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยถูกลดความสำคัญลงในหมู่คนรุ่นใหม่เป็นจำนวนมาก 

ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอแนะให้เร่งผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาที่อยู่อาศัย เพื่อเพิ่มจำนวนที่อยู่อาศัยที่เข้าถึงได้ให้มากยิ่งขึ้น โดยเชื่อว่าความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนของที่อยู่อาศัย ยกระดับคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่รอบนอกเมือง และนำไปสู่การออกแบบมาตรการเงินอุดหนุนที่ตรงกลุ่มเป้าหมายสำหรับครอบครัวผู้มีรายได้น้อย ส่งผลให้ทั้งการซื้อและการเช่าที่อยู่อาศัยเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่ 

การจ้างงาน การศึกษา และที่อยู่อาศัยคือความท้าทายเร่งด่วนของคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญที่ไม่เพียงแต่สนับสนุนความมั่นคงในชีวิต แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเจริญก้าวหน้าของสังคมโดยรวม” พงศ์ศิริ ภูรินธนโชติ หนึ่งในหุ้นส่วนผู้จัดการของ Vero Advocacy อธิบาย
พร้อมกับให้มุมมองอีกว่า คนรุ่นใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของภูมิภาค การแก้ไขความท้าทายเหล่านี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อการปลดล็อกศักยภาพของพวกเขาและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทั้งยั่งยืนและครอบคลุม
 

ด้าน Ashutosh Awasthi, ผู้อำนวยการ Kadence International   ซึ่งเป็นเอเจนซี่วิจัยการตลาดระดับโลกที่มีแนวทางที่เป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง ด้วยสำนักงานที่ตั้งอยู่ในเอเชีย ยุโรป สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา   กล่าวว่า  การศึกษาครั้งนี้เผยให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญที่กลุ่ม Gen Z และ Millennials กำลังเผชิญ และสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง เพื่อเพิ่มโอกาสและการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ของคนรุ่นใหม่ การแก้ไขความท้าทายเหล่านี้อย่างทั่วถึงจะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของคนรุ่นใหม่อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งวางรากฐานอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนสำหรับคนทุกช่วงวัย 

 ด้าน ณัฐพร บัวมหะกุล หนึ่งในหุ้นส่วนผู้จัดการของ Vero Advocacy กล่าวเสริมว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาค จึงเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายที่จะต้องเข้าใจและตอบสนองต่อความใฝ่ฝันของคนรุ่นใหม่ ด้วยการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสให้พวกเขาอย่างเต็มที่ เพราะอนาคตของพวกเราทุกคนล้วนขึ้นอยู่กับการเสริมสร้างศักยภาพของคนรุ่นใหม่ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น 

ความท้าทายของเจนเนอเร ‘เช่า’ ในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย โดย 45% ของกลุ่ม Gen Z และ Millennials มองประเด็นเรื่องที่อยู่อาศัยที่เข้าถึงได้เป็นความท้าทายลำดับต้น ๆ  แม้ว่าผลสำรวจจะแสดงให้เห็นว่า 53% ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยพึงพอใจกับนโยบายที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน ซึ่งนับเป็นอัตราความพึงพอใจที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับคนรุ่นใหม่ในประเทศที่มีการสำรวจทั้งหมด …..” 

ที่มา ;  ไทยโพสต์ 26 พฤศจิกายน 2567 

เกี่ยวข้องกัน

Gen z มีต้นทุนชีวิตสูงขึ้น เป็น ‘หนี้’ เพื่อเติมเต็มชีวิตในยุคค่าครองชีพแพง

Gen z มีต้นทุนชีวิตสูงขึ้น เพราะ ‘เงินเฟ้อ’ ฐานรายได้ต่ำกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน สวนทางค่าครองชีพพุ่ง ค่าเรียน-ค่าที่อยู่อาศัยแพง จนเปลี่ยนวิธีการใช้เงินยอมเป็น ‘หนี้’ ติดกับดัก ‘ดอกเบี้ย’ เพื่อเติมเต็มชีวิต

คนรุ่นใหม่ ทั้ง “Gen Z” และ “มิลเลนเนียล” กำลังเผชิญกับปัญหาหนี้สินมหาศาล  พร้อมกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ “ต้นทุนชีวิต” หรือค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นค่าที่อยู่อาศัย ค่าศึกษา หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวัน ทำให้การเริ่มต้นชีวิตวัยผู้ใหญ่เป็นเรื่องยากกว่าที่เคย โดยเฉพาะวัยที่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของชีวิต เช่น การซื้อบ้านหลังแรก หรือการสร้างครอบครัว

 

Gen Z ติดกับดัก ‘ดอกเบี้ย’ 

ข้อมูลจาก TransUnion เผยให้เห็นว่าคนรุ่น Gen Z วัย 22-24 ปี กำลังเผชิญกับปัญหาหนี้สินและอัตราการผิดนัดชำระหนี้ที่รุนแรงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยมีทั้งหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อนักศึกษาที่สูงกว่ากลุ่ม Gen Z ในช่วงวัยเดียวกันเมื่อ 10 ปีก่อน  ยิ่งไปกว่านั้น ยอดคงเหลือในบัตรเครดิตเฉลี่ยของกลุ่มนี้ก็พุ่งสูงขึ้นถึง 26% เมื่อเทียบกับกลุ่ม Gen Y ในอดีต ส่งผลให้ภาระหนี้สินของ Gen Z ในปัจจุบันหนักอึ้งกว่าเดิมมาก เนื่องจากอัตรา “ดอกเบี้ย” ของบัตรเครดิตพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

คนรุ่น Gen Z มีหนี้บัตรเครดิตเร็วกว่าคนรุ่นอื่นๆ เพราะมีรายได้น้อยและมีเงินออมน้อย จึงหันมาใช้การกู้ยืมสินเชื่อเพื่อเติมเต็มชีวิต ในความเป็นจริง คนรุ่นใหม่ยังมีโอกาสที่จะฟื้นฟูสถานะทางการเงิน แต่อย่าลืมว่าภาระหนี้สินที่แบกรับอยู่ในปัจจุบันอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตในระยะยาวอย่างมาก 

McClary จาก NFCC ได้กล่าวว่าการกู้เงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงจะขัดขวางการเก็บเงินไว้ใช้ในอนาคต นั่นหมายความว่า แม้จะสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินในปัจจุบันได้ แต่ผลกระทบที่ตามมา เช่น ประวัติเครดิตที่เสียหาย หรือเข้าถึงสินเชื่อยากขึ้น

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ 17 พ.ย. 2024

 

 เกี่ยวข้องกัน

 

4 บทเรียนวางแผนการเงิน ฉบับชาวอเมริกัน “Gen Z” ที่คนใกล้เกษียณ “เรียนรู้” ได้ เริ่มต้นดี มีชัย

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นำพามาซึ่งทั้งโอกาสและความเสี่ยง Gen Z ถือเป็นคนกลุ่มที่ฉลาดในการปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการวางแผนทางการเงิน ทำให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสบรรลุเป้าหมายเกษียณมากกว่าคนรุ่นก่อน 

จากรายงาน Mind, Body, and Wallet ประจำปี 2024 ของ Guardian พบว่า ความกังวลเกี่ยวกับการเกษียณอายุเป็นสาเหตุหลักของความเครียดสำหรับคนอเมริกัน หลายคนกังวลว่าจะไม่มีเงินเพียงพอที่จะใช้ชีวิตเกษียณอย่างสุขสบาย คนรุ่น Gen X กำลังรู้สึกถึงความเครียดจากการเกษียณอายุอย่างหนัก รายงานพบว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่คนรุ่น Gen X รายงานว่าสุขภาพทางการเงินแย่กว่าคนรุ่น Gen Z เล็กน้อย (27% เทียบกับ 31%) 

แม้คนรุ่น Gen Z จะมีความกังวลเรื่องการเกษียณอายุน้อยกว่า เนื่องจากยังเหลือเตรียมตัวเกษียณอีกมาก แต่พวกเขาก็มีวิธีวางแผนการเงินอย่างชาญฉลาดเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเกษียณ ซึ่งคน Gen X สามารถเรียนรู้และนำมาปรับใช้กับแผนเกษียณได้ 

GOBankingRates ได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน พบว่า มี 4 บทเรียนวางแผนเกษียณของคนรุ่นใหม่ที่คนใกล้เกษียณสามารถเรียนรู้ได้ 

 

เปิดอกคุยเรื่องการเงินมากขึ้น

คน Gen Z ให้ความสำคัญกับความโปร่งใส พวกเขาจึงมักจะพูดคุยเรื่องเงินอย่างเปิดเผย ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ หรือเทคนิคด้านการเงินที่เป็นประโยชน์ และเครียดน้อยลงเนื่องจากรู้สึกมีไม่ได้สู้อย่างโดดเดี่ยว

Erika Kullberg ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินส่วนบุคคล ทนายความ ผู้ทรงอิทธิพลด้านการเงิน และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Erika.com ให้ความเห็นว่า

การพูดคุยเรื่องเงินถือเป็นเรื่องหยาบคายและไม่เหมาะสมในยุคพ่อแม่ แต่สำหรับคน Gen Z การเปิดอกคุยเรื่องเงินกลับเป็นประโยชน์” 

การเปิดใจเกี่ยวกับรายได้ งบใช้จ่าย หนี้ และหัวข้อทางการเงินที่ยุ่งยากอื่นๆ เป็นวิธีที่ดีในการเรียนรู้จากเพื่อนๆ” 

 

 

ปรับตัวและเปิดรับเทคโนโลยี

คนรุ่น Gen Z เติบโตมาในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งพวกเขาสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ช่วยในบริหารเงินอย่างคุ้มค่า 

ตั้งแต่การใช้แอปพลิเคชันวางแผนการเงิน ไปจนถึงการใช้บริการธนาคารออนไลน์ ซึ่งให้ข้อเสนอดอกเบี้ยที่ดีกว่า  ไปจนถึงการขอคำปรึกษาทางการเงินจากบอต AI คน Gen Z รู้ดีว่ามีวิธีมากมายที่สามารถใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้างข้อได้เปรียบในการออมเงินสำหรับเกษียณ” 

" คน Gen X อาจพลาดเครื่องมือช่วยวางแผนเกษียณที่มีประโยชน์มากมาย เนื่องจากไม่เปิดรับเทคโนโลยีมากเท่ากับคนรุ่นใหม่” 

 

 

มีรายได้หลายทาง

สำหรับ Gen Z หนทางการออมที่มีประสิทธิภาพพอจะนำไปสู่การเกษียณมีชีวิตเกษียณที่สุขสบาย คือ การมีแหล่งรายได้หลายทาง 

Brandy Burch ซีอีโอของ Benefitbay กล่าวว่า

ความแตกต่างที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือความเปิดกว้างต่อการมีรายได้หลายทาง” 

คน Gen Z ชีวิตไม่ได้พึ่งพาแค่งานเดียวหรือเส้นทางอาชีพเดียวเท่านั้น แต่พวกเขาได้ทำงานพาร์ทไทม์ งานฟรีแลนซ์ และงานเสริมเพื่อให้มีเงินออมเพิ่ม ความยืดหยุ่นและความเต็มใจที่จะปรับตัวนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในโลกที่ความมั่นคงในการทำงานแบบเดิมนั้นไม่มีอยู่จริง” 

 

 

ไม่พึ่งพาประกันสังคมอย่างเดียว

คนรุ่น Gen Z ตระหนักดีว่าเงินประกันสังคมนั้นไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างสุขสบาย และที่แย่กว่านั้นคือ เงินประกันสังคมอาจล้มละลาย และไม่ได้มีมูลค่ามากพอเมื่อถึงเวลาเกษียณ คนรุ่น Gen X ก็ต้องรับมือกับข้อเท็จจริงนี้

พวกเขาต้องปรับตัวในสถานการณ์ที่เงินประกันสังคมไม่สามารถรับประกันอนาคตได้” เบิร์ชกล่าว “นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมแนวทางเชิงรุกในการวางแผนเกษียณอายุของพวกเขา ซึ่งเน้นที่การออมตั้งแต่เนิ่นๆ การนำเทคโนโลยีมาใช้ และเต็มใจที่จะปรับตัว จึงมีความจำเป็นและเป็นการมองการณ์ไกล” 

ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์

เกี่ยวข้องกัน

Gen Z ไทยบางส่วนไม่เรียนต่อ กังวลค่าครองชีพ จ่ายหนี้กู้ยืมไม่ไหว

·       คนรุ่นใหม่ในไทยบางส่วน (Gen Y 17% Gen Z 16%) เลือกไม่เรียนต่อปริญญา แต่ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก อย่างไรก็ตาม พวกเขากังวลต่อระบบการศึกษาหลายด้าน เช่น คุณภาพการเรียนรู้ ค่าใช้จ่ายสูง 

·       เปิดคุณค่า 3 ด้าน (Trifactor) ที่สำคัญต่อความสุขในการทำงานของคนรุ่นใหม่ คือ รายได้, ความหมายของงาน, และความเป็นอยู่ที่ดี คนรุ่นใหม่ในไทย กังวลเรื่องการเงินระยะสั้นมากกว่าระยะยาว โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพ

·       Gen Y Gen Z ในไทยใช้ AI ในการทำงานอย่างแพร่หลาย มองว่า AI ช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อน ทำให้มีเวลาสร้างสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวได้ดีขึ้น และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน 

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ผู้คนต่างปรับตัวกับการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z และ Gen Y ที่กำลังขับเคลื่อนตลาดแรงงานและสังคม แต่เมื่อพูดถึงการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี-โท อะไรคือสิ่งที่อยู่ในใจพวกเขา? 

การสำรวจล่าสุดจาก Deloitte Gen Z & Millennial Survey 2025 : เจาะเทรนด์คนทำงานรุ่นใหม่ เปิดเผยว่า แม้วัยทำงานรุ่นใหม่ไทยให้ความสำคัญกับการเรียนต่อในระดับนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่ก็มีเหตุผลชัดเจนที่ทำให้พวกเขาบางส่วนเลือกไม่เรียนต่อระดับอุดมศึกษา ด้วยกังวลถึงคุณภาพการเรียน และค่าใช้จ่ายในระบบการศึกษาในปัจจุบัน  

รายงานการสำรวจของ Deloitte ดังกล่าว ได้สำรวจความคิดเห็นคนรุ่นใหม่ทั่วโลกกว่า 23,500 คน ใน 44 ประเทศ ซึ่งรวมถึงกลุ่มตัวอย่างคนไทย 330 คน (แบ่งเป็น Gen Z 209 คน และ Gen Y 121 คน) พบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับมุมมองต่อการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา หรือที่เฉพาะเจาะจงว่าเป็น บัณฑิตศึกษา (Post-Bachelor's Degree) ในหลากหลายมิติ เริ่มจากแง่มุมของการเลือกเรียนต่อ-ไม่เรียนต่อระดับปริญญา พบว่าเริ่มมีบางส่วนที่ขอไม่เรียนต่อดีกว่า?! 

Gen Z 16% และ Gen Y 17% ในไทย เลือกไม่เรียนต่อปริญญา

แม้ว่าโดยภาพรวมแล้ว คนไทยทั้ง Gen Z และ Gen Y จะให้ความสำคัญกับการเรียนต่อในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรีมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังมีชาว Gen Z ในประเทศไทยถึง 16% และ Gen Y 17% ที่ระบุว่าพวกเขา “ตัดสินใจไม่เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา” อย่างไรก็ตาม ถือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 31% สำหรับ Gen Z และ 32% สำหรับ Gen Y  

สำหรับกลุ่มที่เลือกไม่เรียนต่อในประเทศไทยนั้น มีเหตุผลหลักๆ ที่น่าทำความเข้าใจ ซึ่งสะท้อนถึงบริบททางสังคมและเศรษฐกิจในบ้านเรา ได้แก่ 

1. สถานการณ์ส่วนตัว/ครอบครัว:
เป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุดสำหรับ Gen Z ไทยถึง 50% และ Gen Y ไทย 38% ซึ่งสอดคล้องกับการที่สถานการณ์ครอบครัวเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้คนรุ่นใหม่มีความเครียด โดยเฉพาะ Gen Y ที่มีความกังวลสูงเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของสมาชิกในครอบครัว อาจเนื่องจากต้องดูแลทั้งพ่อแม่และลูกเล็กไปพร้อมกัน

2. ข้อจำกัดด้านการเงิน ทุนทรัพย์:
เป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับ Gen Z ไทย 44% และ Gen Y ไทย 38% ปัญหานี้เชื่อมโยงโดยตรงกับ ความกังวลเรื่องค่าครองชีพ ซึ่งเป็นประเด็นที่ "หลอกหลอน" คนรุ่นใหม่ไทยอย่างต่อเนื่อง และเป็นอันดับ 1 ของความกังวลโดยรวมติดต่อกัน 3 ปี 

3. ต้องการความยืดหยุ่นและเรียนรู้ด้วยตัวเอง:
Gen Z 32% และ Gen Y 38% อยากเลือกการเรียนรู้รูปแบบอื่นๆ ด้วยตัวเอง เช่น ลงคอร์สเรียนทักษะเฉพาะทางต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงลักษณะการทำงานของคนรุ่นใหม่มากกว่า โดยเฉพาะ Gen Z ที่มีรูปแบบงานหลากหลาย ทั้งงานประจำ Part-time หรือ Freelance การเรียนแบบเดิมๆ ที่ไม่ยืดหยุ่นอาจไม่ตอบโจทย์วิถีชีวิตและการทำงานของพวกเขา

4. วางแผนทำธุรกิจเอง:
Gen Z 32% และ Gen Y 24% อยากทำธุรกิจมากกว่าจะเรียนต่อ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้เพื่อเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองที่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่คนรุ่นใหม่ชอบเปลี่ยนงาน โดยเฉพาะ Gen Z อยากวางแผนทำธุรกิจมากกว่า Gen Y เนื่องจาก Gen Z มองว่าตนเองยังมีโอกาสในการค้นหาและเริ่มต้นใหม่ได้มากกว่า

5. กลัวจ่ายหนี้กู้ยืมการศึกษาไม่ไหว: 
คนไทยส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องรายได้ไม่สมดุลกับรายจ่าย และไม่มีเงินเก็บ โดยให้ความสำคัญกับปัญหาการเงินระยะสั้นมากกว่าระยะยาว อีกทั้ง หนี้กู้ยืมการศึกษา ก็เป็นอีกหนึ่งความกังวลที่ทำให้ Gen Z 26% และ Gen Y 29% เลือกไม่เรียนต่อ
 

เด็กไทยเริ่มกังวลระบบการเรียนไม่สอดคล้องกับตลาดงาน-ค่าเล่าเรียนแพง

นอกจากเหตุผลส่วนตัวในการไม่เรียนต่อแล้ว แม้แต่กลุ่มคนที่พิจารณาเรียนต่อก็ยังมีความกังวลต่อ ระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือบัณฑิตศึกษา ในประเทศไทย โดยจากผลสำรวจชี้ว่า ข้อกังวลต่างๆ ของคนรุ่นใหม่มีอยู่ 5 ข้อ ได้แก่

1. คุณภาพการศึกษา: เป็นข้อกังวลลำดับต้นๆ ทั้งใน Gen Z (48%) และ Gen Y (50%) เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามเรื่องการศึกษาแสดงความกังวลในประเด็นนี้

2. ค่าเล่าเรียนแพง: เป็นความกังวลใหญ่ไม่แพ้กัน สำหรับ Gen Z 44% และ Gen Y 43% ย้ำให้เห็นถึงปัญหาด้านการเงินที่เป็นอุปสรรค ทั้งต่อการเข้าถึงและทัศนคติต่อการศึกษาในระดับสูง

3. โอกาสฝึกประสบการณ์จริงมีน้อย: Gen Z (31%) และ Gen Y (24%) มองว่านี่เป็นข้อจำกัดของหลักสูตรปัจจุบัน

4. เนื้อหาหลักสูตรไม่สอดคล้องกับตลาดงาน: เป็นข้อกังวลสำหรับ Gen Z 22% และ Gen Y 26%  ทำให้การเรียนต่ออาจไม่ตอบโจทย์การเติบโตทางอาชีพโดยตรงเท่าที่ควร

5. ระบบการเรียนไม่มีความยืดหยุ่น: ทั้ง Gen Z (19%) และ Gen Y (17%) มองว่า เป็นประเด็นที่ต้องปรับปรุง ซึ่งสอดคล้องกับเหตุผลในการไม่อยากเรียนต่อของคนรุ่นใหม่ไทยบางส่วนที่ต้องการความยืดหยุ่น หรือต้องการเรียนคอร์สสอนทักษะที่ตนเองต้องการจริงๆ 

ข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ว่า แม้คนรุ่นใหม่ไทยส่วนใหญ่จะยังคงมองว่าการศึกษาในระดับสูงยังมีความสำคัญ แต่การตัดสินใจของพวกเขาก็ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ ปัญหาส่วนตัว และความคาดหวังต่อรูปแบบการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพ ค่าใช้จ่าย และความยืดหยุ่นของระบบการศึกษาปัจจุบัน ก็เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายไม่ควรมองข้าม เพื่อให้การศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้และตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง 

3 ปัจจัยวัยทำงานรุ่นใหม่ไทยสะท้อนว่า เป็นคุณค่าหลักของงาน

ไม่เพียงเท่านั้น ผลสำรวจจาก Deloitte ครั้งนี้ยังได้สำรวจถึงวิถีการทำงานของกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Y Gen Z โดยสอบถามเกี่ยวกับเป้าหมายในอาชีพ หรือปัจจัยในการเลือกหรือเปลี่ยนงานว่าพวกเขาพิจารณาจากอะไร ผลการสำรวจพบว่ามี 3 ปัจจัยสำคัญ (Trifactor) ซึ่งส่งผลต่อความสุขในการทำงานของคนรุ่นใหม่ทั่วโลก ประกอบด้วย 1.รายได้ (Money) 2.ความหมายของงาน (Meaning) 3.ความอยู่ดีมีสุข (Wellbeing)  

ทั้งนี้เมื่อนำมาจัดอันดับแล้ว พบว่า "การเงิน" มีความสัมพันธ์กับความสุขมากที่สุด ตามมาด้วยความอยู่ดีมีสุขและความหมายของงาน โดยเฉพาะเมื่อเจาะลึกในกลุ่มคนรุ่นใหม่ไทย พบว่า ปัจจัยด้านการเงิน (Money) และ ค่าครองชีพ (Cost of Living) ยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลอย่างต่อเนื่อง และเป็นอันดับ 1 สำหรับทั้ง Gen Z และ Gen Y ในไทยมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โดยความกังวล 3 อันดับแรกของคนรุ่นใหม่ไทยคือ ค่าครองชีพ, ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่น่าไว้วางใจ, ความปลอดภัยทางไซเบอร์ 

อีกทั้ง คนทำงานรุ่นใหม่ในไทย ต่างก็รายงานว่าพวกเขาใช้ชีวิตแบบ "เดือนชนเดือน" (ไม่มีเงินเก็บ) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับวัยทำงานทั่วโลกพบว่า คนไทยมีสัดส่วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่ในทางกลับกัน คนไทยมีสัดส่วนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยโลกในแง่ของ "การดิ้นรนเพื่อให้จ่ายเงินให้ทัน" (เงินช็อต) และ "ความกังวลว่าจะไม่สามารถเกษียณได้อย่างสบายใจ" 

ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่า คนไทยให้ความสำคัญกับปัญหาทางการเงินระยะสั้นมากกว่าค่าเฉลี่ยโลก สะท้อนถึงความท้าทายในการหารายได้ในสภาวะเศรษฐกิจไทย ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากต้องมองหางานเสริม ซึ่งสอดคล้องกับความกังวลเรื่องการเงินและค่าครองชีพที่สูง 

Gen Z Gen Y ในไทย ไม่ทำงานกับบริษัทที่ค่านิยมขัดกับความเชื่อส่วนตัว

ถัดมาอีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ มุมมองด้านจริยธรรมและความเชื่อในการทำงาน วัยทำงานรุ่นใหม่ในไทยส่วนใหญ่ Gen Z (56%) และ Gen Y (62%) รายงานว่า พวกเขามักจะปฏิเสธการทำงานกับบริษัทที่มีนโยบายทางธุรกิจไม่สอดคล้องกับจริยธรรมและความเชื่อของตนเอง ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวมีจำนวนมากกว่าค่าเฉลี่ยโลก

ปัจจัยนี้ส่งผลต่อการเลือกงาน และการตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อกับองค์กรยาวนานหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม คนไทยมีสัดส่วนการลาออกจากองค์กรที่รู้สึกว่า “ไม่มีความมุ่งหมาย (sense of purpose)” หรือมีค่านิยมไม่สอดคล้องกับความเชื่อของตนเอง ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก 

ทั้งนี้ น่าสนใจว่าคนทำงานรุ่นใหม่ไทยเกือบ 100% เห็นว่า sense of purpose มีความสำคัญอย่างมากต่อความพึงพอใจในการทำงานและความอยู่ดีมีสุข เช่น การมีประโยชน์ต่อสังคม, การมี work-life balance, การหารายได้, การพัฒนาทักษะ ฯลฯ องค์กรจึงต้องเข้าใจความต้องการของพนักงานแต่ละบุคคลเพื่อรักษาอัตรากำลังแรงงานและดึงศักยภาพของพนักงานออกมา 

ในขณะที่ปัจจัยด้านความอยู่ดีมีสุข (Wellbeing) ตามรายงานระบุว่า ประมาณครึ่งหนึ่ง (50%) ของคนรุ่นใหม่ไทยบอกว่า รู้สึกเครียดหรือกังวลตลอดเวลาหรือเกือบตลอดเวลา ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาต่อการทำงานค่อนข้างมาก โดยปัจจัยที่ทำให้ Gen Z เครียดสูงกว่า Gen Y คือ ปัญหาการเงินในชีวิตประจำวัน, ภาระ/การดูแลครอบครัว, สุขภาพส่วนตัว, และอนาคตทางการเงินระยะยาว ขณะที่ปัจจัยที่ทำให้ Gen Y กังวลมากกว่า Gen Z คือ สุขภาพและความอยู่ดีมีสุขของสมาชิกในครอบครัว  

ส่วนปัจจัยความเครียดที่สำคัญสำหรับทั้งสองเจน ได้แก่ การว่างงาน (ประมาณ 1 ใน 3), ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน, เวลาไม่พอทำงานให้เสร็จ (deadline สั้น/ถี่), และงานที่ไม่มี sense of purpose สำหรับ Gen Z เครียดจากประเด็นเหล่านี้มากกว่า Gen Y ในเกือบทุกมิติ ปัญหาชั่วโมงทำงานนานแต่ทำงานไม่เสร็จ สะท้อนถึงปัญหาประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงานในหลายองค์กรทั่วโลก

สิ่งที่น่าสนใจและเป็นเชิงบวกคือ ประมาณ 80% ของคนไทยทั้งสองเจน (สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ประมาณ 60%) เห็นว่านายจ้างให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตอย่างจริงจัง ซึ่งสะท้อนอยู่ในรายงานฉบับนี้

Gen Y Gen Z ไทย มอง AI เป็นทั้งผู้ช่วย-คู่แข่ง พร้อมปรับตัวสู่ทักษะใหม่ 

ตามรายงานระบุด้วยว่า เทรนด์ AI เข้ามาสู่โลกการทำงานในไทยแล้ว และกลายเป็นเครื่องมือประจำวันของคนทำงานรุ่นใหม่ โดย AI ไม่ได้แค่เปลี่ยนวิธีทำงานของคนรุ่นใหม่ไทย แต่ยังเปลี่ยนวิธีมองอนาคตด้วย ข้อมูลล่าสุดเผยว่า คนไทยรุ่น Gen Y และ Gen Z มากถึง 80-90% ใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานประจำวัน โดยเฉพาะในการวิเคราะห์ข้อมูล งานออกแบบ และการสร้างสรรค์คอนเทนต์ 

Gen Y มีการใช้งานที่หลากหลายกว่า Gen Z อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์และสายงาน Content Creation ซึ่งสะท้อนประสบการณ์การทำงานที่มากกว่าและมุมมองที่เปิดกว้างต่อเทคโนโลยีใหม่ 

แม้หลายคนจะมองว่า AI ช่วยให้ชีวิตการทำงานง่ายขึ้น ลดเวลาทำงานซ้ำซาก และมีเวลาไปใช้ชีวิตมากขึ้น แต่ก็ยังมีความกังวลไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่อง “งานจะหายไป” หรือ “โดนแทนที่” ข้อมูลจาก World Economic Forum คาดว่า AI และ Automation อาจเข้ามาแทนที่งานถึง 92 ล้านตำแหน่งทั่วโลกภายในปี 2030 แม้จะสร้างงานใหม่ได้มากถึง 170 ล้านตำแหน่งก็ตาม 

ดังนั้น ทั้งพนักงานและองค์กรต้องเร่งปรับตัว โดยฝั่งพนักงานต้องเรียนรู้การทำงานร่วมกับ AI ให้เร็วที่สุด และพัฒนา Soft Skills ที่ยังไม่สามารถถูกแทนที่ได้ เช่น การสื่อสาร, การทำงานร่วมกับคน, และการตัดสินใจในสถานการณ์ไม่แน่นอน ส่วนทางฝั่งองค์กรเองก็ต้องหาวิธีใช้ AI ให้เพิ่มประสิทธิภาพโดยไม่ทำให้คนรู้สึกว่าตัวเอง “หมดคุณค่า” หรือ “กำลังจะถูกแทนที่” 

คนรุ่นใหม่ไม่ได้ทำงานตรงสายที่เรียนจบมาเสมอไป!

มาถึงข้อมูลด้านการทำงานอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจเช่นกัน นั่นคือ การเปลี่ยนสายอาชีพไม่ใช่เรื่องแปลกในยุคนี้ โดย 10% ของ Gen Z และ 20% ของ Gen Y ไม่ได้ทำงานตามสายที่เรียนหรือตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น โดยมีเหตุผลหลักคือ รายได้ สภาพตลาดงาน และภาระครอบครัว

แต่ที่น่าสนใจคือ Gen Z เปลี่ยนงานตามความสนใจใหม่ๆ และอยากเรียนรู้เพื่อเริ่มธุรกิจของตัวเอง สะท้อนภาพของคนรุ่นใหม่ที่ยังค้นหาตัวตน ขณะที่ Gen Y เริ่มให้ความสำคัญกับความมั่นคงจากประสบการณ์การทำงานที่สั่งสมมา โดยเป้าหมาย 3 อันดับแรกของคนทำงานรุ่นใหม่ไทยตอนนี้คือ 1.การบรรลุอิสรภาพทางการเงิน 2.การเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และ 3.การรักษา Work-Life Balance 

ทั้งนี้ 85% ของคนทำงานรุ่นใหม่ไทย พยายามพัฒนาตัวเองอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยใช้วิธีการต่างๆ ได้แก่ On-the-job training (OJT) ทำงานไปเรียนรู้ไป, Peer Learning การเรียนรู้จากเพื่อนร่วมงาน, Mentorship คำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์, Workshop&Training ในสายอุตสาหกรรม โดยในภาพรวมแล้ว Gen Z ใช้งานเครื่องมือเหล่านี้มากกว่า Gen Y เกือบทุกประเภท (ยกเว้น OJT ที่ Gen Y ใช้งานมากกว่า Gen Z) 

อย่างไรตาม ข้อมูลผลสำรวจได้สรุปช่วงท้ายไว้ว่า Gen Z ให้ความสำคัญกับทักษะด้านดิจิทัล เช่น Social Media และ Digital Marketing สูงกว่า Gen Y อย่างเห็นได้ชัดเจน อีกทั้งพวกเขายังเน้นเรื่องการบริหารเวลาและความคิดสร้างสรรค์มากกว่าด้วย และสิ่งที่น่าสนใจคือ คนไทยมอง “ความรู้ด้านความยั่งยืน” เป็นทักษะสำคัญติด Top 3 ซึ่งสวนทางกับเทรนด์โลกที่ยังเน้นความรู้เฉพาะทางตามอุตสาหกรรมมากกว่า 

อ้างอิง: Deloitte Gen Z & Millennial Survey 2025  

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 03 มิ.ย. 2025

เกี่ยวข้องกัน

‘สภาพัฒน์’ เปิดเหตุผลนายจ้าง 89% ปฏิเสธจ้างเด็กจบใหม่? 

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสที่ 1/2568 ว่าสถานการณ์แรงงานไตรมาสหนึ่ง ปี 2568 โดยในช่วงหนึ่งมีการกล่าวถึงตัวเลขการว่างงานของผู้จบการศึกษาใหม่โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษานั้นมีโอกาสที่จะตกงานสูง สอดคล้องกับข้อมูลการว่างงานตามระดับการศึกษาที่มีอัตราว่างงานมากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ โดยคิดเป็นสัดส่วน 1.84% หรือว่างงานอยู่ที่ 131,600 คน 

สอดคล้องกับผลการศึกษาของ Hult International Business School ร่วมกับ Workplace Intelligence ที่พบว่าผู้บริหาร 89% มีแนวโน้มที่จะเลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่

·      เด็กจบใหม่ยังขาดประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง ๖๐%

·      ไม่ทีทักษะการทำงานที่เหมาะสม 51%

·      ขาดทักษะการทำงานเป็นทีม 55%

·      ยังมีมารยาททางธุรกิจที่ไม่ดีนัก 50% 

สำหรับข้อแนะนำสำหรับผู้ที่จบการศึกษาใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้งานทำเลขาธิการสภาพัฒน์ระบุว่า ความสามารถในเชิงวิชาชีพที่จบมาต้องทำงานได้ต้องเป็นคุณสมบัติหลัก นอกจากนั้นส่วนที่ต้องมีก็คือเรื่องของการคิดวิเคราะห์ ความสร้างสรรค์ในการคิดการทำงานของตัวเอง ถือเป็นทักษะที่สำคัญที่จะทำให้เด็กที่จบใหม่สามารถหางานได้เพิ่มขึ้น 

แม้ในการทำงานของคนรุ่นใหม่นั้นอาจจะให้ความสำคัญกับ “Work life balance” หรือการเป็นเจ้าของกิจการ แต่กลุ่มที่จะเข้าไปทำงานในระบบ เข้าสู่การจ้างงานในองค์กร และบริษัทต่างๆนั้นต้องเข้าใจว่าการทำงานจริง เรารับเงินเดือนเขามาแล้ว การทำงานจริงต้องทำงานอย่างเต็มที่ 

อีกเรื่องทักษะการทำงานเป็นทีมก็สำคัญ รวมทั้งการสื่อสารกับคน และมารยาททางธุรกิจในการติดต่อก็เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องซอฟต์สกิลที่เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน 

“คนรุ่นใหม่ อาจจะให้ความสำคัญกับ “Work life balance” แต่เมื่อเข้าไปทำงานในระบบ เข้าสู่การจ้างงานในองค์กร บริษัทต่างๆ ต้องเข้าใจว่าเป็นการทำงานจริง เรารับเงินเดือนเขามาแล้วการทำงานต้องทำอย่างเต็มที่ ..ต้อง Work ก่อน แล้วค่อยไปดูเรื่อง balance ทีหลัง” 

‘สภาพัฒน์’ เปิดเหตุผลนายจ้าง ไม่จ้างเด็กจบใหม่? ชี้ขาดทักษะทำงานเป็นทีม – มารยาทธุรกิจไม่เหมาะสม ชี้คนรุ่นใหม่ต้องเข้าใจ Work life balance ยังไม่เกิดในช่วงแรก 

ที่มา ; ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

เกี่ยวข้องกัน

ไม่พร้อมมีลูกตอนนี้ Gen Z เลื่อนสร้างครอบครัว เศรษฐกิจไม่เอื้อ 

ผลกระทบจากปัญหาสังคมสูงวัยและเด็กเกิดใหม่น้อย ในหลายๆ ประเทศทั่วโลก อาจยิ่งรุนแรงมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ เพราะไม่นานมานี้เพิ่งมีรายงานชิ้นใหม่ชี้ว่า คนรุ่น Gen Z ไม่พร้อมมีลูกตอนนี้ ขอเลื่อนการสร้างครอบครัวออกไปก่อน ซึ่งส่วนใหญ่มีแนวคิดนี้มากกว่าคนรุ่นก่อน สะท้อนความกังวลต่อโลกอนาคต ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ภาวะโลกร้อน และความไม่มั่นคงในชีวิต

ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูง เศรษฐกิจผันผวน และโลกเผชิญกับวิกฤตสิ่งแวดล้อม คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Z (เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2540 - 2555) แม้จะแต่งงานแล้ว แต่ก็เลือกที่จะชะลอการมีลูกออกไป โดยผลสำรวจจาก Pearl.com ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้าน AI พบว่า Gen Z ชะลอการมีลูกด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจมากกว่าคนรุ่นมิลเลนเนียลเล็กน้อย 

กล่าวคือ 39% ของคน Gen Z ระบุว่าเลือกเลื่อนการมีลูกเพราะสภาพเศรษฐกิจ ขณะที่คนรุ่นมิลเลนเนียลมีสัดส่วน 36% ที่คิดเช่นเดียวกัน แต่เบื้องหลังเหตุผลทางเศรษฐกิจยังมีปัจจัยอื่นที่ลึกกว่านั้นอีกมาก

ไม่ใช่แค่ไม่อยากมีลูก แต่คนรุ่นใหม่กำลังตั้งคำถามกับโลกที่เปลี่ยนไวไม่มั่นคง

เคที โทรบริดจ์ (Katie Trowbridge) นักกลยุทธ์ด้านสถานที่ทำงานแบบข้ามเจเนอเรชัน และซีอีโอขององค์กร Curiosity 2 Create ให้ความเห็นในประเด็นนี้ว่า การที่คนรุ่นใหม่เลือกที่จะเลื่อนการมีลูกออกไป ไม่ได้มาจากความเฉยชาหรือไม่ใส่ใจ แต่เป็นเพราะพวกเขากำลังคิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง

พวกเขาไม่ได้แค่เลื่อนการมีลูกออกไป แต่กำลังนิยามใหม่ว่า ‘การมีลูก’ คืออะไร และมีความหมายแบบไหนในโลกยุคปัจจุบัน”  

ขณะที่ โทอาย โง้ว (Thoai Ngo) ศาสตราจารย์ด้านประชากรและสุขภาพครอบครัว จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เสริมว่า Gen Z เติบโตมาในยุคที่โลกเผชิญทั้งวิกฤติภูมิอากาศ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และภาระหนี้สิน ทำให้พวกเขาให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวเองและอาชีพ ก่อนจะเริ่มต้นครอบครัว

ความกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นหนี้การศึกษา ค่าเช่าบ้าน ค่าดูแลเด็ก ล้วนทำให้ความมั่นคงทางการเงินกลายเป็นเรื่องยากขึ้นทุกวัน” 

 

บ้านก็ยังไม่มี อาชีพการงานไม่มั่นคง ยิ่งไม่พร้อมจะมีลูก

ไม่เพียงเท่านั้น จากรายงานของ Pearl.com ยังพบอีกว่า 36% ของ Gen Z ยอมรับว่า “ล้มเลิกความหวังในการมีบ้านเป็นของตัวเอง” ขณะที่ 33% ของ Gen Z และ 40% ของมิลเลนเนียล หันไปใช้ AI ช่วยวางแผนงบประมาณส่วนตัว เพราะรู้สึกว่า การวางแผนทางการเงินด้วยตัวเองแทบจะเป็นไปไม่ได้ในเศรษฐกิจยุคนี้

แนวคิดเรื่องการไม่อยากมีลูกของคนรุ่นใหม่สมัยนี้ อาจยิ่งส่งผลให้อัตราการเกิดลดลง และกระทบกับภาคแรงงานในอนาคตมากขึ้น ทั้งนี้ มีรายงานว่าอัตราการเกิดในสหรัฐฯ ลดต่ำเป็นประวัติการณ์ในปี 2023 และมีแนวโน้มจะอยู่ในระดับ “ต่ำกว่าจำนวนทดแทน” ไปอีกหลายทศวรรษ ซึ่งหมายถึงจำนวนเด็กที่เกิดไม่พอจะมาทดแทนคนรุ่นก่อน

ผลกระทบจากแนวโน้มนี้คือโครงสร้างประชากรที่ไม่สมดุล แรงงานน้อยลง ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจอาจซบเซา และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

คนรุ่นใหม่บางคนเลือกไม่มีลูกอย่างถาวร

ในรายงานฉบับข้างต้น รายงานอีกว่า กลุ่มตัวอย่างที่ระบุว่า “ไม่อยากมีลูกเลย” หรือกลุ่ม “child-free” กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานในเมือง คนผิวขาว และคนที่มีงานประจำ

ขณะที่ ผลสำรวจของ Newsweek และ Independent Center เปิดเผยว่า 23% ของคนรุ่นใหม่ เชื่อว่า “การมีลูกเป็นเรื่องไม่รับผิดชอบต่อโลก” เพราะเหตุวิกฤติโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้นในทุกวันนี้ อีกทั้ง 1 ใน 3 (กว่า 33%) ของ Gen Z และมิลเลนเนียล ระบุชัดว่าพวกเขา “ไม่มีลูก และไม่คิดจะมีลูกในอนาคต”

โมอิรา คอร์โคแรน (Moira Corcoran) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน มองว่า “ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า คนรุ่นใหม่รู้สึกสิ้นหวังกับอนาคตทางการเงิน คล้ายกับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008” ด้าน เควิน ธอมป์สัน (Kevin Thompson) ซีอีโอ 9i Capital Group เสริมว่า “ทุกวันนี้ต้องให้พ่อแม่ทำงานเต็มเวลาทั้งคู่ถึงจะอยู่รอดได้ แทบไม่มีที่ว่างให้คิดเรื่องเพิ่มภาระอีก”

ส่วน อเล็กซ์ บีน (Alex Beene) อาจารย์ด้านการรู้เท่าทันการเงิน มองว่า “การตัดสินใจไม่รีบมีลูกในช่วงเศรษฐกิจยากลำบากแบบนี้ แม้จะไม่สนุก แต่ก็เป็นทางเลือกที่ฉลาด”

 

อนาคตที่ต้องเตรียมรับมือ คนทำงานน้อยลง ผลิตภาพลดลง ประเทศโตช้า

เควิน ธอมป์สัน เสริมอีกว่า “หากมองผ่านแว่นเศรษฐกิจ เรื่องปัญหาเด็กเกิดน้อยลง อัตราการเกิดต่ำ เป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะแรงงานจะน้อยลง GDP เติบโตช้า ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจอาจชะงักงัน” 

การมีเด็กเกิดน้อยลงอาจไม่ใช่ปัญหาที่ “เห็นผลทันที” แต่จะค่อยๆ สะสมผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อประเทศต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นในการดูแลผู้สูงอายุ และมีนวัตกรรมน้อยลงจากแรงงานที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ของคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่แค่ชี้ว่าพวกเขาไม่อยากมีลูก แต่มันกำลังสะท้อนว่า พวกเขาไม่แน่ใจว่าโลกใบนี้น่าอยู่พอหรือยัง จึงเกิดการทบทวนคุณค่าของชีวิตในยุคที่ไม่มีอะไรแน่นอน ทั้งนี้ คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ “พร้อมจะมีลูกหรือยัง?” แต่คือ “โลกที่ฉันจะมีลูกนั้น ..เหมาะจะให้เขาเติบโตหรือเปล่า?” ต่างหาก  

อ้างอิง: Newsweekpearl.com 

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ

เกี่ยวข้องกัน

เปิดมุมมอง Gen Z ทั่วโลก ทำงาน-ใช้ชีวิต แตกต่างกัน 

ในโลกที่เทคโนโลยีและวิถีชีวิตถูกพลิกโฉมอย่างรวดเร็ว คนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z หรือผู้เกิดระหว่างปีค.ศ. 1997-2012 กำลังสร้างนิยามใหม่ของคำว่า “การทำงาน” 

ที่สหรัฐอเมริกา Genเลือกเดินทางสายกลางที่ไม่ฝืนธรรมชาติ พวกเขาให้คุณค่ากับรายได้ ความมั่นคง และสมดุลชีวิต มากกว่าความทะเยอทะยานในการก้าวขึ้นตำแหน่งอย่างรวดเร็ว ประจักษ์ผลจากสถิติวัยรุ่นวัย 16–24 ปี มีอัตราว่างงานต่ำที่สุดในรอบ 70 ปี อยู่ที่เพียง 7.5% ในเดือนพฤษภาคม 2023 

ประเทศไทย ทัศนคติของ Genชัดเจนยิ่งขึ้น งานต้องมี “ความหมาย” เกือบทุกคน (96%) เชื่อว่างานที่มีจุดมุ่งหมายสร้างความพึงพอใจ และกว่า 50% พร้อมเปลี่ยนงานที่ขัดต่อค่านิยม อีกทั้ง 46% มองว่างานที่มั่นคงและมีรายได้สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตที่มีความมั่นคง 

อินเดียสะท้อนอีกแนวคิดชัด Genกว่า 94% มองว่าการเรียนรู้ผ่านการทำงานสำคัญกว่าการเลื่อนตำแหน่ง พวกเขาต้องการพื้นที่ในการเติบโตและการสนับสนุนที่จริงใจจากผู้นำ 

สหราชอาณาจักรคือสนามท้าทายของความห่างเหินสังคม แม้ Genจะกลับมาทำงานที่ออฟฟิศเฉลี่ย 3.1 วันต่อสัปดาห์ มากกว่ากลุ่มอายุอื่น แต่เกือบ 40% ก็รู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อทำงานจากที่บ้าน พวกเขาเรียนรู้ว่า Hybrid Work ช่วยสร้างความสัมพันธ์กับองค์กรได้ดีขึ้น แต่ปัจจัยอย่างการเดินทางหรือฐานะทางการเงินยังเป็นอุปสรรค 

เมื่อมองในระดับโลก รายงานของ Deloitte ระบุว่า Genให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า “สามัคคีแห่ง Money, Meaning, and Well-being” โฟกัสอยู่ที่งานที่มั่นคง มีจุดมุ่งหมาย และส่งเสริมสุขภาวะ ซึ่งเชื่อมโยงกันอย่างเข้มข้น ในขณะที่มีเพียง 6% เท่านั้นที่มองว่าการขึ้นเป็นผู้นำคือเป้าหมายสูงสุด และหลายคนกำลังเร่งพัฒนาตัวเองทั้งในและนอกเวลางาน 

ที่มา  ;ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

เกี่ยวข้องกัน

Gen Z ว่างงาน ปัญหาใหญ่อาเซียนที่ต้องหาทางแก้ เพื่อปลุกเศรษฐกิจและคลายวิกฤตความเชื่อมั่น 

นอกจากจะอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติจนกล่าวได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง “ครัวโลก” ที่สำคัญแล้ว กลุ่มประเทศอาเซียนยังมีจุดแข็งอีกประการที่ภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกต่างอิจฉา นั่นคือการมีสัดส่วนประชากรกว่าครึ่งหนึ่งอายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งจำนวนไม่น้อยในกลุ่มนี้คือชาว Gen Z ที่พร้อมจะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานในฐานะฟันเฟืองสำคัญ

ทว่า ปัญหาใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นคือ อัตราการว่างงานในกลุ่ม Gen Z ทั่วภูมิภาคยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ปัญหานี้ไม่เพียงแต่จะฉุดรั้งการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ยังอาจกลายเป็นชนวนเหตุของปัญหาทางสังคมที่รุนแรงได้ 

สัญญาณอันตรายเริ่มปรากฏชัดจากเหตุการณ์ความไม่สงบใน อินโดนีเซีย ที่มีชนวนเหตุจากความไม่พอใจในค่าครองชีพและช่องว่างทางรายได้ที่กว้างขึ้น ไปจนถึงสถานการณ์ใน สิงคโปร์ ที่พบว่าคนรุ่นใหม่ต้องใช้เวลานานขึ้นกว่าจะสามารถหางานทำได้ 

ปัญหาของแรงงานรุ่นใหม่ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะยังพบภาวะ “การทำงานต่ำระดับ” หรือการทำงานที่ไม่ตรงกับวุฒิการศึกษาและทักษะความสามารถ ซึ่งหากปล่อยไว้จะยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำและก่อให้เกิดภาวะ “สมองไหล” เมื่อบัณฑิตที่มีศักยภาพสูงตัดสินใจละทิ้งบ้านเกิดเพื่อไปแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าในต่างประเทศ 

แม้ ประเทศไทย จะมีตัวเลขที่ดูน่าเบาใจที่สุดในอาเซียน ด้วยอัตราการว่างงานของคน Gen Z ที่ต่ำเพียง 5.9% แต่ตัวเลขนี้กลับซ่อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญไว้ เพราะงานส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในภาคเกษตรกรรมซึ่งให้ค่าตอบแทนต่ำและขาดความก้าวหน้าในอาชีพ สะท้อนถึงการขาดแคลนการสร้างงานที่มีมูลค่าสูงเพื่อรองรับแรงงานทักษะใหม่ๆ ขณะที่งานในเมืองหลวงแม้จะมีรายได้สูง แต่การแข่งขันก็รุนแรงมากเช่นกัน

ทางด้าน สิงคโปร์ แม้จะเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจ แต่ก็เผชิญภาวะ “ผลิตคนไม่ทันงาน” โดยเฉพาะความต้องการแรงงานในกลุ่มเทคโนโลยีอย่างเอไอ และความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่พุ่งสูงขึ้นหลังวิกฤตโควิด-19 สถานการณ์นี้ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างทักษะที่แรงงานมีกับสิ่งที่ตลาดต้องการ แม้คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่จะได้งานประจำที่มั่นคงขึ้น แต่ความยากในการหางานให้ตรงกับความเชี่ยวชาญยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ 

สำหรับ มาเลเซีย แม้สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นหลังผ่านพ้นยุคล็อกดาวน์ แต่อัตราการว่างงานของคนรุ่นใหม่ยังคงแตะระดับ 10% โดยปัญหาหลักคือภาวะ “วุฒิสูงเกินงาน” ทำให้บัณฑิตจบใหม่จำนวนมากต้องจำใจทำงานที่ต่ำกว่าความสามารถและได้รับค่าจ้างที่ไม่คุ้มค่ากับต้นทุนทางการศึกษา.

ปิดท้ายที่พี่ใหญ่อย่าง อินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากังวลที่สุด ด้วยอัตราการว่างงานในกลุ่ม Gen Z ที่สูงถึง 16.2% แรงงานกว่าครึ่งถูกบีบให้เข้าสู่ระบบการจ้างงานนอกระบบ เช่น ไรเดอร์ส่งอาหารหรือภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นงานที่ขาดสวัสดิการและความมั่นคงในระยะยาว จนกลายเป็นความอัดอั้นและนำไปสู่การประท้วงตามที่กล่าวไปข้างต้น 

สื่ออาเซียนได้วิเคราะห์โดยอ้างอิงทัศนะของนักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารชั้นนำในภูมิภาคว่า รัฐบาลอาเซียนต้องกล้าตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างเด็ดขาด ตัวอย่างเช่น โครงการ GRIT ของสิงคโปร์ที่สนับสนุนการฝึกงานและอบรมหน้างานจริง หรือการที่อินโดนีเซียขยายเวลาการศึกษาภาคบังคับเป็น 13 ปี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว 

นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนควรร่วมมือกันสร้างเครือข่ายการค้าภายในภูมิภาคให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น รถอีวีและเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ซึ่งจะเป็นแหล่งสร้างงานที่มั่นคงให้กับคนรุ่นใหม่ได้อย่างยั่งยืน 

จากทั้งหมดนี้นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า ความสำเร็จของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรวัยหนุ่มสาวที่มีอยู่มหาศาลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าภูมิภาคนี้จะสามารถฟูมฟักและใช้ศักยภาพของพวกเขาได้ดีเพียงใด 

ดังนั้นการลงทุนในทักษะและการสร้างงานที่มีคุณค่าจึงไม่ใช่ต้นทุนที่สูญเปล่า แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อไม่ให้พลังของคนรุ่นใหม่กลายเป็นระเบิดเวลาที่ย้อนกลับมาทำลายเสถียรภาพทางสังคม ซึ่งหากรัฐบาลและเอกชนร่วมมือกันปฏิรูปโครงสร้างได้ทันท่วงที อาเซียนก็จะสามารถเปลี่ยนวิกฤตนี้ให้กลายเป็นโอกาสทองที่ยั่งยืนได้อีกครั้ง 

ที่มา ; FB ; Marketeer Online

สรุปสาระสำคัญ 
Gen Z (เกิดช่วงปี 1996–2010) กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงานและมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงองค์กรยุคใหม่ โดยมีลักษณะเด่นแตกต่างจากคนรุ่นก่อนอย่างชัดเจน เนื่องจากเติบโตมากับเทคโนโลยี ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความยืดหยุ่นสูง ชอบตั้งคำถาม และให้ความสำคัญกับ “เหตุผลและผลลัพธ์” มากกว่าลำดับอาวุโส

Gen Z เน้นการทำงานที่วัดผลได้จริง ชอบเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ไม่ยึดติดกับความเชี่ยวชาญตามอายุหรือประสบการณ์เพียงอย่างเดียว อีกทั้งให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีมแบบมีส่วนร่วม และผู้นำที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากกว่าผู้นำแบบลำดับชั้นตายตัว

พวกเขาให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตและการทำงาน (Work-life balance) สุขภาพกายและใจ รวมถึงความโปร่งใสและความไว้วางใจในองค์กร นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มไม่ยึดติดความภักดีต่อองค์กร หากองค์กรไม่สอดคล้องกับค่านิยมของตน

Gen Z ยังเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สนใจประเด็นความเท่าเทียม สิ่งแวดล้อม และความยุติธรรม อีกทั้งเปิดรับเทคโนโลยีและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ส่งผลให้องค์กรต้องปรับตัวทั้งด้านวัฒนธรรม การบริหาร และรูปแบบการทำงานเพื่อรองรับแรงงานยุคใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ข้อสอบ

ข้อ 1 แนวคิดการทำงานของ Gen Z ที่เด่นที่สุดคือข้อใด
ก. ยึดตามอาวุโสเป็นหลัก
ข. เน้นคำสั่งจากผู้บริหารเท่านั้น
ค. เน้นเหตุผลและผลลัพธ์ที่วัดได้
ง. ทำงานตามประเพณีองค์กรเดิม
เฉลย: ค เพราะ Gen Z ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์และเหตุผลมากกว่าลำดับขั้น

 

ข้อ 2 Gen Z มีทัศนคติต่อความเชี่ยวชาญของผู้ใหญ่ในองค์กรอย่างไร
ก. เชื่อโดยไม่ตั้งคำถาม
ข. เชื่อเมื่อมีเหตุผลรองรับ
ค. ปฏิเสธทั้งหมด
ง. ยึดตามประสบการณ์เท่านั้น
เฉลย: ข เพราะพวกเขาต้องการเหตุผลมากกว่าตำแหน่งหรืออายุ

 

ข้อ 3 ลักษณะผู้นำที่ Gen Z ต้องการมากที่สุดคือข้อใด
ก. ผู้นำที่มีอำนาจสั่งการสูง
ข. ผู้นำตามลำดับชั้นองค์กร
ค. ผู้นำที่หมุนเวียนตำแหน่งเสมอ
ง. ผู้นำที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
เฉลย: ง เพราะ Gen Z ให้คุณค่าความเชี่ยวชาญมากกว่าตำแหน่ง

 

ข้อ 4 ข้อใดสะท้อนแนวคิด Work-life balance ของ Gen Z ได้ดีที่สุด
ก. ทำงานล่วงเวลาเสมอ
ข. แยกชีวิตและงานอย่างเข้มงวด
ค. ให้ความสำคัญสุขภาพกายใจควบคู่การทำงาน
ง. ทำงานก่อนพักผ่อนเสมอ
เฉลย: ค เพราะเน้นสมดุลชีวิตและสุขภาพ

 

ข้อ 5 พฤติกรรมสำคัญของ Gen Z ต่อองค์กรคือข้อใด
ก. อยู่กับองค์กรตลอดชีวิต
ข. เปลี่ยนงานบ่อยตามค่านิยม
ค. ไม่สนใจการทำงาน
ง. ทำงานตามคำสั่งอย่างเดียว
เฉลย: ข เพราะความภักดีต่อองค์กรลดลงและเลือกตามค่านิยม

 

ข้อ 6 Gen Z มีบทบาทต่อสังคมอย่างไร
ก. หลีกเลี่ยงปัญหาสังคม
ข. เน้นการทำงานส่วนตัว
ค. ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสังคม
ง. ไม่สนใจประเด็นสาธารณะ
เฉลย: ค เพราะมีการเรียกร้องความเท่าเทียมและสิ่งแวดล้อม

 

ข้อ 7 ข้อใดเป็นลักษณะการเรียนรู้ของ Gen Z
ก. เรียนรู้จากการฟังบรรยายอย่างเดียว
ข. เรียนรู้จากประสบการณ์และลงมือทำ
ค. ไม่สนใจการเรียนรู้
ง. ยึดตำราเป็นหลักเท่านั้น
เฉลย: ข เพราะเน้น learning by doing

 

ข้อ 8 Gen Z ใช้เทคโนโลยีในลักษณะใด
ก. หลีกเลี่ยงเทคโนโลยี
ข. ใช้เฉพาะเพื่อความบันเทิง
ค. ใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
ง. ใช้น้อยที่สุด
เฉลย: ค เพราะใช้ AI และเทคโนโลยีช่วยงาน

 

ข้อ 9 ความไว้วางใจในองค์กรของ Gen Z ขึ้นอยู่กับอะไร
ก. อายุผู้บริหาร
ข. ความโปร่งใสและคำพูดที่ตรงกับการกระทำ
ค. ขนาดองค์กร
ง. ประสบการณ์องค์กร
เฉลย: ข เพราะให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ

 

ข้อ 10 องค์กรควรปรับตัวอย่างไรเพื่อรองรับ Gen Z
ก. เพิ่มลำดับขั้นการบังคับบัญชา
ข. ลดการใช้เทคโนโลยี
ค. เน้นวัฒนธรรมยืดหยุ่นและมีส่วนร่วม
ง. ยึดรูปแบบเดิมทั้งหมด
เฉลย: ค เพราะ Gen Z ต้องการความยืดหยุ่นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ