สมาชิกเข้าสู่ระบบ

มองให้รอบด้านก่อนจะเข้าสู่ Competency Education

เรื่องนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องหลักสูตร แต่มันคือ systematic ที่ต้องเริ่มจาก

1. Input

    1.1 ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง พร้อมปรับ mindset สู่ competency กันหรือยัง เช่น

          -ผู้บริหารให้ความสำคัญกับหลักฐานที่แสดงออกถึงความสามารถของเด็กจริงๆ มากกว่าการวัดแค่องค์ประกอบบางส่วน

          -ครูพร้อมปรับ mindset สู่ผู้สร้างการเรียนแล้วแล้วหรือยัง

-พ่อแม่พร้อมมองความสารถที่แสดงออกมากกว่าตัวเลขที่มีความคลาดเคลื่อนปนมาแล้วหรือยัง

    1.2 หลักสูตรและระเบียบต่างๆพร้อมที่จะขยับให้เป็น competency ที่แท้จริงหรือยังกังวลสิ่งใดบ้าง เช่น  

          -วิชาหรือพันธนาการอื่นใด ที่ทำให้ครู ผู้บริหารไกลห้องเรียน 

2. Process

    2.1 การบริหารจัดการ โดยเฉพาะตอนลงสู่โรงเรียน ผู้บริหารพร้อมใช้ competency monitoring หรือยัง ผู้บริหารการศึกษาพร้อมส่งเสริม และสื่อสารเรื่องนี้หรือยัง

    2.2 การจัดการเรียนรู้  ทุกคนพร้อมปรับ mindset หรือยัง และ อะไรคือ mindset ที่ถูกต้องใน TPACK บนฐาน competency 

3. Product

    3.1 นักเรียน เรียนรู้ได้ทุกคน ด้วยวิธีและเวลาที่มากน้อยแตกต่างกันไป เงื่อนไขความสำเร็จควรปรับกันอย่างไร เรื่องอะไรที่สังคมควรเลิกให้ความสนใจ อะไรที่ชีวิตต้องใช้จริง

    3.2 สังคมที่มองการเรียนรู้ เชิงพัฒนา เรียนรู้ได้ แสดงออกได้บนเวลาที่แตกต่าง

    3.3 ระบบการศึกษา เขื่อมต่อกันด้วย competency ตอนนี้เริ่มเห็นหลายจุดแต่หลายคนก็กังวล ระบบต่อไม้สู่อุดมศึกษา

 

ดังนั้น ถ้าหลักสูตรจะเปลี่ยนครั้งนี้ ก็ควรมองให้ครบ 

ที่มา ; FB Chowwalit Chookhampaeng

สรุปสาระสำคัญ

บทความนี้นำเสนอแนวคิดการพัฒนาระบบการศึกษาแบบองค์รวม (systematic) บนฐานสมรรถนะ (competency-based) ที่ต้องพิจารณาครบทั้ง Input Process และ Product โดยเริ่มจาก Input คือความพร้อมของผู้บริหาร ครู และผู้ปกครองในการปรับ mindset จากการเน้นคะแนนหรือองค์ประกอบย่อย ไปสู่การให้ความสำคัญกับ “หลักฐานเชิงสมรรถนะจริง” ของผู้เรียน รวมถึงการทบทวนหลักสูตรและระเบียบต่าง ๆ ว่ามีข้อจำกัดใดที่ทำให้ครูและผู้บริหารห่างจากห้องเรียนหรือไม่

ต่อมาคือ Process ซึ่งเน้นการบริหารจัดการในสถานศึกษา ผู้บริหารต้องสามารถใช้ระบบติดตามและประเมินสมรรถนะ (competency monitoring) ได้จริง พร้อมทั้งส่งเสริมและสื่อสารนโยบายอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันการจัดการเรียนรู้ต้องปรับสู่แนวคิด TPACK บนฐานสมรรถนะ โดยครูต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้สอนเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้

สุดท้ายคือ Product ที่มุ่งให้ผู้เรียนทุกคนเรียนรู้ได้ตามศักยภาพและเวลาที่แตกต่างกัน สังคมควรลดการยึดติดตัวเลขและให้คุณค่ากับการแสดงออกจริงของผู้เรียน ระบบการศึกษาควรเชื่อมโยงด้วยสมรรถนะอย่างเป็นเอกภาพ แม้ยังมีความกังวลเรื่องการเชื่อมต่อสู่ระดับอุดมศึกษา ดังนั้นการปฏิรูปต้องมองทั้งระบบอย่างครบวงจรและบูรณาการ และต้องอาศัยการสื่อสารเชิงนโยบายที่ชัดเจนและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

ข้อสอบ

ข้อ 1

หัวใจสำคัญของ “Input” ในการปฏิรูปการศึกษาเชิงสมรรถนะคือข้อใด
A. การปรับ mindset ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย
B. การเพิ่มจำนวนวิชาในหลักสูตร
C. การเน้นสอบกลางภาคและปลายภาค
D. การจัดงบประมาณให้โรงเรียนเพิ่มขึ้น

เฉลย: A
เหตุผล: Input เน้นความพร้อมด้านทัศนคติ (mindset) ของผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง ไม่ใช่เพียงโครงสร้างหรือทรัพยากร

ข้อ 2

ข้อใดสะท้อนปัญหาของหลักสูตรในมุมมองบทความ
A. ขาดครูผู้สอน
B. มีข้อจำกัดที่ทำให้ครูห่างจากห้องเรียน
C. นักเรียนไม่สนใจเรียน
D. โรงเรียนไม่มีเทคโนโลยี

เฉลย: B
เหตุผล: หลักสูตร/ระเบียบอาจเป็น “พันธนาการ” ทำให้ครูและผู้บริหารไม่ใกล้ชั้นเรียน

ข้อ 3

“Competency monitoring” อยู่ในองค์ประกอบใด
A. Input
B. Product
C. Process
D. Output งบประมาณ

เฉลย: C
เหตุผล: เป็นเครื่องมือการบริหารจัดการและติดตามการเรียนรู้ในขั้น Process

ข้อ 4

บทบาทใหม่ของครูตามแนวคิด TPACK บนฐานสมรรถนะคือข้อใด
A. ผู้บรรยายเนื้อหา
B. ผู้ควบคุมชั้นเรียน
C. ผู้ตรวจข้อสอบ
D. ผู้ออกแบบการเรียนรู้

เฉลย: D
เหตุผล: ครูต้องเปลี่ยนเป็นผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ ไม่ใช่ผู้ถ่ายทอดอย่างเดียว

ข้อ 5

แนวคิด Product ของระบบการศึกษาตามบทความเน้นเรื่องใดมากที่สุด
A. ผู้เรียนเรียนรู้ได้ตามศักยภาพและเวลา
B. คะแนนสอบต้องสูงขึ้น
C. ต้องสอบแข่งขันระดับชาติ
D. ต้องเรียนเหมือนกันทุกคน

เฉลย: A
เหตุผล: Product เน้นความแตกต่างของผู้เรียน (personalized learning)

ข้อ 6

ข้อใดเป็นปัญหาทางสังคมที่บทความต้องการลดลง
A. การใช้เทคโนโลยี
B. การยึดติดตัวเลขคะแนน
C. การเรียนออนไลน์
D. การบ้านจำนวนมาก

เฉลย: B
เหตุผล: สังคมควรลดการให้ค่ากับ “ตัวเลข” และหันมาดูสมรรถนะจริง

ข้อ 7

TPACK ในบริบทบทความควรสัมพันธ์กับสิ่งใดมากที่สุด
A. การบริหารงบประมาณ
B. การวัดผลแบบมาตรฐานเดียว
C. การจัดการเรียนรู้บนฐานสมรรถนะ
D. การเพิ่มจำนวนครู

เฉลย: C
เหตุผล: TPACK ใช้เพื่อออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับสมรรถนะผู้เรียน

ข้อ 8

ความกังวลสำคัญของระบบสมรรถนะคือข้อใด
A. ครูไม่พอ
B. โรงเรียนขนาดเล็ก
C. การสอบเข้า ป.1
D. การเชื่อมต่อกับอุดมศึกษา

เฉลย: D
เหตุผล: ระบบยังมีความกังวลเรื่องการเชื่อมต่อจากการศึกษาขั้นพื้นฐานสู่มหาวิทยาลัย

ข้อ 9

แนวคิด “systematic” ในบทความหมายถึงอะไร
A. แยกส่วนการบริหาร
B. ปรับเฉพาะห้องเรียน
C. เน้นการสอบอย่างเดียว
D. มองระบบครบทั้ง Input-Process-Product

เฉลย: A
เหตุผล: Systematic คือการมองทั้งระบบ ไม่ใช่แยกส่วน

ข้อ 10

สิ่งสำคัญที่สุดในการปฏิรูปหลักสูตรตามบทความคือข้อใด
A. เพิ่มข้อสอบมาตรฐาน
B. มองครบวงจรและบูรณาการทั้งระบบ
C. ลดจำนวนครู
D. เพิ่มเวลาเรียน

เฉลย: B
เหตุผล: ต้องมองทั้งระบบอย่างครบวงจรเพื่อให้เกิดผลจริงและยั่งยืน

ความเห็นของผู้ชม