สมาชิกเข้าสู่ระบบ

Deep Work : ดำดิ่งกับงานที่มีคุณค่า

โดยปกติผมมักจะใช้เวลาช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ร้านกาแฟใกล้บ้าน เพื่อเขียน 'Weekly Mail' เพราะค้นพบว่าสถานที่และบรรยากาศการทำงานมีส่วนสำคัญที่ทำให้สามารถจดจ่ออยู่กับการเขียนจนแล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม สมาธิถือว่ามีส่วนสำคัญ ผมพยายามไม่ให้มีสิ่งเร้ามากวนใจ โดยเฉพาะในยุคนี้ที่เต็มไปด้วยสารพัดเครื่องมือในการสื่อสาร นั่งทำงานอยู่ เดี๋ยวก็ติ๊ง  เดี๋ยวก็ติ๊ง ไลน์เด้งบ้าง อีเมลบ้าง หรือแม้แต่เสียงโทรศัพท์เรียกเข้า มานั่งคิดดูแล้ว ในแต่ละวัน เราเสียเวลาไปกับการติดต่อสื่อสารผ่านช่องทางเหล่านี้เยอะมาก ทั้งนี้ จากงานวิจัยของบริษัทแมคคินซีย์ ในปี 2012 พบว่าปัจจุบันคนที่ทำงานใช้เวลากว่าร้อยละ 60 ในแต่ละสัปดาห์ในการติดต่อสื่อสาร และเกือบร้อยละ 30 ของเวลาถูกใช้ไปกับการตอบอีเมลเพียงอย่างเดียว เรียกว่าเป็นภาวะที่สมาธิแตกกระเจิง เป็นงานแบบตื้นเขิน (shallow work) ไม่ซับซ้อนและไม่ต้องอาศัยการคิดอย่างลึกซึ้ง เป็นงานที่มักจะไม่ก่อให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ที่มีคุณค่าต่อโลกและลอกเลียนแบบได้ง่าย    

อย่างไรก็ดี หากเราเห็นว่างานที่ทำอยู่มีคุณค่า ทำให้เกิดการเรียนรู้ และทำให้องค์กรและตนเองขับเคลื่อนไปข้างหน้า ซึ่งงานในลักษณะนี้ต้องอาศัยการใช้ความคิดอย่างลึกซึ้งและรอบคอบ และใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า แคล นิวพอร์ต (Cal Newport) เรียกการทำงานแบบนี้ว่า Deep work หรือการทำงานแบบดำดิ่ง นิวพอร์ต เป็นนักเขียนและอาจารย์ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ได้เขียนหนังสือเรื่อง Deep Work พร้อมให้ความหมายการทำงานแบบดำดิ่งว่า “เป็นการทำงานในภาวะที่มีสมาธิจดจ่อและปราศจากสิ่งรบกวน ซึ่งกระตุ้นความสามารถด้านการรู้คิดให้อยู่ในจุดสูงสุด การทำงานรูปแบบนี้ก่อให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ที่มีคุณค่าใหม่ซึ่งลอกเลียนแบบได้ยาก และช่วยพัฒนาทักษะต่าง ๆ ของตัวเรา” 

ในช่วงต้นฤดูหนาวปี 2007 เจ. เค. โรว์ลิ่ง เริ่มต้นเขียนหนังสือเรื่อง The Deathly Hallows ซึ่งเป็นเล่มสุดท้ายของหนังสือชุด “Harry Potter” และเธอทราบดีว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่แฟนพันธุ์แท้ต่างรอคอยและคาดหวังมาก การนำเรื่องราวทั้งหมดในหนังสือ 6 เล่มมาร้อยเรียงและนำมาเขียนเป็นตอนสุดท้ายเป็นเรื่องที่ท้าทายที่สุด แต่เธอค้นพบว่า การทำงานในห้องทำงานที่บ้านในเอดินบะระ ประเทศสกอตแลนด์ มีสิ่งรบกวนจิตใจต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะมีพนักงานเข้ามาทำความสะอาดกระจกหน้าต่างด้านนอกบ้าน หรือลูก ๆ ที่วิ่งเล่นทั่วบ้าน ไปจนถึงสุนัขตัวโปรดที่เห่าไม่หยุด เธอจึงตัดสินใจยอมจ่ายเงินเพื่อเช่าห้องพักในโรงแรมหรู ชั้นบนสุดที่สามารถมองเห็นปราสาท แล้วจดจ่อ ดำดิ่ง ไปกับการเขียนตรงหน้า จนสามารถเขียนหนังสือเล่มสุดท้ายจนแล้วเสร็จ    

ถ้าต้องการความคิดดี ๆ ใหม่ ๆ บางครั้งเราอาจไม่ต้องลงทุนขนาดนั้นก็ได้ บางทีแค่ไม่ต้องทำอะไรเลย การอยู่นิ่ง ๆ เฉย ๆ พักสมอง ความคิดดี ๆ ก็จะผุดขึ้นมาเอง  เพราะการที่ร่างกายพร้อม สมองพร้อม ก็ถือเป็นการทำงานแบบดำดิ่งอย่างหนึ่งเหมือนกัน เพื่อเตรียมพร้อมที่จะทำสิ่งต่าง ๆ อย่างจดจ่อและตั้งใจ     

เรามักจะได้ยินคนพูดว่า “งานเยอะ ไม่มีเวลาเลย ต้องทำงานหลายอย่างพร้อม ๆ กัน” งานเยอะ งานยุ่ง ไม่สามารถวัดอะไรได้มากนัก การทำหลายอย่างพร้อม ๆ กันก็ไม่ได้แปลว่าเก่ง ตรงกันข้ามกลับทำให้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร คนเรามักคิดว่าสามารถทำงานหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วอาจเพียงแค่ถ่วงดุลไม่ให้พังทั้ง 2 อย่างต่างหาก 

การทำงานที่หลากหลายในเวลาเดียวกัน (multi tasking) ราวกับเป็นยอดมนุษย์ และหัวหน้ามักจะชื่นชม เพราะสามารถทำงานได้หลายหน้างาน ดูจะใช้เวลาแต่ละวินาทีได้อย่างคุ้มค่า แต่ผลการวิจัยกลับพบว่า การทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันกลับส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมอง ยิ่งเพิ่มภาระงานมากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพของสมองก็ยิ่งลดน้อยลงเท่านั้น และการมุ่งมั่นงานที่สำคัญจริง ๆ ก็จะลดน้อยลงด้วยเช่นกัน ซูซาน เรย์โนลด์ (Susan Reynolds) ได้กล่าวถึงผลกระทบของ multi-tasking ว่า “เราไม่ได้กำลังทำหลายอย่างในเวลาเดียวกันแบบที่คิด สมองและความสนใจของเราสลับไปสลับมาระหว่างงานแต่ละชิ้นต่างหาก หรือเรียกว่า tasking-switching และระหว่างการสลับไปยังงานอีกชิ้น ก็ใช้พลังงานในการรื้อฟื้นข้อมูลหนักมาก ซึ่งห่างไกลจากการทำงานที่มีประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง เพราะในที่สุด งานแต่ละชิ้นก็จะเสร็จไปแบบผิว ๆ”    

 

นิวพอร์ต ได้เสนอแนวทางการทำงานแบบดำดิ่งไว้ 2 รูปแบบ คือ

1. แนวทางแบบสองโหมดที่ต้องแบ่งเวลา โดยจัดสรรช่วงเวลาหนึ่งไว้อย่างชัดเจนกับการทำงานแบบดำดิ่ง  และ

2. แนวทางแบบบ่มเพาะความเคยชิน โดยกระตุ้นตัวเองให้ลงมือทำงานแบบดำดิ่งอย่างสม่ำเสมอจนกลายเป็นนิสัย โดยไม่ต้องจัดสรรเวลาไว้ล่วงหน้าแบบแนวทางแรก ซึ่งแนวทางที่สองน่าจะเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ในสภาพการทำงานปัจจุบัน เพราะความสามารถในการจัดสรรเวลามีค่อนข้างจำกัด และในบางช่วงเวลาหัวหน้าก็คงคาดหวังให้เราตอบอีเมลทันที 

ในโลกที่มีแต่ความผันผวนและมีสิ่งคอยดึงดูดความสนใจเราอยู่ตลอดเวลา ทักษะการทำงานแบบดำดิ่ง จึงเป็นทักษะที่สำคัญที่สุด เพราะเราจะใช้เวลาในการทำงานน้อย แต่ได้งานที่มีคุณภาพสูง เหมือนกฎ 80/20 ของพาเรโต (Pareto principle) คือการทำน้อยให้ได้มาก เราไม่มีเวลามากพอที่จะทำทุกอย่าง เราจึงควรเลือกทำบางอย่างที่สำคัญจริง ๆ กฎ 80/20 จะช่วยจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ และทำให้เราเลือกโฟกัสและดำดิ่งไปกับงานได้อย่างถูกจุด 

ทั้งนี้ นิวพอร์ตได้แนะนำกฎ 4 ข้อที่จะทำให้สามารถทำงานได้อย่างดำดิ่ง คือ 1. ทำงานอย่างมีสมาธิ จดจ่อ 2. เปิดใจรับความเบื่อ 3. บอกลาโซเชียลมีเดีย และ 4. ลดงานแบบตื้นเขิน หรืองานทั่ว ๆ ไป ซึ่งผมจะนำมาขยายความใน Weekly Mail สัปดาห์หน้า

 

แหล่งที่มา

-แคล นิวพอร์ต (Cal Newport), Deep Work, พรรณี ชูจิรวงศ์ แปล จัดพิมพ์โดย
สำนักพิมพ์วีเลิร์น 2022 หน้า 12

-แคล นิวพอร์ต (Cal Newport), Deep Work, พรรณี ชูจิรวงศ์ แปล หน้า 9

#Goodsmorning #TheMATTER, เหนื่อยเกินไปเพราะ Multi-Tasking ทำไงดี? ลองใช้การทำงานสไตล์ ‘Mono-tasking’ ที่ดีต่อสมองและประสิทธิภาพการทำงาน, The Matter, 7 July 2020
https://thematter.co/brief/goodsmorning/goodsmorning-1594946455/117797

-แคล นิวพอร์ต (Cal Newport), Deep Work, พรรณี ชูจิรวงศ์ แปล หน้า 129-130

-แคล นิวพอร์ต (Cal Newport), Deep Work, พรรณี ชูจิรวงศ์ แปล หน้า 114-121

 

"...อย่างไรก็ดี หากเราเห็นว่างานที่ทำอยู่มีคุณค่า ทำให้เกิดการเรียนรู้ และทำให้องค์กรและตนเองขับเคลื่อนไปข้างหน้า ซึ่งงานในลักษณะนี้ต้องอาศัยการใช้ความคิดอย่างลึกซึ้งและรอบคอบ และใช้สมาธิจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า แคล นิวพอร์ต (Cal Newport)เรียกการทำงานแบบนี้ว่า Deep work หรือการทำงานแบบดำดิ่ง..."

 

ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันเสาร์ ที่ 11 มีนาคม 2566

เกี่ยสเนื่องกัน

Deep Work : ดำดิ่งกับงานที่มีคุณค่า (ตอนจบ)

"...นิวพอร์ต ได้กล่าวว่า หากเราไม่แน่ใจว่างานใดต้องทำงานแบบดำดิ่ง ให้จิตนาการไปถึงช่วงเข้าทำงานใหม่ ๆ เป็นน้องหน้าใส และลองประมาณคร่าว ๆ ว่า เราต้องใช้เวลานานแค่ไหนกับการทำงานที่ได้รับมอบหมาย หากงานนั้นต้องใช้เวลานาน เกี่ยวข้องกับความเชี่ยวชาญหรือทักษะเฉพาะ ต้องอาศัยประสบการณ์ที่สะสมมา งานชิ้นนั้นถือได้ว่าเป็นงานที่จะสร้างคุณค่าให้กับตนเองและองค์กร ต้องใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ ถือเป็นงานที่ต้องดำดิ่ง..." 

สัปดาห์ที่แล้วผมได้เขียนถึงการทำงานแบบ 'ดำดิ่ง' (Deep Work) การทำงานในภาวะที่มีสมาธิจดจ่อและปราศจากสิ่งรบกวน ซึ่งก่อนที่จะอธิบายถึงกฎ 4 ข้อที่ แคล นิวพอร์ต (Cal Newport) ได้เขียนไว้ในหนังสือ Deep Work เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างดำดิ่ง พวกเราคงมีคำถามค้างคาใจว่างานในลักษณะใดควรจะเข้าลักษณะการทำงานแบบดำดิ่ง 

นิวพอร์ต ได้กล่าวว่า หากเราไม่แน่ใจว่างานใดต้องทำงานแบบดำดิ่ง ให้จิตนาการไปถึงช่วงเข้าทำงานใหม่ ๆ เป็นน้องหน้าใส และลองประมาณคร่าว ๆ ว่า เราต้องใช้เวลานานแค่ไหนกับการทำงานที่ได้รับมอบหมาย หากงานนั้นต้องใช้เวลานาน เกี่ยวข้องกับความเชี่ยวชาญหรือทักษะเฉพาะ ต้องอาศัยประสบการณ์ที่สะสมมา งานชิ้นนั้นถือได้ว่าเป็นงานที่จะสร้างคุณค่าให้กับตนเองและองค์กร ต้องใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ ถือเป็นงานที่ต้องดำดิ่ง ในขณะที่งานบางชิ้นอาจใช้เวลาไม่นาน สามารถเรียนรู้ได้เร็ว เพราะไม่ซับซ้อนและไม่ต้องอาศัยการคิดอย่างลึกซึ้ง ไม่เกี่ยวข้องกับความเชี่ยวชาญ งานลักษณะนี้น่าจะถือว่าเป็นงาน 'ทั่วไป' (shallow work)     

ลองมาพิจารณางาน 3 ชิ้น คือ 1. งานแก้ไขบทความวิชาการที่กำลังจะจัดส่งให้วารสารพิจารณาตีพิมพ์ 2. การจัดทำ PowerPoint นำเสนอยอดขายเพื่อเตรียมเสนอในที่ประชุม และ 3. การเข้าร่วมประชุมเพื่อทราบถึงความคืบหน้าของโครงการ และสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไป ซึ่งผมคงไม่ต้องเฉลยนะครับว่า งานชิ้นไหนที่ต้องใช้วิธีการทำงานแบบดำดิ่ง    

สำหรับกฎ 4 ข้อที่นิวพอร์ตได้แนะนำเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างดำดิ่ง คือ 

1. ทำงานอย่างมีสมาธิ จดจ่อ

2. เปิดใจรับความเบื่อ

3. บอกลาโซเชียลมีเดีย และ

4. ละ ลด เลิก งานแบบทั่ว ๆ ไป สรุปแบบง่าย ๆ  

กฎข้อที่ 1 เริ่มต้นที่การจัดการตัวเราเองให้มีสมาธิ จดจ่อ ทำให้ไม่มีข้อแก้ตัวในการทำงานแบบดำดิ่ง ตั้งแต่การสร้างบรรยากาศรอบตัวให้ปราศจากสิ่งเร้า เราไม่จำเป็นต้องปลีกวิเวกเหมือนกับ เจ. เค. โรว์ลิ่ง ไปพักในโรงแรมหรูเพื่อเขียนหนังสือ “Harry Potter” แต่หาสถานที่ทำงานที่เราจะมีสมาธิ ไม่วอกแวก และที่สำคัญต้องมีการบริหารจัดการเวลาที่จะทำงานแบบดำดิ่งให้ได้     

กฎข้อที่ 2 ถือเป็นเรื่องที่ต้องฝืนใจตัวเองจริง ๆ เพราะเมื่อเราดำดิ่งกับการทำงานไปซักพัก จะเริ่มรู้สึกเบื่อ อยากจะพุ่งขึ้นมาแตะขอบสระบ้าง ดังนั้น หากไม่สามารถจะละทิ้งการทำงานทั่ว ๆ ไปในขณะทำงานดำดิ่งได้ ก็ควรกำหนดเวลาพักให้ชัดเจนไปเลยว่าทุก ๆ 30 นาที หรือหลังจากเราเขียนรายงานเสร็จ 1 บท เราจึงจะหยิบมือถือขึ้นมาดู ตั้งกฎกับตัวเองให้ลงมือทำงานแบบดำดิ่งอย่างสม่ำเสมอจนกลายเป็นนิสัย  นิวพอร์ตกล่าวว่า “อย่ากำหนดเวลาเพื่อวางมือจากสิ่งรบกวน แต่ให้กำหนดเวลาเพื่อวางมือจากการจดจ่อ” เพราะจะเป็นแรงกระตุ้นให้เราทำงานแบบดำดิ่ง เหมือนกับเป็นการให้รางวัลกับตัวเองเมื่อเราได้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

กฎข้อที่ 3 น่าจะเป็นเรื่องที่ท้าทายที่สุดคือ การบอกลาโซเชียลมีเดีย ในช่วงการทำงานแบบดำดิ่ง (ไม่ได้บอกให้เลิกใช้แบบถาวรนะครับ) ขอให้กลับขึ้นไปอ่านกฎข้อที่ 2) หากหักห้ามใจกันไม่ได้จริง ๆ คงต้องทำดีท็อกซ์เหมือนกับแบบอื่น ๆ เรียกว่า “Internet Detox” ด้วยการกำหนดอย่างน้อยช่วงเวลาหนึ่ง หรือ 1 วันในสัปดาห์ ที่เราจะใช้ชีวิตแบบ offline ปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด ไม่เล่นคอมพิวเตอร์ คือเราไม่จำเป็นต้องฆ่าเวลา หรือแก้เหงาด้วยการหยิบมือถือขึ้นมาไถตลอดเวลา สมัยก่อนเราไม่มีมือถือเรายังหาอะไรทำได้ และอยู่กับมันได้ ปัจจุบันช่วงเวลาที่ผมเป็นประธานการประชุมจะวางโทรศัพท์ไว้ที่โต๊ะทำงาน เพราะอยากจะมีสมาธิกับการประชุม ในขณะที่การเขียน Weekly Mail จะเลือกทำงานบน Laptop แบบ offline จะได้ไม่เผลอไปท่องอินเทอร์เน็ต   

กฎข้อที่ 4 คือ การละ ลด เลิก งานแบบทั่ว ๆ ไป ซึ่งแต่ละคนคงต้องหาวิธีในแบบตัวเอง แต่ก่อนที่จะด่วนสรุป และละทิ้งงานทั่วไปได้ทั้งหมด อยากจะทำความเข้าใจกันก่อนว่า การเช็คอีเมล การวางแผนการประชุม หรืองานทั่ว ๆ ไป เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ประเด็นคือ เราจะจัดการตัวเองได้อย่างไร ให้สามารถมีช่วงเวลาในการทำงานแบบดำดิ่งต่างหาก 

ปัจจุบัน หลายองค์กรในต่างประเทศเริ่มหันมาทบทวนรูปแบบการทำงานรูปแบบใหม่ ด้วยการลดวันทำงานเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรืออีกนัยยะหนึ่งคือ ใช้เวลาทำงานให้น้อยที่สุด เพื่อการละ ลด เลิก งานแบบทั่ว ๆ ไป ให้มีเวลาดำดิ่งไปกับงานสำคัญ ทั้งนี้ เจสัน ฟรายด์ (Jason Fried) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท BestCamp ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ในสหรัฐฯ หนึ่งในบริษัทที่ปรับวันทำงานเหลือเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “มีพนักงานน้อยคนที่จะได้ทำงานวันละ 8 ชั่วโมงจริง ๆ ถ้าเราเหลือเวลาทำงานแบบดำดิ่งได้ 2-3 ชั่วโมง ถือว่าเก่งแล้ว เพราะแต่ละวัน ต้องวุ่นวายกับการประชุม ถูกรบกวนจากสารพัดสิ่งเร้า ตรวจสอบอีเมล ท่องโลกโซเชียล พูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน ไปจนถึงการจัดการธุระส่วนตัว ดังนั้น การลดวันทำงาน และทำให้พนักงานได้เคารพเวลาของตัวเองมากขึ้น และทำให้เวลาเป็นของมีค่า มีข้อจำกัดและมุ่งเน้นกับการทำงานที่ดำดิ่งมากขึ้น” 

ตามที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า การทำงานแบบดำดิ่ง คือ การทำงานที่ต้องใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญ ซึ่งไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์ แต่เกิดจากความมุ่งมั่น และจดจ่อ ไมเคิล เฟลป์ส (Michael Phelps) นักกีฬาว่ายน้ำชาวอเมริกันและได้รับการยกย่องให้เป็นนักกีฬาว่ายน้ำที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ สมัยเด็ก คุณหมอบอกว่าเฟลป์สเป็นโรคสมาธิสั้น เขาเริ่มว่ายน้ำตั้งแต่อายุ 7 ปี และว่ายไม่หยุด ว่ายทุกวัน 365 วันต่อปี มุ่งมั่นทุ่มเท จดจ่ออยู่เรื่องเดียว (deep work) ภายใต้การฝึกสอนของโค้ช บ็อบ โบว์แมน (Bob Bowman) ภายใน 5 เดือนถัดมา เฟลป์ส สามารถสร้างชื่อในวงการว่ายน้ำได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถทำลายสถิติโลกในรายการ ผีเสื้อ 200 เมตร ด้วยวัยเพียง 15 ปี 9 เดือน ทำให้เฟลป์สเป็นเจ้าของสถิติที่อายุน้อยที่สุด 

ลองถามตัวเองว่า เราพร้อมที่จะก้าวข้ามภาวะความกดดันทางจิตใจ เพื่อทำงานแบบดำดิ่งกับงานที่มีคุณค่า ทำให้เกิดการเรียนรู้ พัฒนาทักษะต่าง ๆ และทำให้องค์กรและตนเองขับเคลื่อนไปข้างหน้าหรือยัง ตามคำกล่าวของ วินิเฟรด กัลป์ลาเกอร์ (Winifred Gallagher) นักประพันธ์ชาวสหรัฐฯ ที่ว่า “ฉันจะใช้ชีวิตอย่างจดจ่อ เพราะมันคือรูปแบบการใช้ชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่” (I’ll live the focused life,because it’s the best kind there is)

 

แหล่งที่มา:

- แคล นิวพอร์ต (Cal Newport), Deep Work, พรรณี ชูจิรวงศ์ แปล จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น 2022 หน้า 233-237

- แคล นิวพอร์ต (Cal Newport), Deep Work, พรรณี ชูจิรวงศ์ แปล หน้า 166-168

- Deep Work : เราจะทำงานอย่างมีโฟกัสได้อย่างไรในโลกที่มีแต่สิ่งรบกวน Schoolofchangemakers, 17 มกราคม 2018

https://www.schoolofchangemakers.com/journal/2329/

- แคล นิวพอร์ต (Cal Newport), Deep Work, พรรณี ชูจิรวงศ์ แปล หน้า 221-224

- แคล นิวพอร์ต (Cal Newport), Deep Work, พรรณี ชูจิรวงศ์ แปล หน้า 269

ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น