
❝...ร่างพรบ.ฉบับก่อน เป็นร่างขึ้นก่อนสถานการการณ์แพร่ระบาดของโควิด - 19 ยังไม่มีปัญหาของ VUGA world ความท้าทายสำหรับผู้นำยุคใหม่ ความผันผวนของโลกที่มันแปรคาดการณ์ไม่ได้ เนื่องจากเกิดจากสถานการณ์โควิด -19 และ Digital Disruption
ดังนั้นสาระสำคัญของร่าง พรบ.ฉบับ พ.ศ . . . นี้ จึงเน้นในเรื่องของคุณภาพผู้เรียนเป็นสำคัญ คุณภาพของคนในโลกยุคใหม่ หากยังทำแบบเดิม ๆ การสร้างคนจะไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เนื่องจากการ Disruption มันเกิดขึ้นในหลายด้าน โลกใบเดิมหมุนเร็วกว่าเดิม...❞
เมื่อวันที่ (25 ต.ค 2566) ได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการฝ่ายกฎหมายเพื่อกลั่นกรอง พรบ.ร่าง 'พรบ.การศึกษาแห่งชาติ' พ.ศ.... จ่อเข้าบอร์ดใหญ่ สภาการศึกษา เพื่อจะเข้าสู่การพิจารณาเห็นชอบ ในวันศุกร์นี้ ( 27 ต.ค 2566) และ เพื่อให้รัฐมนตรีลงนามและนำเข้าสู่ครม.ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ เน้นคุณภาพผู้เรียนเป็นสำคัญ มุ่งเน้น Active Learning เปลี่ยน Teacher เป็น Coaching ค้นหาภูมิปัญญา ความสามารถ ความถนัดในตัวเด็ก สู่การประกอบอาชีพ
นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผย ถึงร่างพรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. . . ฉบับใหม่ ที่กำลังจะเข้าสู่กระบวนการของบอร์ดใหญ่การศึกษา เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของครม. มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ ...
พรบ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับเดิมที่ใช้อยู่ ใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ 2542 และถึงวาระตามข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 54 ที่กำหนดให้ต้องทำ โดยครั้งที่แล้วร่างพรบ.การศึกษา ไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงให้นำเอาร่างพรบ.ฉบับดังกล่าว ที่ผ่านขึ้นตอนการทำประชาพิจารณ์ และขั้นตอนกฤษฎีกา โดยไม่ปรับแก้เข้าสู่สภาตามรัฐธรรมนูญ โดยกระบวนที่ง่ายขึ้น เนื่องจากหากการปรับแก้นอกเหนือจากเกณฑ์ จะส่งผลให้กระบวนการกฤษฎีกาช้าไปอีก
เพื่อไม่ให้เสียเวลา จึงได้ยกเอาร่างเก่าที่เคยผ่านกฤษฎีกาเคยผ่านแล้วเอาเข้าครม. ซึ่งหากครม.เห็นชอบในเดือนหน้า (พฤศจิกายน) พอไปสู่กฤษฎีกาจากที่เคยใช้เวลาเป็นปี อาจจะลดระยะเวลาลงเหลือเพียง 1-2 เดือน ซึ่งในระหว่างนั้นจะนำเอาประเด็นของสังคม มาทำประชาพิจารณ์คู่ขนานกันไป
แต่สิ่งเดียวที่เป็นกังวล คือ ถ้าหากกระบวนการใช้เวลานานยาวไปถึงพฤษภาปีหน้า ช่วงเวลาที่สมาชิกวุฒิสภาหมดอายุพอดี ก็จะเสียเวลาในการตั้งกรรมาธิการ ซึ่งอาจทำให้ พรบ.ฉบับใหม่ล่าช้าออกไป จึงอยากเร่งให้ทันก่อน สว.หมดวาระ
สำหรับร่างพรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. . . . ฉบับนี้ ได้ทำการเพิ่มเติมในประเด็นของสังคม เช่น คำนิยามของการศึกษา ที่เคยเป็นประเด็นถกเถียงกันในเรื่องของคำนิยามที่แตกต่างกันไป ครั้งนี้จึงใช้วิธีการเปรียบเทียบ กับ ของต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีความเจริญด้านการศึกษา เช่น ฟินแลนด์ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลี ประเทศเหล่านี้ มีคำนิยาม คำว่าการศึกษาอย่างไร และให้ความสำคัญแค่ตรงนี้หรือไม่ และนำงานวิจัยมานำเสนอให้ภาคสังคมเห็น อีกทั้งได้มีการนำกฎหมายจากต่างประเทศมาเปรียบเทียบ
นอกจากนี้อีกหนึ่งปัจจัยที่ร่างพรบ.ฉบับเก่าไม่ผ่านสภา คือ รายละเอียดมีมากถึง 14 มาตรา ซึ่งเยอะเกินไป แท้จริงแล้วควรแบ่งเป็นหลักการหัวข้อประเด็นใหญ่
กล่าวด้วยว่า (ร่าง) พระราชบัญญฉบับนี้ ได้นำเอา พรบ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับปี พ.ศ. 2542 มาทำการเปรียบเทียบ กับร่างปัจจุบัน เพื่อให้เห็นว่าร่างใหม่ดีกว่าอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบุคลากร เรื่องของคุณภาพผู้เรียนในโลกที่เปลี่ยนไป และเรื่องคุณภาพการศึกษา
ซึ่งร่างพรบ.ฉบับก่อน ร่างขึ้นก่อนสถานการการณ์แพร่ระบาดของโควิด - 19 ยังไม่มีปัญหาของ VUGA world ความท้าทายสำหรับผู้นำยุคใหม่ ซึ่งความผันผวนของโลกที่มันแปรคาดการณ์ไม่ได้ เนื่องจากเกิดจากสถานการณ์โควิด -19 และ Digital Disruption ดังนั้นสาระสำคัญของร่างพรบ.ฉบับพ.ศ . . . นี้ จึงเน้นในเรื่องของคุณภาพผู้เรียนเป็นสำคัญ คุณภาพของคนในโลกยุคใหม่
หากยังทำแบบเดิม ๆ การสร้างคนจะไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เนื่องจากการ Disruption มันเกิดขึ้นในหลายด้าน โลกใบเดิมหมุนเร็วกว่าเดิม
ยกตัวอย่างเช่น การศึกษา ที่ไม่เคยคุ้นชินกับออนไลน์ ตอนนี้ต้องมาชินกับออนไลน์ มีแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ทำให้คนเข้าสู่ระบอบการศึกษา เน้นเรื่องสมรรถนะมากขึ้นกว่าเรื่องของคุณวุฒิ เน้นคุณภาพเน้นสมรรถนะมากกว่าวุฒิการศึกษา เป็นตัวแปรใหม่ที่จะเกิดขึ้นในร่างพรบ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับนี้เราต้องการคนใน 10 ปีข้างหน้าเป็นนวัตรกร
ดังนั้น Active Learning จึงเป็นตัวตอบโจทย์ ถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกไปสิ่งที่ได้ตามมาคือ ความเครียดของคนลดลง การเข้าสู่มหาวิทยาลัยจากเดิมที่ต้องแข่งขัน สามารถนำผลงานมาใช้จากActive Learning เพื่อนำไปสู่การศึกษาต่อ โดยไม่ต้องเอาผลของการสอบมาให้เด็กเครียด แน่นอนว่าหากปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนทั้งหมด ภาระจะตกอยู่ที่ครูผู้สอน
แน่นอนว่า บทบาทของครูต่อจากนี้ไปจะเป็นไปในลักษณะของ Coaching มากกว่า Teacher หากร่างพรบ.ฉบับนี้ผ่าน สิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการต้องทำต่อไปคือ กระบวนการการพัฒนาครูให้เข้าสู่ระบบการสอนเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันหน่วยในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการทั้ง 5 หน่วยงานกำลังดำเนินการอยู่ มีการTrening ในเรื่องของ Active Learning อยู่แล้ว จึงสามารถดำเนินการต่อได้ทันที
ซึ่งร่างพรบ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับนี้ เน้นการเรียนแบบActive Learning ให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง ค้นคว้าความถนัด ภูมิปัญญาของตัวเองออกมาแล้ว เอามาเป็นความสามารถทางวิชาชีพ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล เรียนดี มีความสุข เน้นในเรื่องของการผลิตนวัตกร ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13
การเรียนในยุคต่อไป ต้องวัดกันที่ภูมิปัญญาของเด็ก วัดความถนัดของเด็ก ที่ผ่านมาเรื่องนี้ถือเป็นจุดอ่อนของประเทศไทย เราจึงเน้นจากการใครครูเปลี่ยนจาก Teacher มาเป็นCoaching เพื่อให้เด็กเห็นในสิ่งที่ตนเองถนัด และสอนในเชิงแนะแนวว่าคุณควรเดินทางไปทางไหนในชีวิต
ทั้งนี้ รอฟังดูว่า วันศุกร์ที่ 27 ต.ค 2566 การประชุมบอร์ดใหญ่ สภาการศึกษา จะมองว่าอย่างไร
ที่มา ; edunewssiam
สรุปสาระสำคัญ
การประชุมคณะอนุกรรมการฝ่ายกฎหมาย เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2566 ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อเสนอเข้าสู่บอร์ดใหญ่สภาการศึกษาและคณะรัฐมนตรีภายในเดือนพฤศจิกายน เป้าหมายคือเร่งปรับกฎหมายให้ทันสถานการณ์โลกหลังโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงแบบ VUCA รวมถึงผลของ Digital Disruption ที่ทำให้แนวทางการสร้างคนแบบเดิมไม่สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ ร่าง พ.ร.บ.ใหม่จึงเน้นคุณภาพผู้เรียน สมรรถนะ ความถนัด และภูมิปัญญา มากกว่าการเน้นวุฒิ พร้อมส่งเสริม Active Learning ให้เด็กเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติและสามารถใช้ผลงานแทนการสอบเพื่อเข้าศึกษาต่อ ลดความเครียดของผู้เรียน
บทบาทครูจะเปลี่ยนจากผู้สอน (Teacher) เป็นโค้ช (Coaching) ที่ช่วยค้นหาความสามารถและแนะแนวอาชีพ ร่างฉบับใหม่นี้พัฒนาจากการเปรียบเทียบกับกฎหมายการศึกษาของประเทศที่มีคุณภาพสูง เช่น ฟินแลนด์ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น รวมถึงทบทวนจุดอ่อนของร่างเดิมที่มีรายละเอียดมากเกินไป การเร่งรัดครั้งนี้มีความสำคัญเพื่อให้ทันก่อนวาระการดำรงตำแหน่งของ ส.ว.สิ้นสุด มิฉะนั้นอาจทำให้ร่าง พ.ร.บ.ล่าช้าอีก
ข้อสอบ
ก. เพื่อให้กระทรวงศึกษาธิการสามารถจัดงบประมาณปีถัดไปได้ทัน
ข. เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการตั้งกรรมาธิการใหม่เมื่อวาระ ส.ว. สิ้นสุด
ค. เพื่อรองรับนโยบายมหาวิทยาลัยรูปแบบใหม่
ง. เพื่อให้สอดคล้องกับร่างกฎหมายดิจิทัลแห่งชาติ
2. การเปลี่ยนบทบาทครูจาก Teacher เป็น Coach มีความสอดคล้องกับแนวคิดใดในร่าง พ.ร.บ.มากที่สุด?
ก. การยกระดับวุฒิการศึกษาของครู
ข. การเน้นสมรรถนะและความถนัดของผู้เรียน
ค. การเพิ่มชั่วโมงสอนให้ครูเพื่อพัฒนาคุณภาพ
ง. การขยายโครงสร้างส่วนราชการด้านการศึกษา
3. หากโรงเรียนต้องปรับการเรียนการสอนตามร่าง พ.ร.บ.ใหม่ การตัดสินใจใดเหมาะสมที่สุดในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา?
ก. เพิ่มการสอบย่อยเพื่อวัดผลต่อเนื่อง
ข. จัดอบรมครูด้าน Active Learning และ Coaching
ค. ลดกิจกรรมโครงงานเพื่อประหยัดเวลาเรียน
ง. เน้นการจัดการเรียนแบบบรรยายให้จบเนื้อหาเร็วขึ้น
4. การเน้นการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยด้วยผลงานจาก Active Learning ช่วยแก้ปัญหาใดตามบทความ?
ก. ลดความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยี
ข. ลดความเครียดจากการแข่งขันสอบ
ค. เพิ่มจำนวนผู้เรียนสายอาชีพ
ง. ลดภาระงบประมาณการศึกษา
5. จากเนื้อหา ร่าง พ.ร.บ.ใหม่เน้นเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วเพราะเหตุผลใด?
ก. เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการขอเงินกู้ระหว่างประเทศ
ข. เพื่อยกระดับคำนิยามการศึกษาตามมาตรฐานสากล
ค. เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการประเมินผลผู้เรียน
ง. เพื่อจัดทำหลักสูตรแกนกลางใหม่ทันที
คลิกเฉลย >>>