
วันนี้ (18 เมษายน 2567) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 วงเงิน 3.752 ล้านล้านบาท ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ
ประกอบด้วย รายจ่ายประจำปี 2,704,574 ล้านบาท รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง ไม่มี รายจ่ายลงทุน 908,223 ล้านบาท รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 150,100 ล้านบาท ขณะที่วงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 865,700 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) 19,570,126 ล้านบาท
จำแนกรายกระทรวง
ที่มา ; msn
ครม.วันนี้ เคาะงบปี 68 ขาดดุลพุ่งรับเงินดิจิทัล ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ
การจัดทำงบประมาณปี 2568 มีความล่าช้าไปจากแผนเดิมเล็กน้อย โดยมีการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรวม 3 ครั้ง เพื่อรองรับการจัดทำนโยบายสำคัญของรัฐบาลทั้งนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตที่มีการปรับการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับรวมทั้งนโยบายการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการที่มีการใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นบางส่วนตามนโนยายของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง
สำนักงบประมาณจะเสนอรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายปี 2568 พร้อมแนวทางการปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ให้ที่ประชุม ครม.ในวันนี้ (18 เม.ย.) พิจารณา
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ครม.ได้เห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณปี 2568 ที่มีการปรับปรุงและได้รับความเห็นชอบจาก 4 หน่วยงานเศรษฐกิจได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยมีกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายอยู่ที่ 3.7527 ล้านล้านบาท ขาดดุลงบฯ 8.657 แสนล้านบาท
คาดเศรษฐกิจปี 68 ขยายตัว 3.3%
ทั้งนี้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2568 มีสมมุติฐานทางเศรษฐกิจเศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวในช่วง 2.8 – 3.8% (ค่ากลางอยู่ที่ 3.3%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องของการส่งออกสินค้าตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก การขยายตัวของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญจากความยืดเยื้อของความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและสร้างความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุน รวมถึงการลดลงของแรงขับเคลื่อนด้านการคลังในระยะต่อไป สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ส่วนประเด็นของอัตราเงินเฟ้อในปี 2568 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ จะอยู่ในช่วง 1.1 - 2.1% (ค่ากลาง 1.6%) และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุล 1.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวและส่งเสริมอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยและอัตราการขยายตัวตามศักยภาพ จึงได้กำหนดนโยบายงบประมาณขาดดุลสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 865,700 ล้านบาท
ทำให้มีวงเงินงบประมาณรายจ่าย จำนวน 3,752,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ที่กำหนดไว้ 3,440,000 ล้านบาท เป็นจำนวน 272,700 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7.8%
โดยการขาดดุลงบประมาณจำนวน 865,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ.2567 จำนวน 172,700 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 24.9% และคิดเป็นสัดส่วน 4.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ซึ่งมีสัดส่วน 3.7%
ทั้งนี้ในส่วนของรายละเอียดของงบประมาณประจำปี 2568 ประกอบไปด้วยโครงสร้างงบประมาณดังนี้
ประมาณการรายได้รัฐบาลปีงบประมาณ พ.ศ.2568 คาดว่ารัฐบาลจะจัดเก็บรายได้รวม จำนวน 3,454,400 ล้านบาท เมื่อหักการคืนภาษีของกรมสรรพากร อากรถอนคืนกรมศุลกากร การจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด การกันเงินเพื่อชดเชยภาษีสำหรับสินค้าส่งออก
และการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม คงเหลือรายได้สุทธิ จำนวน 2,887,000 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการรายได้สุทธิปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ประมาณ 1 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.6%
ในส่วนของโครงสร้างงบประมาณรายจ่าย ประกอบด้วยประมาณการรายจ่าย ดังต่อไปนี้
1.รายจ่ายประจำ จำนวน 2,736,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2567 จำนวน 196,431.4 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7.7% และคิดเป็นสัดส่วน 72.9% ของวงเงิoงบประมาณรวม ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ซึ่งมีสัดส่วน 73%
2.รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ไม่มีรายการที่ต้องเสนอตั้งงบประมาณ ส่วนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมาตั้งงบประมาณส่วนนี้ไว้ จำนวน 118,361.1 ล้านบาท
3.รายจ่ายลงทุน จำนวน 865,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 155,6195 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 21.9% และคิดเป็นสัดส่วน 23.1% ของวงเงินงบประมาณรวม เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ซึ่งมีสัดส่วน20.4%
4.รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 150,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ.2567 จำนวน 31,780 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 26.9% และคิดเป็นสัดส่วน 4%ของวงเงินงบประมาณรวม เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณก่อน ซึ่งมีสัดส่วน 3.4%
เร่งเสนอสภาฯ 28 พ.ค.
สำหรับขั้นตอนการจัดทำงบประมาณปี 2568 ตามปฏิทินงบประมาณที่ ครม.เห็นชอบแล้ว
การอนุมัติงบประมาณ มีขั้นตอนและกิจกรรมดังนี้
ที่มา ; msn
สรุปสาระสำคัญ
วันที่ 18 เมษายน 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่ามีมติเห็นชอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2568 วงเงินรวม 3.752 ล้านล้านบาท ขาดดุลงบประมาณ 865,700 ล้านบาท หรือ 4.4% ของ GDP เพื่อรองรับนโยบายเศรษฐกิจสำคัญ เช่น โครงการเงินดิจิทัลและการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ งบประมาณนี้มีรายจ่ายประจำ 2.7 ล้านล้านบาท และรายจ่ายลงทุนกว่า 8.6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.9% จากปีก่อน เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวราว 3.3% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 1.6% ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1.6% โดยรัฐบาลวางแผนเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเข้าสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 และคาดว่าจะประกาศใช้เป็นกฎหมายในเดือนกันยายน 2567 ถือเป็นงบประมาณที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูเสถียรภาพทางการคลังให้สมดุลระหว่างการลงทุนและการบริหารหนี้อย่างยั่งยืน
ข้อสอบ
1. การขาดดุลงบประมาณปี 2568 ที่เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงนโยบายใดของรัฐบาลมากที่สุด
ก. การรัดเข็มขัดด้านการคลังเพื่อลดหนี้สาธารณะ
ข. การใช้นโยบายการคลังขยายตัวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ค. การลดภาษีเพื่อกระจายรายได้
ง. การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยไม่เพิ่มการใช้จ่าย
2. จากข้อมูลในบทความ “รายจ่ายลงทุน” ที่เพิ่มขึ้นกว่า 21% มีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องที่สุดคือข้อใด
ก. การสร้างความมั่นคงทางการคลัง
ข. การเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขยายฐานเศรษฐกิจ
ค. การลดภาระงบประมาณประจำ
ง. การปรับลดสัดส่วนหนี้สาธารณะ
3. หากเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่า 3.3% ตามเป้าหมาย ผลกระทบที่เป็นไปได้ต่อการจัดทำงบประมาณปีถัดไปคือข้อใด
ก. งบประมาณจะขาดดุลลดลง
ข. รายได้ภาษีจะเพิ่มสูงขึ้น
ค. รัฐอาจต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อรักษาระดับการใช้จ่าย
ง. รัฐสามารถปรับลดรายจ่ายได้ทันที
4. การขาดดุลงบประมาณคิดเป็น 4.4% ของ GDP แสดงให้เห็นถึงการบริหารการคลังแบบใด
ก. การรักษาสมดุลการคลังอย่างเข้มงวด
ข. การกระจายความเสี่ยงเชิงเศรษฐกิจ
ค. การบริหารเชิงรุกโดยยอมขาดดุลเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ง. การควบคุมเงินเฟ้อผ่านการจำกัดการใช้จ่าย
5. ในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา หากได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นตามแนวนโยบายรัฐ ควรดำเนินการอย่างไรจึงสอดคล้องกับหลัก “การใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ”
ก. ใช้งบให้หมดภายในปีงบประมาณ
ข. กระจายงบให้เท่ากันทุกโครงการ
ค. จัดลำดับความสำคัญและประเมินผลตอบแทนเชิงคุณภาพ
ง. จัดสรรงบเฉพาะด้านบุคลากรเท่านั้น
คลิกเฉลย >>>
