สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ความแตกต่างระหว่าง ศรัทธาของชาวพุทธ-ความงมงาย

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจ “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” เผยแพร่บทความ นายบุญเชิด กิตติธรางกูร ป.ธ.9, พุทธศาสตรบัณฑิต รองผู้อำนวยการสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ความรู้เรื่อง ศรัทธาของชาวพุทธกับความงมงาย ระบุว่า 

ความแตกต่างระหว่าง “ศรัทธาของชาวพุทธกับความงมงาย” 

ศรัทธา 4 (ความเชื่อ, ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล – faith; belief; confidence)

·      กัมมสัทธา (เชื่อกรรม, เชื่อกฎแห่งกรรม, เชื่อว่ากรรมมีอยู่จริง คือ เชื่อว่าเมื่อทำอะไรโดยมีเจตนา คือ จงใจทำทั้งรู้ ย่อมเป็นกรรม คือ เป็นความชั่วความดีมีขึ้นในตน เป็นเหตุปัจจัยก่อให้เกิดผลดีผลร้ายสืบเนื่องต่อไป การกระทำไม่ว่างเปล่าและเชื่อว่าผลที่ต้องการจะสำเร็จได้ด้วยการกระทำ มิใช่ด้วยอ้อนวอนหรือนอนคอยโชค เป็นต้น – belief in Karma; confidence in accordance with the law of action)

·      วิปากสัทธา (เชื่อวิบาก, เชื่อผลของกรรม, เชื่อว่าผลของกรรมมีจริง คือ เชื่อว่ากรรมที่ทำแล้วต้องมีผล และผลต้องมีเหตุ ผลดีเกิดจากกรรมดี ผลชั่วเกิดจากกรรมชั่ว – belief in the consequences of actions)

·      กัมมัสสกตาสัทธา (เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน, เชื่อว่าแต่ละคนเป็นเจ้าของ จะต้องรับผิดชอบเสวยวิบากเป็นไปตามกรรมของตน – belief in the individual ownership of action)

·      ตถาคตโพธิสัทธา (เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า, มั่นใจในองค์พระตถาคต ว่าทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ ทรงพระคุณทั้ง 9 ประการ ตรัสธรรม บัญญัติวินัยไว้ด้วยดี ทรงเป็นผู้นำทางที่แสดงให้เห็นว่า มนุษย์คือเราทุกคนนี้ หากฝึกตนด้วยดี ก็สามารถเข้าถึงภูมิธรรมสูงสุด บริสุทธิ์หลุดพ้นได้ ดังที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญไว้เป็นแบบอย่าง – confidence in the Enlightenment of the Buddha)

อ้างอิง : พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ) 

ในทางตรงกันข้าม ความงมงาย หมายถึง การเชื่อหรือยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยขาดการใช้เหตุผล ไม่มีการตรวจสอบหรือพิสูจน์ว่าเป็นจริงหรือไม่ การงมงายมักเป็นการเชื่ออย่างหลับหูหลับตา เชื่อเพราะการบอกเล่า หรือเพราะความเคยชิน โดยไม่ได้พิจารณาให้ถ่องแท้หรือใช้ปัญญาตรวจสอบ 

ดังนั้น ความแตกต่างระหว่าง “ศรัทธา” และ “งมงาย” คือ การใช้เหตุผลและปัญญาในการพิจารณาสิ่งที่เชื่อ ถ้าศรัทธาอย่างมีเหตุผลและเข้าใจจริงๆ จะไม่ตกอยู่ในความงมงาย แต่ถ้าเชื่อโดยไม่คิดและไม่พิจารณา ก็อาจกลายเป็นการงมงายได้ 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 8 ตุลาคม 2567

สรุปสาระสำคัญ 

บทความกล่าวถึงความแตกต่างระหว่าง “ศรัทธาของชาวพุทธ” กับ “ความงมงาย” โดยอธิบายแนวคิดศรัทธา 4 ประการ ได้แก่ กัมมสัทธา คือความเชื่อในกฎแห่งกรรมว่า การกระทำที่มีเจตนานำไปสู่ผลดีหรือผลร้าย มิใช่เกิดจากโชคหรือการอ้อนวอน วิปากสัทธา คือความเชื่อว่ากรรมย่อมมีผลจริง กรรมดีให้ผลดี กรรมชั่วให้ผลชั่ว กัมมัสสกตาสัทธา คือความเชื่อว่าสัตว์โลกมีกรรมเป็นของตนเอง ต้องรับผิดชอบผลแห่งการกระทำของตน และตถาคตโพธิสัทธา คือความเชื่อมั่นในพระพุทธเจ้าว่าทรงตรัสรู้จริง และสามารถเป็นแบบอย่างในการพัฒนาตนสู่ความพ้นทุกข์ ศรัทธาทั้ง 4 นี้เป็นความเชื่อที่ตั้งอยู่บนเหตุผลและปัญญา ต่างจากความงมงายที่หมายถึงการเชื่อโดยไม่ใช้เหตุผล ไม่ตรวจสอบ ไม่พิสูจน์ อาศัยเพียงคำบอกเล่าหรือความเคยชิน ทำให้ขาดการพิจารณาอย่างรอบคอบ ดังนั้น ศรัทธาที่ถูกต้องต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์และปัญญา หากเชื่อโดยไตร่ตรองจะนำไปสู่การพัฒนาตน แต่หากเชื่อโดยไม่พิจารณาอาจนำไปสู่ความหลงผิดและความงมงาย บทความจึงเน้นให้ใช้ปัญญาเป็นฐานในการพิจารณาความเชื่อทุกประการ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องเหมาะสม

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

ศรัทธาในพระพุทธศาสนามีลักษณะสำคัญที่สุดอย่างไร
ก. เชื่อโดยไม่ต้องใช้เหตุผล
ข. เชื่อตามคำบอกเล่าเท่านั้น
ค. เชื่อเฉพาะสิ่งที่เห็นด้วยตา
ง. เชื่ออย่างมีเหตุผลและใช้ปัญญาพิจารณา

เฉลย: ก (ง)
เหตุผล: ศรัทธาที่ถูกต้องต้องตั้งอยู่บนเหตุผลและการใช้ปัญญา ไม่ใช่ความเชื่อแบบไร้การไตร่ตรอง

 

ข้อ 2

ข้อใด “ไม่ใช่” ศรัทธา 4 ประการ
ก. กัมมสัทธา
ข. วิปากสัทธา
ค. อัตตาสัทธา
ง. กัมมัสสกตาสัทธา

เฉลย: ข (ค)
เหตุผล: อัตตาสัทธาไม่ใช่หนึ่งในศรัทธา 4 ที่กล่าวถึง

 

ข้อ 3

กัมมสัทธาเน้นความเชื่อเรื่องใด
ก. การสวดมนต์นำโชค
ข. การพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ค. กฎแห่งกรรมและผลของการกระทำ
ง. การบูชาวัตถุมงคล

เฉลย: ค (ค)
เหตุผล: กัมมสัทธาเชื่อว่าการกระทำมีผลตามเหตุ ไม่ใช่โชคหรือการอ้อนวอน

 

ข้อ 4

วิปากสัทธามีความหมายตรงกับข้อใด
ก. เชื่อในปาฏิหาริย์
ข. เชื่อว่าทุกอย่างเกิดจากเทพ
ค. เชื่อว่าไม่มีผลของการกระทำ
ง. เชื่อว่ากรรมมีผลแน่นอนตามเหตุ

เฉลย: ง (ง)
เหตุผล: วิปากสัทธาเน้นผลของกรรมที่ต้องเกิดตามเหตุ

 

ข้อ 5

ความงมงายแตกต่างจากศรัทธาอย่างไร
ก. ขาดการใช้เหตุผล
ข. ใช้ปัญญามากเกินไป
ค. เน้นการปฏิบัติธรรม
ง. มีการตรวจสอบข้อมูล

เฉลย: ก (ก)
เหตุผล: ความงมงายคือการเชื่อโดยไม่ใช้เหตุผลและไม่ตรวจสอบ

 

ข้อ 6

กัมมัสสกตาสัทธาสอนเรื่องใด
ก. การทำบุญให้ได้ผลเร็ว
ข. การเป็นเจ้าของกรรมของตนเอง
ค. การขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ง. การหลีกเลี่ยงกรรมทั้งหมด

เฉลย: ข (ข)
เหตุผล: ทุกคนต้องรับผลจากกรรมของตนเอง

 

ข้อ 7

ตถาคตโพธิสัทธามีความสำคัญอย่างไร
ก. เชื่อในโชคลาง
ข. เชื่อในเทพเจ้า
ค. เชื่อในพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้และเป็นแบบอย่าง
ง. เชื่อในเครื่องราง

เฉลย: ค (ค)
เหตุผล: เป็นความเชื่อในพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้จริงและเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติ

 

ข้อ 8

ข้อใดเป็นพฤติกรรมของความงมงาย
ก. ตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อ
ข. ใช้เหตุผลประกอบการตัดสินใจ
ค. วิเคราะห์เหตุและผล
ง. เชื่อโดยไม่พิจารณาเหตุผล

เฉลย: ง (ง)
เหตุผล: ความงมงายคือการเชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง

 

ข้อ 9

การส่งเสริมศรัทธาที่ถูกต้องควรเน้นสิ่งใด
ก. การใช้ปัญญาและการคิดวิเคราะห์
ข. การเชื่อตามผู้อื่นทั้งหมด
ค. การงดใช้เหตุผล
ง. การพึ่งโชคลาง

เฉลย: ก (ก)
เหตุผล: ศรัทธาที่ถูกต้องต้องใช้ปัญญาเป็นฐาน

 

ข้อ 10

ผลเสียสำคัญของความงมงายคือข้อใด
ก. เกิดการพัฒนาปัญญา
ข. นำไปสู่การหลงผิดและขาดเหตุผล
ค. ทำให้คิดวิเคราะห์ดีขึ้น
ง. เพิ่มการใช้เหตุผล

เฉลย: ข (ข)
เหตุผล: ความงมงายทำให้ขาดการคิดวิเคราะห์และนำไปสู่ความหลงผิด