สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก : ความจำเป็นที่ต้องทำเพื่อพัฒนาการศึกษาไทย

ขณะนี้ได้ข่าวมาว่าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. มีดำริที่จะยุบโรงเรียนขนาดเล็กโดยเฉพาะโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในต่างจังหวัดลงไป เนื่องจากไม่มีนักเรียนเข้ามาเรียนและมีจำนวนครูล้นเกินกว่าจำนวนนักเรียนที่จะจัดการเรียนการสอน และการจัดการเรียนการสอนนั้น

ก็ไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะการเกิดโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านั้นในอดีตมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองความต้องการของเด็กจำนวนมากที่ต้องได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นภาคบังคับแต่ในขณะนี้สถานการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย 

โปรดอย่าลืมว่าประเทศไทยเรามีจำนวนประชากรเกิดขึ้นโดยเฉลี่ยปีละประมาณหนึ่งล้านสองแสนถึงหนึ่งล้านสี่แสนคนต่อปีติดต่อกัน 30 ปี ตั้งแต่ปี 2505 จนถึงปี 2535 อาจกล่าวได้ว่าเป็นประชากรรุ่น Baby boomer อย่างแท้จริง ในช่วง 30 ปีดังกล่าวประชากรของประเทศไทยขยับขึ้นจาก 18 ล้านมาเป็น 65 ล้านในปัจจุบันและนิ่งอยู่ที่ 65 ล้านมาเกือบ 25 ปี แล้ว

สมัยหนึ่งเราจึงมีโรงเรียนและครูไม่เพียงพอ ภาครัฐก็รีบเร่งผลิตครู เกิดการเปิดวิทยาลัยครูทั่วประเทศซึ่งต่อมากลายเป็นสถาบันราชภัฏและไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ผลิตครูอีกต่อไป

การเร่งผลิตครูดังกล่าวส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาอย่างมากเพราะแตกต่างจากในอดีตซึ่งคนที่สอบได้ที่ 1 ของแต่ละจังหวัดจะเลือกเรียนครู แต่การเร่งผลิตครูนั้นทำให้คนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ก็มาเรียนวิทยาลัยครูแทนเป็นจำนวนมากเพื่อให้ตรงกับความต้องการของประเทศที่มีประชากรเด็กเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่คุณภาพนั้นอาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งก็เป็นอย่างที่เราเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้

ในช่วงเวลาหนึ่งประเทศไทยมีการเปิดโรงเรียนเอกชนและมหาวิทยาลัยเอกชนกันอย่างแพร่หลายมากมายเพราะมีความต้องการสูงมาก จนแทบจะกลายเป็นอุตสาหกรรมการศึกษาที่ไร้คุณภาพ สิ่งที่พบเห็นอีกประการหนึ่งคือการศึกษาภาคเอกชนเหล่านี้มีต้นทุนที่สูงกว่าเพราะไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐมากนัก แต่ผู้ปกครองจำนวนมากก็เต็มใจที่จะจ่ายเงินเพื่อให้ลูกหลานได้รับการศึกษาสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้และเท่าที่ตนเองจะมีกำลังส่งเสีย

เมื่อโครงสร้างประชากรของประเทศเปลี่ยนไปและอัตราการเจริญพันธุ์ก็อยู่ในระดับที่ต่ำมาก จนประเทศไทยน่าจะมีภาวะประชากรกดถอยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ทุกวันนี้เด็กไทยเกิดใหม่ปีละประมาณ 700,000 คนหรือน้อยกว่านั้นและมีแนวโน้มที่จะลดลงไปเรื่อย ๆ ดังนั้นโรงเรียนจึงไม่ใช่สิ่งที่สังคมและประเทศไทยต้องการมากเท่ากับในอดีต

อันที่จริงหากคำนวณจากปริมาณประชากรเด็กแล้วโรงเรียนในประเทศไทยรวมถึงมหาวิทยาลัยในประเทศไทยต้องถูกยุบลงไปสักครึ่งหนึ่ง เช่น มหาวิทยาลัยไทยในขณะนี้มีอยู่ประมาณ 300 แห่งก็ควรจะเหลือเพียงแค่ 150 แห่งเท่านั้นไม่ควรจะมากกว่านั้น

การเร่งเปิดโรงเรียนอย่างมากมายทำให้ท้ายที่สุดก็เกิดปัญหาเนื่องจากมีจำนวนนักเรียนไม่เพียงพอและมีจำนวนครูที่มากเกินไป ไม่ประหยัดและไม่มีประสิทธิภาพในทางเศรษฐศาสตร์การศึกษาเลย 

สิ่งที่เราสังเกตได้ชัดเจนมากก็คือโรงเรียนเอกชนทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดค่อย ๆ ทยอยปิดตัวลงไปอย่างรวดเร็วในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหลายแห่งอาจจะมีสาเหตุจากอย่างอื่น เช่น ที่ดินที่ตั้งโรงเรียนนั้นกลายเป็นทำเลทองและมีนายทุนมาเสนอให้ราคาดีเพื่อทำห้างสรรพสินค้า แต่การที่จำนวนนักเรียนลดลงเรื่อย ๆ ก็เป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้โรงเรียนเอกชนจำนวนมากในประเทศไทยต้องปิดตัวลง

และในขณะนี้มหาวิทยาลัยเอกชนก็เริ่มทยอยปิดตัวลงหรือขายกิจการให้กับทุนจีนเพื่อให้มีการเรียนการสอนเป็นภาษาจีนและนำเข้านักศึกษาจีนซึ่งไม่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยในประเทศจีนได้ได้มีโอกาสมาเข้าเรียนในประเทศไทยซึ่งเป็นการได้รับการศึกษาระดับอุดมศึกษาในราคาที่ถูกที่สุดสำหรับนักเรียนจีนที่ไม่ได้มีฐานะดีนัก เพราะค่าครองชีพและค่าหน่วยกิตในประเทศไทยถูกว่าในมหาวิทยาลัยในประเทศจีนมากเหลือเกิน

อันที่จริงก็น่าเห็นใจโรงเรียนเอกชนเหล่านั้นที่จะต้องทยอยปิดตัวลงไป เพราะทุกอย่างต้องอยู่ด้วยลำแข้งตัวเองโดยที่ภาครัฐไม่ได้อุดหนุน แต่เมื่อโรงเรียนในภาครัฐมีจำนวนมากก็กลายเป็นอุปทานซึ่งทำให้นักเรียนสามารถเข้าไปเรียนได้ฟรีตามที่นโยบายการศึกษาแห่งชาติได้พยายามดำเนินนโยบายการศึกษาเพื่อมวลชน (Education for all) ให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาภาคบังคับโดยที่ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด 

สิ่งที่ได้ไปพบเห็นด้วยตาก็คือโรงเรียนที่อยู่บริเวณรอบอำเภอหรือรอบอำเภอเมืองในแต่ละจังหวัดนั้น
ล้วนเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่เป็นดาวล้อมเดือนเดือน บ้างก็เป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาคือสอนมัธยมต้นต่อจากประถมศึกษา เพราะเดิมสอนแต่ประถมศึกษามาก่อน เดือนคือโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมืองซึ่งมีชื่อเสียงกว่ามาก การที่มีดาวล้อมเดือนเช่นนี้กลายเป็นว่าไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด เพราะโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งสมัยก่อนนั้นเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนที่ไม่สามารถเข้ามาเรียนโรงเรียนใหญ่ที่มีชื่อเสียงในเมืองได้ ทั้งจะด้วยความรู้ความสามารถที่ไม่เพียงพอหรือไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอหรือการเดินทางไม่สะดวกก็ตามก็กลายเป็นของที่เปลี่ยนไปหมดสิ้นแล้ว

สมัยนี้คนไทยได้ก้าวข้ามผ่านเส้นความยากจน (Poverty line) ไปมากแล้ว การไปส่งลูกเข้าไปเรียนโรงเรียนในเมืองในระยะทาง 30-40 กม. จากตัวอำเภอหรือจากตัวจังหวัดนั้นทำได้ง่ายมาก สามารถให้ลูกซ้อนมอเตอร์ไซค์รับ-ส่งกันได้เพียงภายในเวลา 15 ถึง 20 นาทีหรือไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็ทำได้แล้ว ประกอบกับโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมืองนั้นก็เริ่มมีจำนวนนักเรียนผู้สมัครลดลงเพราะเกิดภาวะประชากรสูงวัยเต็มขั้นของประเทศไทยทำให้เด็กลดลงไปมากเหลือเกิน

เชื่อหรือไม่ว่ามีโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ในย่านเศรษฐกิจชื่อดังทำเลทองและมีชื่อเสียงดีพอสมควร เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วมีนักเรียนทั้งโรงเรียน 3,600 คนแต่ในวันนี้มีนักเรียนทั้งโรงเรียนอยู่แค่ 500 คน โรงเรียนที่เป็นดาวล้อมเดือนหรือโรงเรียนขนาดเล็กในต่างจังหวัดนั้นไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรมาก ไม่ได้มีวัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอน ไม่ได้มีคอมพิวเตอร์ หรือไม่ได้มีครูที่เพียงพอด้วยซ้ำ แต่ทุกวันนี้มีนักเรียนน้อยจนแทบจะไม่ต้องสอนกันแล้วไม่พอที่จะสอน

เนื่องจากไม่เป็นที่นิยมและเด็กต้องการเข้าไปเรียนในโรงเรียนใหญ่ รวมทั้งผู้ปกครองด้วยเช่นกัน ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กรอบตัวอำเภอและรอบตัวเมืองนั้นโรยราแทบจะรกร้างและไม่มีเด็กเรียน

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือว่าในบางโรงเรียนนั้นแม้มีจำนวนเด็กไม่มากนักแต่ก็ยังมีครูไม่เพียงพอเนื่องจากจำนวนชั้นที่มีขนาดห้องเรียนหรือ Class Size เล็กเกินไปนั้น ถึงอย่างไรก็ต้องการจำนวนครูเท่าเดิมเพราะมีจำนวนห้องเรียนเท่าเดิม ห้องเรียนจะมีจำนวนนักเรียน 60 คนหรือจะมีจำนวนนักเรียน 5 คนก็ต้องใช้ครู 1 คนเท่ากัน ถ้าจำนวนห้องเรียนและจำนวนชั่วโมงสอนยังคงเท่าเดิม เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ยังทำให้โรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ขาดแคลนครูอยู่ แต่เป็นการใช้ครูโดยที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ซึ่งหากนำมายุบรวมกันจะเกิดการแบ่งปันทรัพยากรเช่นอัตรากำลังพลของครู โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิชาที่ขาดแคลน เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ เป็นต้น ให้สามารถใช้ร่วมกันได้ และเกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of scale) น่าจะส่งผลดีมากกว่า

การรวมโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่จะช่วยให้ประหยัดทรัพยากรและช่วยให้สามารถสร้างตรายี่ห้อ (Branding) และชื่อเสียงได้ง่ายขึ้นเนื่องจากมีโอกาสจะเป็นที่นิยมมากขึ้นกว่าจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีครูไม่พร้อมและไม่อุปกรณ์การเรียนการสอนไม่ครบเพียงพอ

สิ่งที่น่าสนใจคือเมื่อโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้มีจำนวนครูไม่เพียงพอต่อจำนวนชั่วโมงและจำนวนชั้นเรียนทั้งทั้งที่มีนักเรียนน้อยมาก เนื่องจากในแต่ละชั้นในแต่ละห้องมีจำนวนนักเรียนน้อยมาก แต่เป็นเบี้ยหัวแหลกก็เลยทำให้เกิดการแก้ปัญหาโดยการใช้ครูตู้

ครูตู้คืออะไร ครูตู้คือการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมของมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งจะถ่ายทอดสดการเรียนการสอนจากโรงเรียนวังไกลกังวล ที่หัวหินไปทั่วประเทศเพื่อให้โรงเรียนที่อยู่ห่างไกลในต่างจังหวัดหรือที่มีครูไม่เพียงพอ ได้มีผู้ช่วยในการสอน โดยที่นักเรียนได้เรียนกับครูตู้ผ่านโทรทัศน์

ผมเองได้เคยเข้าไปเห็นในโรงเรียนดังกล่าว แล้วพบสิ่งที่น่าประหลาดใจมากคือ นักเรียนที่เรียนกับครูตู้เป็นหลัก มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีกว่าเรียนกับครูปกติที่เป็นคน กลายเป็นว่าโทรทัศน์สามารถเป็นครูที่ดีกว่าครูจริง ๆ ได้ โดยที่ครูลดบทบาทลงกลายเป็นผู้สนับสนุนอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (Learning facilitator) เช่นจัดสรรวัสดุอุปกรณ์แล็บ หรือนำกิจกรรมในการเรียน หรือให้คำปรึกษา มากกว่าที่จะลงไปบรรยายหรือสอนโดยตรง

เหตุใดครูตู้จึงสอนนักเรียนได้ดีกว่าครูตัวเป็นเป็น คำตอบก็คือครูตู้นั้นได้คัดเลือกครูที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเนื้อหาวิชานั้นจริง ๆ และมีกลยุทธ์ในการสอนที่ดีมาเพื่อออกรายการโทรทัศน์ ครูที่ไปออกรายการครูตู้นั้นเป็นกระบี่มือหนึ่งของประเทศแทบทั้งนั้น ผ่านการคัดเลือกมาอย่างดีแล้วทั้งสิ้น เป็นผู้ที่สูงทั้งความรู้ความสามารถในวิชาการที่สอนและมีความสามารถในการถ่ายทอดชั้นเยี่ยม ในขณะที่ครูในโรงเรียนไม่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอ ทั้งในด้านเนื้อหาวิชาการและความสามารถในการถ่ายทอด ดีไม่ดีอาจจะไม่มีการเตรียมการสอนที่ดีเท่าด้วยซ้ำ เนื่องจากต้องวิ่งรอกสอนหลายวิชาและหลายชั้น ในขณะที่ครูตู้นั้นก่อนจะออกรายการโทรทัศน์ถ่ายทอดสดต้องมีการเตรียมตัวเป็นอย่างดีแล้ว

ผลจึงปรากฏว่านักเรียนในโรงเรียนเดียวกันชั้นเดียวกันที่เรียนกับครูตู้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีกว่านักเรียนที่เรียนกับครูตัวเป็นเป็น อันนี้เป็นข้อสังเกตซึ่งผมคิดว่าน่าสนใจมาก

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้จะมีข้าราชการเกษียณเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะข้าราชการครู เนื่องจากข้าราชการครูมีการรับเข้ามาเป็นจำนวนมากมายในช่วงเบบี้บูมเมอร์ในระหว่างปี 2505 ถึง 2535 และกำลังทยอยเกษียณอายุไปอย่างมากทำให้เกิดการขาดแคลนครูในสาขาวิชาที่ขาดแคลนอยู่แล้ว เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ

ดังนั้นทางเลือกหนึ่งที่ดีมากคือการใช้ครูตู้สอนสอนวิชาเหล่านี้ซึ่งขาดแคลนครูแทนครูตัวเป็นๆ นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนครูแล้วยังน่าจะช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ดีขึ้นอีกด้วย

ต่อไปในอนาคต ปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์น่าจะทำหน้าที่สอนหนังสือแทนครูด้วยซ้ำเรามีคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรามีการเรียนบนโลกออนไลน์มากมายเช่น Khan Academy และ Coursera ซึ่งหากเราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ให้เต็มที่จะช่วยพัฒนาการศึกษาไทยได้ดีมากขึ้น

ผมเห็นด้วยกับการยุบโรงเรียนขนาดเล็กโดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กรอบอำเภอหรือรอบตัวเมืองซึ่งเป็นดาวล้อมเดือนอยู่ เพราะทำอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะมีชื่อเสียงและส่งแสงเปล่งประกายสู้กับโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงอยู่ในเมืองและเปิดมาก่อนเก่าแก่ช้านานได้

หากยุบรวมกันแล้วรวมทรัพยากรให้ดีขึ้น ปรับปรุงการเรียนการสอนให้ดีขึ้น ให้ทันสมัยมากขึ้น จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับตัวนักเรียนเอง และจะได้รับความนิยมจากผู้ปกครองมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม 

การเดินทางในสมัยนี้เป็นอุปสรรคน้อยลงมากในการเข้าถึงการศึกษา ถนนหนทางในประเทศไทยพัฒนาไปไกลดีกว่าเดิมมากเหลือเกิน สะดวกกว่ากันมาก 

แผนการศึกษาของชาตินั้นควรวางแผนให้สอดคล้องกับการฉายภาพประชากร (Demographic projection) เด็กของไทยซึ่งมีแนวโน้มจะลดลงไป

กระทรวงศึกษาธิการควรจะพิจารณายุบตำแหน่งให้ลดลงเหลือครึ่งหนึ่งโดยค่อยๆทยอยทำ โดยการไม่บรรจุครูเพิ่ม ใช้เทคโนโลยีทางการศึกษา เช่น ครูตู้ หรือการเรียนออนไลน์มากขึ้น ลดบทบาทของครูจากผู้สอนลงเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยการในการเรียนการสอนมากขึ้น

ถ้าทำได้เช่นนี้จะประหยัดงบประมาณของประเทศในขณะเดียวกันครูก็จะไม่ตกงาน และจะไม่มีการเลย์ออฟครูออก แต่จะค่อย ๆ ลดจำนวนลงไปตามที่เกษียณอายุราชการอย่างรวดเร็ว 

แผนการศึกษาของชาติควรคำนึงถึงความเชี่ยวชาญของครูในแต่ละด้านและการทดแทนครูผู้เชี่ยวชาญด้วยเทคโนโลยีทางการศึกษาให้มากที่สุด ต้องทำให้โรงเรียนมีขนาดใหญ่ขึ้น มีจำนวนที่ลดลง และเป็นที่นิยมแพร่หลายมีคุณภาพทางการศึกษาที่ดีขึ้นเพื่ออนาคตอันสดใสของประเทศไทย 

บทความโดย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
ผู้อำนวยการหลักสูตร Ph.D. และ M.Sc. (Business Analytics and Data Science)

อาจารย์ประจำสาขาวิชา วิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
 

ที่มา ; นิด้า

สรุปสาระสำคัญ

บทความเสนอว่าโครงสร้างการศึกษาของไทยกำลังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ประชากรในปัจจุบัน เนื่องจากอัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง ทำให้จำนวนนักเรียนลดลง ขณะที่โรงเรียนและครูยังมีจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดความไม่คุ้มค่าและไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กในต่างจังหวัดที่มีนักเรียนน้อย แต่ยังต้องใช้ครูและทรัพยากรเท่าเดิม

ผู้เขียนอธิบายว่าประเทศไทยเคยเผชิญช่วงประชากรเกิดมาก (Baby Boomer) ทำให้ต้องเร่งผลิตครูและขยายโรงเรียนจำนวนมาก ทั้งภาครัฐและเอกชน แต่ปัจจุบันกลับเกิดภาวะนักเรียนลดลง โรงเรียนเอกชนและมหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มปิดตัวหรือปรับรูปแบบการเรียนการสอน

บทความเสนอแนวคิดให้ “ยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก” เพื่อสร้างประสิทธิภาพเชิงเศรษฐศาสตร์ (economy of scale) ลดความซ้ำซ้อนของทรัพยากร และเพิ่มคุณภาพการศึกษา รวมถึงใช้เทคโนโลยี เช่น การสอนทางไกล (ครูตู้) และปัญญาประดิษฐ์มาช่วยทดแทนครูในบางบทบาท

นอกจากนี้ยังเสนอว่าครูควรเปลี่ยนบทบาทจากผู้สอนเป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ และระบบการศึกษาควรปรับให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากร ลดจำนวนโรงเรียนและครูลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่กระทบการจ้างงาน พร้อมมุ่งพัฒนาคุณภาพและความทันสมัยของการศึกษาไทยในระยะยาว

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

แนวคิดหลักของบทความนี้คือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนโรงเรียนในชนบท
ข. ลดบทบาทเทคโนโลยีทางการศึกษา
ค. ยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ง. เพิ่มการผลิตครูในทุกสาขา

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเสนอการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร

 

ข้อ 2

สาเหตุสำคัญที่ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กมีปัญหา คือข้อใด
ก. ครูมีมากเกินความจำเป็นและนักเรียนมากขึ้น
ข. นักเรียนลดลงแต่โครงสร้างโรงเรียนยังเท่าเดิม
ค. งบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ง. เทคโนโลยีการศึกษาล้าสมัย

เฉลย: ข
เหตุผล: จำนวนเด็กลดลงแต่โรงเรียนและครูยังคงเดิมทำให้ไม่คุ้มค่า

 

ข้อ 3

“Baby Boomer” ในบทความหมายถึงอะไร
ก. เด็กรุ่นใหม่ที่เกิดน้อย
ข. ช่วงประชากรเกิดจำนวนมากในอดีต
ค. ครูรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล
ง. ผู้สูงอายุในปัจจุบัน

เฉลย: ข
เหตุผล: หมายถึงช่วงที่ประเทศไทยมีอัตราการเกิดสูงมาก

 

ข้อ 4

เหตุผลที่เสนอให้ยุบโรงเรียนขนาดเล็กคือข้อใด
ก. เพื่อเพิ่มจำนวนครู
ข. เพื่อเพิ่มการแข่งขันระหว่างโรงเรียน
ค. เพื่อประหยัดทรัพยากรและเพิ่มประสิทธิภาพ
ง. เพื่อให้เอกชนเข้ามาบริหารแทนรัฐ

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้น economy of scale และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

 

ข้อ 5

“ครูตู้” มีบทบาทสำคัญอย่างไร
ก. แทนที่ผู้บริหารโรงเรียน
ข. สอนแทนครูในห้องเรียนทั้งหมด
ค. เป็นสื่อการสอนทางไกลช่วยโรงเรียนขาดแคลนครู
ง. ใช้สอบวัดผลนักเรียนออนไลน์

เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นระบบสอนทางไกลช่วยเสริมการเรียนการสอน

 

ข้อ 6

ข้อใดเป็นผลกระทบของการผลิตครูจำนวนมากในอดีตตามบทความ
ก. คุณภาพการศึกษาเพิ่มขึ้น
ข. ครูขาดแคลนรุนแรง
ค. คุณภาพครูแตกต่างและไม่สม่ำเสมอ
ง. โรงเรียนเอกชนเพิ่มขึ้นมาก

เฉลย: ค
เหตุผล: เร่งผลิตครูทำให้คุณภาพหลากหลายไม่เท่ากัน

 

ข้อ 7

แนวคิด “economy of scale” ในบทความหมายถึงอะไร
ก. เพิ่มจำนวนโรงเรียน
ข. ลดค่าใช้จ่ายต่อหน่วยเมื่อรวมทรัพยากร
ค. เพิ่มจำนวนครูต่อห้องเรียน
ง. แยกโรงเรียนตามขนาดพื้นที่

เฉลย: ข
เหตุผล: การรวมโรงเรียนช่วยลดต้นทุนต่อหน่วย

 

ข้อ 8

บทบาทครูในอนาคตตามบทความควรเป็นอย่างไร
ก. ผู้บรรยายหลักในห้องเรียน
ข. ผู้ควบคุมวินัยนักเรียน
ค. ผู้สนับสนุนและอำนวยการเรียนรู้
ง. ผู้ผลิตสื่อการสอนเพียงอย่างเดียว

เฉลย: ค
เหตุผล: ครูเปลี่ยนจากผู้สอนเป็น facilitator

 

ข้อ 9

ข้อใดเป็นแนวโน้มประชากรไทยในอนาคต
ก. เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข. คงที่และไม่เปลี่ยนแปลง
ค. ลดลงต่อเนื่อง
ง. เพิ่มเฉพาะในเมืองใหญ่

เฉลย: ค
เหตุผล: อัตราเกิดลดลงทำให้ประชากรลด

 

ข้อ 10

ข้อใดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายของบทความ
ก. เพิ่มโรงเรียนเอกชนทุกจังหวัด
ข. ลดการใช้เทคโนโลยีการศึกษา
ค. ใช้ AI และสื่อออนไลน์ช่วยการเรียนการสอน
ง. เพิ่มจำนวนครูโดยไม่จำกัด

เฉลย: ค
เหตุผล: สนับสนุนเทคโนโลยี เช่น AI และออนไลน์เพื่อทดแทนครูบางส่วน

ความเห็นของผู้ชม