สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M308_สมาคมผู้บริหารการศึกษา จี้ทบทวน พ.ร.บ.การศึกษา

01 ก.ย.2565 - ที่บริเวณถนนทหาร อาคารรัฐสภา ฝั่งวัดแก้วฟ้าจุฬามณี สมาคมผู้บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน (แห่งประเทศไทย) ยื่นหนังสือถึงนายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ... และนายสุรวาท ทองบุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะที่ปรึกษา กมธ.การศึกษา สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ทบทวนการลงมติในร่าง พ.ร.บ. มาตรา 41 และ มาตรา 42 นอกจากนี้ยังมีตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆ มาสังเกตการณ์ อาทิ นายปรีดา บุญเพลิง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคครูไทยเพื่อประชาชน เป็นต้น

ทั้งนี้สมาคมได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า

          1. ให้ฝ่ายบริหารหยุดแทรกแซงกระบวนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติให้มีอิสระในการใช้ดุลยพินิจที่ชอบในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ

          2. ให้ กมธ.พิจารณาด้วยความรอบคอบ ไม่เร่งรีบจนเกินไป ให้รับฟังและนำข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสียในฐานะผู้ที่จะนำ พ.ร.บ.นี้สู่การปฏิบัติไปแก้ไขให้เป็นร่าง พ.ร.บ. ที่สมบูรณ์ที่สุด และที่ทุกคนยอมรับ

          3. ให้ทบทวนกฎหมายที่ลิดรอน สถานะ สิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานและไม่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดกระทรวงเดียวกัน

          4. ในการจัดโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการต้องไม่เป็นระบบ Single command เพื่อไม่ให้มีแรงกดทับ การมีอิสระทางความคิดของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และ

          5. ถ้าหาก กมธ.หรือสมาชิกรัฐสภา ยังมีแนวคิดที่จะคงร่างเดิมของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไว้ทั้งหมด โดยไม่รับฟังเหตุและผลของผู้มีส่วนได้เสีย องค์กรครูทั่วประเทศไม่อาจไว้วางใจ กมธ. และสมาชิกรัฐสภา ที่ไม่มีอิสระทางความคิด ก็ไม่สมควรที่จะรับผิดชอบพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ต่อไป

ในขณะที่นายปรีดา กล่าวว่า วันนี้มาด้วยหัวใจ จากอดีตจนถึงปัจจุบัน รัฐบาลไม่ต้องการให้เรามีสวัสดิการอะไรเลย ทำให้เราเดือดร้อน และในฐานะที่เคยเป็นครูมาก่อน ซึ่งวิธีที่จะสำเร็จคือเราต้องร่วมมือกันผลักดันให้ได้มากที่สุด วันหนึ่งเราอาจพบกันที่สนามศุภชลาศัยสัก 5 หมื่นคน ให้รัฐบาลได้รู้ว่าความเดือดร้อนของครูและการศึกษามีอะไรบ้าง เราต้องการพัฒนาคนเพื่อมาพัฒนาชาติ ในขณะเดียวกัน ถ้าเขาไม่พัฒนาคนเขาจะพัฒนาชาติได้อย่างไรฉะนั้นกระบวนการระหว่างสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา ต้องเป็นแนวทางเดียวกัน การแก้ปัญหาจึงจะสำเร็จ เราใช้เวลาปฏิรูปการศึกษามานาน และมาถึงวันนี้การศึกษาจะล้มเหลวไปเรื่อยๆ โดยวันนี้ในฐานะ ส.ส. มีเพียงหนึ่งเดียวในนามของพรรคครูไทยเพื่อประชาชน แต่เลือกตั้งครั้งหน้าของให้เข้ามากันเยอะๆ มาเป็นส.ส.ให้มากที่สุด มากำหนดชะตาของประเทศให้ได้ การเมืองเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาประเทศได้ ถ้าเราหนีการเมืองเมื่อไหร่เราจะแก้การเมืองไม่ได้เลย 

ด้านนายตวง กล่าวว่า รัฐมนตรี รองนายกฯ หรือนายมีชัย ฤชุพันธ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ไม่เคยติดต่อกัน สิ่งที่ทำทั้งหมดทำด้วยจิตวิญญาณ ครูหลายคนทราบว่าเราสู้ให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลมาก่อนปี 2542 ซึ่งทำไม่ได้ แต่ในวันนี้สามารถทำได้แล้วหากไม่เกิดการยุบสภาก่อน ส่วนในเรื่องของมาตรา 41 เราตระหนักดีว่าจะต้องเขียนกฎหมายเพื่อให้คนที่เป็นพลังสำคัญในการศึกษาของชาติได้อยู่ในกฎหมาย หากไม่ปรากฏในกฎหมายแม่ก็จะเกิดปัญหาในอนาคต น้อมรับที่ท่านหลายเสนอมานำไปทบทวนในรอบที่ 2 แต่จะได้คะแนนเท่าไรก็ต้องติดตามต่อไป 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่มีการยื่นหนังสือ สมาคมได้ทำกิจกรรมยืนไว้อาลัย 1 นาที และมีการวางพวงหรีดไว้ข้างป้ายอาคารรัฐสภา ที่มีการเขียนข้อความว่า “ขอไว้อาลัยแด่… ความกล้าหาญทางจริยธรรมของ กมธ.พิจารณาร่างพ.ร.บ.การศึกษา พ.ศ…”  โดยผู้ที่มาร่วมยื่นหนังสือมีประมาณกว่า 1,000 คน ทั้งหมดได้มีการสวมชุดดำ นอกจากนี้ยังมีการชูป้ายข้อความต่างๆ อาทิ เราไม่เอา พ.ร.บ.ที่ไม่รับฟังเสียงองค์กรครูและนักเรียน อย่างไรก็ตาม ได้มีตำรวจของทางสภาคอยดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับสมาคม 

ที่มา ; ไทยโพสต์ 1 กันยายน 2565 

สรุปสาระสำคัญ 

มื่อวันที่ 1 กันยายน 2565 สมาคมผู้บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานฯ พร้อมมวลชนกว่า 1,000 คน สวมชุดดำยื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ มาตรา 41 และ 42 โดยมีข้อเสนอหลัก 5 ประการ ได้แก่ 1. ให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีอิสระจากการแทรกแซงของฝ่ายบริหาร 2. ให้รับฟังผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบคอบ 3. ทบทวนกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิและสร้างความเหลื่อมล้ำในวิชาชีพ 4. คัดค้านโครงสร้างการบริหารแบบรวมอำนาจ (Single Command) ที่ปิดกั้นอิสระทางความคิด และ 5. หากไม่รับฟังเสียงสะท้อน องค์กรครูจะไม่ไว้วางใจ กมธ. ชุดนี้

ขณะที่นายตวง อันทะไชย ประธาน กมธ. ยืนยันความตั้งใจในการยกระดับสถานศึกษาเป็นนิติบุคคลและพร้อมนำข้อเสนอไปทบทวนในรอบที่ 2 ทั้งนี้กลุ่มผู้ชุมนุมได้แสดงสัญลักษณ์ไว้อาลัยแด่ความกล้าหาญทางจริยธรรมของ กมธ. เพื่อกดดันให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาที่ยึดโยงกับผู้ปฏิบัติงานจริงและปราศจากการครอบงำทางการเมือง 

ข้อสอบ 

ข้อที่ 1: จากแถลงการณ์ข้อที่ 4 เรื่องการคัดค้านระบบ Single Command ในโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา ท่านคิดว่าระบบดังกล่าวจะส่งผลกระทบในเชิง "การบริหารงานบุคคล" อย่างไรมากที่สุด?

ก. การประเมินวิทยฐานะจะมีความล่าช้าเนื่องจากต้องรอการอนุมัติจากส่วนกลางเพียงจุดเดียว

ข. ครูขาดแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้เนื่องจากต้องปฏิบัติตามคำสั่งแนวดิ่งที่ตายตัว

ค. งบประมาณรายหัวของนักเรียนจะถูกจัดสรรไม่ทั่วถึงเพราะการตัดสินใจอยู่ที่ผู้มีอำนาจคนเดียว

ง. การย้ายข้าราชการครูจะทำได้ยากขึ้นเพราะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบที่ซับซ้อน 

ข้อที่ 2: สมาคมฯ เรียกร้องให้ทบทวนมาตรา 41 และ 42 ในร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฯ โดยกังวลเรื่องการลิดรอนสิทธิประโยชน์ หากท่านต้องชี้แจงต่อผู้ใต้บังคับบัญชาถึงความสำคัญของการมี "กฎหมายแม่" ที่ชัดเจนตามทัศนะของนายตวง อันทะไชย ท่านจะให้เหตุผลในข้อใด?

ก. เพื่อให้สิทธิประโยชน์ของครูมีสถานะทางกฎหมายที่มั่นคง ไม่ถูกเปลี่ยนแปลงได้ง่ายโดยมติ ครม.

ข. เพื่อให้กระทรวงศึกษาธิการสามารถควบคุมมาตรฐานการสอนของครูทั่วประเทศให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ค. เพื่อลดบทบาทขององค์กรวิชาชีพครูในการแทรกแซงการทำงานของฝ่ายบริหาร

ง. เพื่อเร่งรัดกระบวนการปฏิรูปการศึกษาให้สำเร็จทันภายในกรอบเวลาของรัฐบาล 

ข้อที่ 3: สถานการณ์จำลอง: หากร่าง พ.ร.บ. นี้ประกาศใช้และกำหนดให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลโดยสมบูรณ์ ในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา ท่านควรเตรียมความพร้อมในด้านใดเป็น "ลำดับแรก" เพื่อให้สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล?

ก. การจัดซื้อจัดจ้างวัสดุครุภัณฑ์เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์โรงเรียนให้ทันสมัย

ข. การสร้างระบบควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงด้านการเงินและงบประมาณ

ค. การรับสมัครบุคลากรภายนอกเข้ามาช่วยงานธุรการเพื่อลดภาระงานครู

ง. การเร่งประชาสัมพันธ์ผลงานของโรงเรียนต่อชุมชนเพื่อดึงดูดงบประมาณบริจาค 

ข้อที่ 4: ข้อเรียกร้องให้หยุดแทรกแซงกระบวนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ (ข้อ 1) สะท้อนถึงปัญหาในเชิง "การบริหารจัดการภาครัฐ" ตามข้อใด?

ก. การขาดความเป็นกลางทางการเมือง (Political Neutrality) ของข้าราชการครู

ข. การก้าวล่วงหลักการดุลและคานอำนาจ (Checks and Balances) ระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ

ค. ความล้มเหลวในการจัดทำประชาพิจารณ์ (Public Hearing) ก่อนการร่างกฎหมาย

ง. การกระจายอำนาจ (Decentralization) ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงในระดับปฏิบัติการ 

ข้อที่ 5: หากท่านเป็นผู้บริหารสถานศึกษาในวันที่ครูในสังกัดส่วนใหญ่ต้องการใส่ชุดดำเพื่อแสดงพลังเชิงสัญลักษณ์ตามสมาคมฯ ท่านควรตัดสินใจดำเนินการอย่างไรเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่าง "สิทธิเสรีภาพ" และ "ระเบียบวินัย"?

ก. ออกคำสั่งห้ามเด็ดขาดเพื่อป้องกันภาพลักษณ์ที่ขัดต่อความเป็นกลางของทางราชการ

ข. อนุญาตให้ดำเนินการได้ภายใต้ขอบเขตที่ไม่กระทบต่อการเรียนการสอนและหน้าที่หลัก

ค. รายงานรายชื่อครูที่เข้าร่วมต่อต้นสังกัดเพื่อแสดงความรับผิดชอบในฐานะผู้บังคับบัญชา

ง. เข้าร่วมกิจกรรมสวมชุดดำกับครูเพื่อสร้างขวัญกำลังใจโดยไม่สนใจคำสั่งจากส่วนกลาง 

ข้อที่ 6: สถานการณ์การบริหารความขัดแย้งในองค์กร หากท่านเป็นผู้บริหารสถานศึกษา และครูในโรงเรียนมีความคิดเห็นแบ่งออกเป็นสองฝ่ายต่อร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนการเป็นนิติบุคคลเพื่ออิสระในการบริหาร อีกฝ่ายกังวลเรื่องความมั่นคงของสิทธิประโยชน์ ท่านควรใช้ "กระบวนการบริหาร" ใดเพื่อรักษาความเข้มแข็งขององค์กร?

ก. ออกคำสั่งให้ครูทุกคนปฏิบัติตามแนวทางของกระทรวงเพื่อความเป็นเอกภาพ

ข. จัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนข้อมูล (Public Forum) ภายในโรงเรียน เพื่อให้ครูทุกฝ่ายเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและร่วมกันวางแนวทางรับมือ

ค. สนับสนุนฝ่ายที่เห็นพ้องกับรัฐบาลเพื่อโอกาสในการขอรับงบประมาณสนับสนุนที่มากกว่า

ง. ปล่อยให้ครูพูดคุยกันเองอย่างอิสระโดยไม่เข้าไปแทรกแซงเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับผู้ใต้บังคับบัญชา 

ข้อที่ 7: สถานการณ์การตัดสินใจเชิงโครงสร้าง (Single Command) หากโครงสร้างใหม่ของกระทรวงถูกปรับเป็นระบบ Single Command อย่างเต็มรูปแบบ และท่านได้รับคำสั่งให้นำงบประมาณพัฒนาคุณภาพผู้เรียนไปใช้ในกิจกรรมที่ส่วนกลางกำหนดมาให้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับปัญหาจริงในพื้นที่ ท่านจะตัดสินใจอย่างไร?

ก. ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อระบบราชการ

ข. ทำบันทึกข้อความรายงานเหตุผลความจำเป็นและข้อจำกัดในพื้นที่ พร้อมเสนอขอปรับเปลี่ยนกิจกรรมให้สอดคล้องกับบริบทผู้เรียน

ค. เพิกเฉยต่อคำสั่งและใช้งบประมาณตามเดิม โดยเตรียมเหตุผลชี้แจงภายหลังหากถูกตรวจสอบ

ง. แจ้งให้ผู้ปกครองและชุมชนประท้วงการจัดงบประมาณดังกล่าวเพื่อให้ส่วนกลางยอมถอย 

ข้อที่ 8: สถานการณ์การคุ้มครองวิชาชีพ (มาตรา 41) ในฐานะผู้บริหาร หากมีข่าวลือว่าร่างกฎหมายใหม่จะลดสถานะสวัสดิการครูลง ส่งผลให้ครูในโรงเรียนขาดขวัญกำลังใจและเริ่มละทิ้งห้องเรียนเพื่อไปร่วมชุมชนคัดค้าน ท่านควรใช้วิธีการใดในการบริหารงานบุคคล?

ก. ใช้มาตรการลงโทษทางวินัยกับครูที่ขาดสอนเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง

ข. ลงพื้นที่พูดคุยสร้างความมั่นใจ และจัดระบบ "ครูสอนแทน" หรือการเรียนรู้แบบผสมผสานเพื่อให้การเรียนของเด็กไม่สะดุด

ค. ปิดโรงเรียนชั่วคราวและพานักเรียนไปร่วมสังเกตการณ์การยื่นหนังสือคัดค้าน

ง. ทำเรื่องขอย้ายครูที่มีแนวคิดคัดค้านออกจากพื้นที่เพื่อลดแรงเสียดทาน 

ข้อที่ 9: สถานการณ์การบริหารแบบนิติบุคคล (Decentralization) หากกฎหมายกำหนดให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลและสามารถระดมทรัพยากรได้เองอย่างอิสระ แต่โรงเรียนของท่านอยู่ในพื้นที่ยากจนและขาดศักยภาพในการระดมทุน ท่านจะวางแผนเชิงกลยุทธ์อย่างไรเพื่อไม่ให้เกิด "ความเหลื่อมล้ำ" ตามข้อห่วงใยของสมาคมผู้บริหาร?

ก. เก็บค่าบำรุงการศึกษาจากนักเรียนเพิ่มขึ้นเพื่อนำมาพัฒนาโรงเรียน

ข. สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมือง (Sister School) เพื่อแบ่งปันทรัพยากรและองค์ความรู้

ค. ร้องขอต่อกรรมาธิการให้ยกเลิกความเป็นนิติบุคคลของโรงเรียนตนเองเพียงแห่งเดียว

ง. ลดจำนวนวิชาเรียนลงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายด้านสื่อการสอน 

ข้อที่ 10: สถานการณ์ด้านธรรมาภิบาลและการแทรกแซง (Integrity) มีตัวแทนจากพรรคการเมืองติดต่อขอเข้ามาจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่อง พ.ร.บ. การศึกษา ภายในโรงเรียนของท่าน โดยแฝงการหาเสียงเลือกตั้ง ในฐานะผู้บริหารที่ต้องรักษา "ความเป็นกลางทางการเมือง" ท่านควรตัดสินใจอย่างไร?

ก. อนุญาตให้เข้ามาได้หากพรรคนั้นสัญญาว่าจะช่วยหางบประมาณมาให้โรงเรียน

ข. ปฏิเสธอย่างสุภาพ โดยชี้แจ้งว่าสถานศึกษาต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากการหาเสียง แต่พร้อมเปิดรับข้อมูลทางวิชาการจากทุกฝ่ายผ่านช่องทางที่เป็นทางการ

ค. ให้ครูฝ่ายปกครองพานักเรียนไปรับฟังเพื่อเป็นการเรียนรู้วิชาหน้าที่พลเมือง

ง. อนุญาตเฉพาะพรรคที่เป็นฝ่ายรัฐบาลเท่านั้นเพื่อความปลอดภัยของตำแหน่งผู้บริหาร

คลิกเฉลย >>>

 

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น