
กระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่ง ที่ี สพฐ.11/2564 ลงวันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2564 เรื่อง การบูรณาการด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ในคำสั่งดังกล่าวกระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้บุคลากรในกระทรวงฯ จำนวน 77 คน เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการบูรณาการด้านการศึกษาในจังหวัดต่างๆ (76 จังหวัด 1 กรุงเทพมหานคร) โดยมีศึกษาธิการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการร่วม โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือ เพื่อให้การจัดการศึกษาในระดับจังหวัดเป็นไปตามนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
คำสั่งดังกล่าวทำให้ผมหวนคิดไปถึงนโยบายรัฐบาลเมื่อปี พ.ศ.2546 รัฐบาลในขณะนั้นได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2546 (มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2546 เป็นต้นไป) ในมติครม.ดังกล่าวกำหนดให้นำรูปแบบ "การบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (Chief Executive Officer : CEO)" มาใช้ในการบริหารงานจังหวัดทุกจังหวัด โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ การกระจายอำนาจให้แต่ละจังหวัดมีการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ ให้จังหวัดมีสถานะเสมือนหน่วยธุรกิจเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Business Unit : SBU) ที่สามารถวินิจฉัยข้อมูล ปัญหา อุปสรรค กำหนดแนวทางการดำเนินงานและแก้ไขปัญหาภายในจังหวัดได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยการปรับเปลี่ยนบทบาทและอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดให้เป็นผู้บริหารระดับสูงสุดของจังหวัด ที่เรียกว่า Chief Executive Officer หรือ "ผู้ว่า CEO"
นโยบายการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการดังกล่าว มีที่มา เนื่องจากรัฐบาลในขณะนั้นต้องการให้ "จังหวัด" ซึ่งเป็นหน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาคทำงานใกล้ชิดกับประชาชน มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บริหารสูงสุด สามารถบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาต่างๆให้แล้วเสร็จเด็ดขาดได้ภายในจังหวัดนั้นๆ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นเสมือน "ผู้ช่วยนายกรัฐมนตรี" ในการควบคุม กำกับ ดูแลและบริหารราชการให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในฐานะบทบาท "ประธานคณะผู้บริหารสูงสุดของจังหวัด (CEO)"
การที่รัฐบาลในเวลานั้นนำระบบ "การบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ" มาใช้ ผมคิดว่ามีเหตุผลสำคัญ 2 ประการที่ทำให้ "การบริหารราชการจังหวัด" ในเวลานั้นไม่สามารถตอบโจทย์ความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาต่างๆ และตอบสนองความต้องการของประชาชนภายในจังหวัดนั้นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพตามนโยบายของรัฐบาล คือ
1. "จังหวัด" ขาดเอกภาพในการบริหารงานบุคคล แม้ว่าตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 54 จะบัญญัติว่า "ในจังหวัดหนึ่งให้มีผู้ว่าราชการจังหวัดคนหนึ่ง เป็นผู้รับนโยบายและคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติการให้เหมาะสมกับท้องที่และประชาชน และเป็นหัวหน้าบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการฝ่ายบริหารซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในราชการส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัด.." แต่ในทางปฏิบัติผู้ว่าราชการจังหวัดก็หาได้มีอำนาจบังคับบัญชาหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดนั้นๆอย่างแท้จริงแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะ
1.1 ในแต่ละจังหวัดจะมี "หัวหน้าส่วนราชการจังหวัด" ซึ่งเป็นตัวแทนของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆในราชการบริหารส่วนกลาง ส่งไปปฏิบัติงานประจำในจังหวัดนั้นๆมากกว่า 100 หน่วยงาน แต่มีหน่วยงานที่เป็น "หน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาค" อยู่เพียงประมาณ 30 หน่วยงานเท่านั้น นอกนั้นเป็น "หน่วยราชการส่วนกลาง" ซึ่งขึ้นการบังคับบัญชาโดยตรงต่อปลัดกระทรวงและอธิบดีในส่วนกลางทั้งสิ้น แล้วอย่างนี้จะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบังคับบัญชาหัวหน้าส่วนราชการเหล่านั้นได้อย่างไร เพราะหัวหน้าส่วนราชการส่วนกลางเหล่านั้น ก็คงจะต้องรับฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชาโดยตรงเป็นหลัก การบริหารราชการในจังหวัดต่างๆจึงขาดเอกภาพและขาดการประสานร่วมมือกันทำงาน แต่ละหน่วยงานก็ทำไปตามคำสั่งหรือนโยบายของผู้บังคับบัญชาของตน
1.2 แม้แต่ "หัวหน้าหน่วยราชการส่วนภูมิภาค" ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้ขึ้นการบังคับบัญชาโดยตรงกับผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ในทางปฏิบัติผู้ว่าราชการจังหวัดก็หาได้มีอำนาจในการบริหารงานบุคคลอย่างแท้จริงแต่อย่างใด เพราะผู้ว่าราชการจังหวัดไม่สามารถแต่งตั้ง/ย้าย หรือให้บำเหน็จความดีความชอบแก่หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดได้แต่อย่างใดเลย เนื่องจากอำนาจดังกล่าวเป็นของปลัดกระทรวงหรืออธิบดีต้นสังกัด
2. "จังหวัด" ไม่มีเงินงบประมาณในการบริหารงานจังหวัด ในตอนนั้นแม้ว่าพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินจะกำหนดให้ "จังหวัด" มีฐานะเป็น "นิติบุคคล" แต่ "จังหวัด" ก็ยังมิได้เป็นหน่วยงานตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 แต่อย่างใด แปลว่าในตอนนั้น "จังหวัด" ยังไม่สามารถเสนอขอรับการสนับสนุนเงินงบประมาณประจำปีจากรัฐบาลได้โดยตรง ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มีเงินงบประมาณเพื่อการบริหารงานและแก้ไขปัญหาภายในจังหวัดแต่อย่างใดเลย ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาเร่งด่วนขึ้นในจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ทำได้เพียงการรายงานปัญหานั้นๆมายังรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ประสานงานหรือแจ้งให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องลงไปแก้ไข นอกจากนี้ ยังทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่สามารถวางแผนพัฒนาจังหวัดตามนโยบายของรัฐบาล หรือตามความต้องการของประชาชนในจังหวัดนั้นๆได้เลย เพราะ "จังหวัด" ไม่สามารถเสนอขอรับการสนับสนุนเงินงบประมาณประจำปีจากสำนักงบประมาณได้แต่อย่างใดในเวลานั้น
นี่คือเหตุผลสำคัญ 2 ประการที่รัฐบาลในเวลานั้นออกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2546 ให้นำรูปแบบ "การบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ" มาใช้เพื่อให้แต่ละจังหวัดสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การนำระบบ "การบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ หรือ Chief Executive Officer (CEO)" มาใช้เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2546 รัฐบาลมีเป้าหมายสำคัญคือ เพื่อให้การบริหารงานในจังหวัดมีการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยราชการต่างๆมากยิ่งขึ้น โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บริหารสูงสุด สามารถบังคับบัญชาสั่งการหน่วยงานต่างๆในจังหวัด ให้ดำเนินการให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้การบริหารราชการในระดับจังหวัดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นโยบายดังกล่าวถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในเวลานั้น ในการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายดังกล่าว รัฐบาลในเวลานั้นได้ให้ความสำคัญกับการมอบอำนาจการบริหารงานในจังหวัดให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีเอกภาพในการบริหารจัดการมากขึ้น สิ่งที่รัฐบาลในตอนนั้นดำเนินการเพื่อให้เกิดการบูรณาการทำงานในระดับจังหวัด คือ
1.รัฐบาลได้ออกระเบียบมาบังคับใช้ 2 ฉบับคือ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ.2546 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ.2546 กำหนดให้ผู้มีอำนาจซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป ซึ่งมีหน่วยงานไปตั้งอยู่ในจังหวัดต่างๆ มอบอำนาจการบริหารงานในระดับจังหวัด ทั้งการบริหารงานบุคคล การบริหารงบประมาณและการบริหารงานทั่วไปให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถบริหารจัดการงานในแต่ละจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถแก้ไขปัญหาภายในจังหวัดได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดมากขึ้น
2.รัฐบาลได้ทดลองจัดสรรเงินงบประมาณ(งบกลาง) ประจำปี พ.ศ.2546 ไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดใช้ในการบริหารงานจังหวัด โดยแยกจัดสรรเป็น 2 ส่วน คือ
2.1 งบประมาณเพื่อการบริหารและแก้ไขปัญหาเร่งด่วนภายในจังหวัด รัฐบาลได้จัดสรรให้จังหวัดละ 10 ล้านบาท (นับเป็นครั้งแรกที่มีการจัดสรรเงินงบประมาณในลักษณะนี้) ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดมีความคล่องตัวในการบริหารงานและการแก้ไขปัญหาต่างๆภายในจังหวัดมากขึ้น
2.2 งบประมาณเพื่อการพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการ รัฐบาลในขณะนั้นได้จัดสรรให้จังหวัดละประมาณ 300-500 ล้านบาท เพื่อให้ทุกจังหวัดมีเงินงบประมาณไปใช้ในการพัฒนาจังหวัด ตาม "แผนพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการ" และตามความต้องการของประชาชนในจังหวัดนั้นๆ (นอกเหนือจากเงินงบประมาณประจำปีที่ส่วนราชการระดับกรมในส่วนกลาง ได้รับการจัดสรรลงไปพัฒนาจังหวัดในแต่ละปีงบประมาณ)
การที่รัฐบาลในขณะนั้นใช้วิธีการมอบอำนาจการบริหาร (ทั้งการบริหารงานบุคคล บริหารงบประมาณและการบริหารทั่วไป) รวมทั้งการจัดสรรเงินงบประมาณ(งบกลาง)ไปให้้ทุกจังหวัด สำหรับใช้ในการบริหารงานเพื่อการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาจังหวัด เพื่อให้การบริหารงานระดับจังหวัดมีการบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยราชการในจังหวัดมากขึ้นดังกล่าว แม้ว่าจะทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีเอกภาพในการบริหารงานจังหวัดเพิ่มขึ้น และทำให้้หัวหน้าหน่วยราชการบริหารส่วนกลางที่ีไปตั้งสำนักงานประจำอยู่ในเขตจังหวัดนั้นๆ ให้ความสำคัญกับการบูรณาการทำงานร่วมกันมากขึ้นก็ตาม แต่การมอบอำนาจดังกล่าวก็หาได้ทำให้อำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด ในการบังคับบัญชาหัวหน้าส่วนราชการต่างๆเกิดขึ้นอย่างแท้จริงแต่อย่างใด ในความเห็นของผมแล้วถ้าจะให้เกิดเอกภาพในการบริหารงานจังหวัดอย่างแท้จริง รัฐบาลควรจะต้องแก้ไขกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ คือ
1.พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 54 ควรจะต้องแก้ไขด้วยการบัญญัติให้ "หน่วยราชการฝ่ายบริหาร" ทุกส่วนราชการที่ไปตั้งอยู่ในจังหวัดเป็น "หน่วยราชการส่วนภูมิภาค" ขึ้นการบังคับบัญชาโดยตรงต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เช่นนี้จะทำให้เกิดการกระจายอำนาจในระดับจังหวัดอย่างแท้จริง
2.พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 ควรจะต้องแก้ไขมาตรา 4 วรรค 6 โดยการเพิ่มข้อความในวรรคนี้ด้วยการกำหนดให้ "จังหวัด" เป็น "ส่วนราชการ" ตามกฎหมายดังกล่าวด้วย ซึ่งจะทำให้ "จังหวัด" สามารถเสนอขอรับการสนับสนุนเงินงบประมาณประจำปีจากสำนักงบประมาณได้โดยตรงทุกปี โดยไม่ต้องรอให้รัฐบาลจัดสรรเงินงบประมาณ(งบกลาง)ให้เป็นปีๆ เช่นที่ีรัฐบาลในขณะนั้นดำเนินการ
การที่รัฐบาลในขณะนั้นไม่ได้ใช้วิธีการแก้ไขกฎหมายทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว ทำให้้นโยบาย "การบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ หรือ Chief Executive Officer (CEO)" ใช้อยู่ได้เพียง 4 ปีเท่านั้น คือ ระหว่างปี พ.ศ.2546-2549 เพราะหลังจากที่รัฐบาลในขณะนั้นถูกยึดอำนาจโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 นโยบายดังกล่าวก็ถูกยกเลิกไป
ต่อมาปี พ.ศ.2550 ได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ฉบับที่ 7 พ.ศ.2550 แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่น พ.ศ.2534 มาตรา 52 วรรค 3 โดยเพิ่มข้อความว่า "เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการในจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด ให้จังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดยื่นคำขอจัดตั้งงบประมาณได้...ในกรณีนี้ให้ถือว่าจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดเป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ" เมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวได้รับการแก้ไขและมีผลใช้บังคับแล้ว จึงทำให้ทุกจังหวัดสามารถยื่นคำขอจัดตั้งงบประมาณจากสำนักงบประมาณได้โดยตรง ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2552 เป็นต้นมา ต่อมาภายหลังจึงได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 กำหนดให้ "จังหวัดและกลุ่มจังหวัด" เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่ีได้มีการแก้ไขไปก่อนหน้านี้แล้ว อย่างไรก็ตามรัฐบาลที่ผ่านมาทุกรัฐบาลก็ยังให้ความสำคัญกับการจัดสรรเงินงบประมาณไปให้ทุกจังหวัดน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี กล่าวคือ ประมาณร้อยละ 10 ของเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีเท่านั้น แสดงว่ารัฐบาลที่ผ่านๆมายังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารงานในระดับจังหวัดมากนัก
การตรากฎหมายกำหนดให้จังหวัดทุกจังหวัด เป็นหน่วยงานที่สามารถเสนอขอรับการสนับสนุนเงินงบประมาณประจำปี เพื่อประโยชน์ใน "การบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ" ได้ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2552 เป็นต้นมา ก็ทำให้คำว่า "บูรณาการ" ได้รับการกล่าวถึงเรื่อยมา แม้ว่าจะไม่มีการนำระบบ "ผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการ หรือ Chief Executive Officer (CEO)" กลับมาใช้ใหม่อีกครั้งก็ตาม
สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
24 มกราคม 2564
บทความนี้วิเคราะห์พัฒนาการนโยบายการบริหารราชการจังหวัดแบบบูรณาการของประเทศไทย โดยเชื่อมโยงกับแนวคิดผู้ว่าราชการจังหวัดแบบ CEO ที่เริ่มใช้ในปี 2546 ภายใต้นโยบายรัฐบาลที่มุ่งกระจายอำนาจและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารในระดับพื้นที่ โดยกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บริหารสูงสุด ทำหน้าที่บูรณาการการทำงานของหน่วยงานรัฐในจังหวัด เพื่อให้การแก้ปัญหาและพัฒนาเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีเอกภาพ และตอบสนองประชาชนได้ดีขึ้น รัฐบาลจึงมอบอำนาจด้านบุคลากร งบประมาณ และการบริหารทั่วไป พร้อมจัดสรรงบกลางให้จังหวัดใช้พัฒนาพื้นที่และแก้ปัญหาเร่งด่วน
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานยังมีข้อจำกัดสำคัญ คือการขาดเอกภาพด้านการบริหารบุคลากร เนื่องจากหน่วยงานส่วนกลางยังขึ้นตรงต่อกระทรวง ทำให้ผู้ว่าฯ ไม่มีอำนาจสั่งการ โยกย้าย หรือให้คุณให้โทษได้อย่างแท้จริง อีกทั้งจังหวัดยังไม่มีอำนาจงบประมาณโดยตรงตามกฎหมายเดิม ส่งผลให้ต้องพึ่งพาส่วนกลางและขาดความคล่องตัว ต่อมามีการแก้ไขกฎหมายในปี 2550 และ 2552 เพื่อให้จังหวัดเสนอของบได้โดยตรง แต่ยังมีข้อจำกัดด้านสัดส่วนงบประมาณ บทสรุปจึงชี้ว่าการบูรณาการที่แท้จริงต้องอาศัยการปฏิรูปกฎหมาย อำนาจ และงบประมาณอย่างเป็นระบบ
เป้าหมายสำคัญที่สุดของนโยบาย CEO จังหวัด คือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนข้าราชการในจังหวัด
ข. ลดบทบาทกระทรวงส่วนกลางทั้งหมด
ค. เพิ่มเอกภาพและประสิทธิภาพการบริหารจังหวัด
ง. เพิ่มรายได้ภาษีของจังหวัด
เฉลย: ค
เหตุผล: แนวคิด CEO มุ่งให้จังหวัดบริหารแบบบูรณาการ เพิ่มเอกภาพและความรวดเร็วในการแก้ปัญหา ไม่ใช่เพิ่มคนหรือรายได้
ปัญหาสำคัญด้าน “เอกภาพการบริหารบุคลากร” เกิดจากสาเหตุใด
ก. จังหวัดไม่มีข้าราชการเพียงพอ
ข. หน่วยงานส่วนกลางไม่ขึ้นกับผู้ว่าราชการจังหวัด
ค. ผู้ว่าฯ ไม่ต้องการบริหารบุคลากร
ง. ประชาชนไม่ร่วมมือ
เฉลย: ข
เหตุผล: หน่วยงานส่วนกลางขึ้นตรงต่อกระทรวง ทำให้ผู้ว่าฯ ควบคุมบุคลากรไม่ได้จริง
เหตุผลที่จังหวัดขาดความคล่องตัวด้านงบประมาณคือข้อใด
ก. ไม่มีโครงการพัฒนา
ข. ไม่มีหน่วยงานตรวจสอบ
ค. ไม่สามารถเสนอของบโดยตรงตามกฎหมายเดิม
ง. ไม่มีผู้ว่าราชการจังหวัด
เฉลย: ค
เหตุผล: เดิมจังหวัดไม่อยู่ในระบบงบประมาณโดยตรง ต้องพึ่งส่วนกลาง
งบกลางที่รัฐบาลจัดสรรให้จังหวัดมีวัตถุประสงค์หลักคืออะไร
ก. เพิ่มเงินเดือนข้าราชการ
ข. สนับสนุนการแก้ปัญหาเร่งด่วนและพัฒนา
ค. ใช้ซื้อที่ดินรัฐ
ง. ใช้เฉพาะด้านการศึกษา
เฉลย: ข
เหตุผล: งบกลางถูกใช้เพื่อความคล่องตัวในการแก้ปัญหาและพัฒนา
การแก้ไขกฎหมายปี 2550–2552 มีผลสำคัญอย่างไร
ก. ยกเลิกจังหวัดทั้งหมด
ข. เพิ่มอำนาจกองทัพในจังหวัด
ค. ให้จังหวัดเสนอของบประมาณได้โดยตรง
ง. ยกเลิกระบบ CEO
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นการเพิ่มบทบาทจังหวัดในระบบงบประมาณโดยตรง
ข้อใดสะท้อน “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ของระบบจังหวัดมากที่สุด
ก. ขาดเทคโนโลยี
ข. ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน
ค. แยกสายบังคับบัญชาระหว่างส่วนกลางและพื้นที่
ง. ขาดข้อมูลสถิติ
เฉลย: ค
เหตุผล: โครงสร้างราชการแยกส่วนทำให้การบูรณาการไม่เกิดจริง
บทบาทผู้ว่าราชการจังหวัดในระบบ CEO คือข้อใด
ก. ผู้ประสานงานเชิงพิธีการ
ข. ผู้บริหารสูงสุดของจังหวัด
ค. ผู้ตรวจราชการ
ง. ผู้กำกับงบประมาณส่วนกลาง
เฉลย: ข
เหตุผล: แนวคิด CEO ให้ผู้ว่าฯ เป็นผู้บริหารสูงสุดของจังหวัด
ข้อใดเป็นผลกระทบจากการไม่มีอำนาจงบประมาณโดยตรง
ก. จังหวัดมีงบเหลือใช้
ข. การพัฒนาช้าลงและต้องรอส่วนกลาง
ค. ลดภาระงานผู้ว่าฯ
ง. เพิ่มความเป็นอิสระทันที
เฉลย: ข
เหตุผล: ต้องรอการจัดสรรจากส่วนกลาง ทำให้ล่าช้า
แนวทางแก้ปัญหาเชิงลึกตามบทความควรทำอย่างไร
ก. เพิ่มจำนวนจังหวัด
ข. ลดจำนวนข้าราชการ
ค. ปฏิรูปกฎหมาย อำนาจ และงบประมาณ
ง. ยกเลิกการกระจายอำนาจ
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องแก้โครงสร้างหลักทั้งกฎหมาย อำนาจ และงบ
สรุปสำคัญที่สุดของบทความคือข้อใด
ก. ระบบ CEO ประสบความสำเร็จสมบูรณ์แล้ว
ข. การบูรณาการจังหวัดยังไม่สมบูรณ์เพราะข้อจำกัดโครงสร้าง
ค. จังหวัดไม่มีความสำคัญ
ง. งบประมาณไม่เกี่ยวข้องกับการบริหาร
เฉลย: ข
เหตุผล: ปัญหาหลักคือโครงสร้างอำนาจและงบประมาณยังไม่เอื้อต่อการบูรณาการจริง