สมาชิกเข้าสู่ระบบ

“การพัฒนาทุนมนุษย์” ถึงเวลาที่ระบบการศึกษาต้องคิดใหม่ทำใหม่

 เมื่อพูดถึง “ทุนมนุษย์” ของสังคมไทย จะเห็นว่าพื้นฐานการพัฒนาการศึกษา-การพัฒนาคนและทรัพยากรมนุษย์ที่ผ่านมา ผูกขาดอยู่กับรัฐฯราชการที่มีทั้งหน่วยงาน ทบวง กระทรวง กรม กำกับดูแล โดยใช้อำนาจ-ระบบระเบียบราชการ กดกำกับให้ขึ้นต่อกับอำนาจรัฐฯราชการมากกว่าจะมุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์-ศักยภาพคนให้ตอบโจทย์ความเติบโตก้าวหน้าของประเทศ ไม่ว่าในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง จนถึงการปรับตัวสร้าง-พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไป 

ผลที่เกิดขึ้นกับสังคมบ้านเมือง คือ สถาบันการศึกษาไม่ว่าในระบบหรือนอกระบบ ล้วนขาดศักยภาพ-คุณภาพ ในการสร้างคน-พัฒนาการศึกษาที่สามารถตอบโจทย์ความก้าวหน้า-ความเปลี่ยนแปลงยุคใหม่! 

การศึกษาและการพัฒนาคน-การพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) ที่เป็นอยู่ มีสภาวะแข็งกระด้าง ปรับตัวยาก เกาะอยู่กับตัวชี้วัดคร่ำครึ KPI ที่หมดอายุ-ไร้สมรรถภาพอย่างรุนแรง! วิชาการที่เคลื่อนไหวใช้สอนเรียนกันอยู่ เป็นวิชาการดิบๆ แห้งๆ กระด้าง-ค้างเก่าไร้ชีวิตชีวา ไม่มีมิติที่จะเชื่อมต่อกับโลกใบใหม่ได้! 

การศึกษาส่วนใหญ่ ยังเป็นความเคลื่อนไหวจัดการกลุ่มความรู้ ที่ครูและสถาบันส่วนใหญ่ยังเป็นแกนที่จะ top down ยัดใส่ผู้เรียน สร้างความเข้าใจแบบดาษๆ ให้กับเด็ก คู่ไปกับการวัด IQ และ EQ ตามแนวการท่องบ่น-การแสดงความเก่งบนแผ่นกระดาษ มากกว่าที่จะช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ภาคปฏิบัติจริง 

การพัฒนาคนและการศึกษาที่เคลื่อนไหวอยู่ มีสภาพอ่อนล้า ปรับตัวยาก ส่งคนไปไม่ถึงการผลิตสร้างงาน-สร้างเศรษฐกิจ-การค้า-นวัตกรรม-หรือมิติความก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศ ไม่ให้ความสำคัญกับทักษะและความคิดในด้านการปรับตัวหรือ AQ (Adaptive Quotient) ซึ่งความสามารถในการปรับตัววันนี้เป็นเรื่องสำคัญ! เป็นพื้นฐานชีวิตและการจัดการสู่ความก้าวหน้าในโลกใบใหม่ ที่ปัจจุบันเคลื่อนอยู่ในโลกแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นระลอกขนาดเล็ก-ขนาดกลาง ซึ่งเกิดขึ้นถี่และสร้างการเปลี่ยนแปลงเร็ว! ต้องการศักยภาพและทักษะที่ชาญฉลาดรอบรู้ในการปรับตัวให้ได้รวดเร็ว! 

กระแสการศึกษาแบบเก่าที่สืบทอดกันมา เป็นกระบวนการที่ลอกเลียน-ถูกยัดเยียดจากโลกตะวันตก-ที่เราไม่เป็นตัวของตัวเอง เป็นความเคลื่อนไหวในโลกแวดล้อมศตวรรษที่ 19-20 เป็นโลกที่มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงช้าๆ เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบกระแสคลื่นขนาดใหญ่ ที่ใช้เวลานับสิบๆ ปีในการเปลี่ยนไปในแต่ละคลื่น ซึ่งวันนี้จะไม่ใช่สภาวะแวดล้อมการเปลี่ยนแปลงที่เป็นแบบโลกใบเก่าอีกต่อไป ศักยภาพการปรับตัวของผู้คนในคลื่นความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงที่เกิดแบบระลอกเล็กๆ บ่อยๆ ที่สับสน-รวดเร็ว จึงเป็นสภาวะที่ต้องให้ความสำคัญที่จะพัฒนาให้กับผู้คน 

น่าเสียดายที่ในโลกใบใหม่ของปัจจุบันวันนี้ การศึกษาไทยยังเคว้งโดดเดี่ยวอยู่ในระบบที่เวียนว่ายอยู่ในแอ่งกระทะเล็กๆ ใบเดิม-ถูกกดทับด้วยระบบระเบียบราชการ-ที่สร้างทับถมกันมาตั้งแต่ศตวรรษก่อนจนอึดอัดไปไม่เป็น! ทำให้การคิดริเริ่มสร้างสรรค์ถูกจำกัดอยู่ในซอกหลืบแคบๆ เล็กๆ ที่ลำบากยากเข็ญยิ่ง การบริหารจัดการศึกษาเต็มไปด้วยความอึดอัดขัดแย้ง-ที่ยังคงตัดขาดจากโลกแวดล้อมจริง ยังอยู่กันแบบเดิมๆ ที่เคยชิน! 

ความเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ยังไม่เปิดรับโลกใบใหม่แบบเปิดกว้าง! ยังอิงแน่นกับระบบระเบียบอยู่! จนลืมไปว่าการเข้าถึงความรู้ในโลกใบใหม่นี้ สามารถเข้าถึงได้อย่างไร้ขีดจำกัด ก้าวข้ามพรมแดนรัฐฯชาติ กาลเวลา เชื้อชาติ ศาสนา เพศสภาพ และสถานะทางสังคม ฯลฯ ไปแล้ว เป็นความรู้และการจัดการความรู้ที่ล่องลอยอยู่บนฟ้ากว้างของการสื่อสาร-เป็นข้อมูลที่อยู่ในระบบมวลเมฆ ที่ทั้งโลกเข้าถึงเรียนรู้ได้ตลอดเวลา สามารถนำมาสานสร้างเปล่งประกายทางเศรษฐกิจ-ความก้าวหน้าอย่างเปิดกว้าง ไม่ถูกผูกขาดไว้กับครูหรือสถาบันการศึกษาอีกต่อไป นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่ระบบการศึกษาต้องตระหนัก 

แต่ในความเคยชินและในความเคลื่อนไหวใต้กำกับขับเคลื่อนของระบบอำนาจ ผลประโยชน์ และการเอาตัวรอด! ก็จะพบว่าทั้งสถาบัน-บุคลากรในการศึกษาปัจจุบันกว่าร้อยละ 20% ยังเคยชินปิดตัวอยู่กับระบบเก่าๆ-ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง-ไม่อยากรับรู้การเปลี่ยนแปลง อยู่แบบซื้อเวลาเอาตัวรอดไปวันๆ อีกกว่าร้อยละ 80% อยู่ในกลุ่มเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลง (wait & see) เฝ้าดูไม่ให้เสียอาการวิ่งวนอยู่ในระบบที่อิงตัวเองไว้แน่น! จะมีก็เพียงไม่ถึง 10% ที่พยายามขับเคลื่อนสร้างความเปลี่ยนแปลงความก้าวหน้า ดิ้นปรับตัวออกจากกรอบความคิดเดิม-วิธีคิดเดิม-เปิดวิสัยทัศน์ใหม่ พยายามก้าวให้ทันโลก นี่คือสภาพจริงที่เป็นอยู่วันนี้ 

ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงสู่ความก้าวหน้าใหม่ที่สำคัญของบ้านเมืองวันนี้ คือ สังคมไทยต้องเร่งสร้างทุนมนุษย์ยุคใหม่ที่ปรับตัวออกจากทักษะความคิดเศรษฐกิจเก่าที่ติดมา เพราะวิธีคิดเศรษฐกิจแบบเก่ายังวนอยู่ในระดับเศรษฐกิจพื้นฐานในกลุ่มการสร้าง Content-การผลิต-และบริการ! ที่ยังไม่อาจยกระดับสู่เศรษฐกิจ-ธุรกิจดิจิทัล แพลตฟอร์ม หรือ การสร้างระบบนิเวศของเศรษฐกิจดิจิทัล ฯลฯ ที่จะปรับยกฐานเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้! 

โจทย์สำคัญที่การศึกษาทั้งระบบต้องทบทวน คือ ต้องปรับสร้างวิธีคิด-วิสัยทัศน์-การจัดการใหม่ และรื้อกฎระเบียบออกจากวิถีอำนาจ-ผลประโยชน์เดิมๆ เพื่อเชื่อมการศึกษา-พัฒนาทุนมนุษย์ให้มีศักยภาพใหม่-ผ่านความก้าวหน้าใหม่-ที่ร่วมกับเอกชน-อุตสาหกรรม-ผู้ประกอบการ ฯ โดยรัฐฯปรับตัวเป็นผู้สนับสนุน-อำนวยความสะดวกที่เปิดกว้าง-รวดเร็ว ไม่เช่นนั้นการศึกษาจะเปลี่ยนสภาพกลายเป็นภาระสังคม ไม่ใช่ผู้ร่วมสร้างความก้าวหน้าให้ผู้คน-สังคมอีกต่อไป นี่คือความจริงที่กำลังจะเห็นถ้าไม่ปรับตัว 

เรื่องโดย : Apichartology 

ที่มา ; salika 

สรุปสาระสำคัญ

บทความนี้วิเคราะห์ปัญหาการพัฒนาทุนมนุษย์ของไทยที่ยังถูกครอบงำโดยระบบราชการรวมศูนย์ มีโครงสร้างและกฎระเบียบที่แข็งตัว ทำให้การศึกษาทั้งในและนอกระบบขาดความยืดหยุ่น ไม่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบการศึกษายังคงยึดติดกับตัวชี้วัดแบบเดิม การเรียนการสอนเชิงท่องจำ การวัดผล IQ และ EQ มากกว่าการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการปฏิบัติจริง ส่งผลให้ผู้เรียนไม่สามารถเชื่อมโยงความรู้สู่การสร้างงาน เศรษฐกิจ และนวัตกรรมได้

ในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแบบระลอกเล็กต่อเนื่อง บทความเสนอว่าทักษะสำคัญที่ขาดหายคือ AQ (ความสามารถในการปรับตัว) แต่ระบบการศึกษายังล้าหลัง ไม่เชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลและโลกจริง อีกทั้งบุคลากรส่วนใหญ่ยังแบ่งเป็นกลุ่มต่อต้าน กลุ่มรอดู และมีเพียงส่วนน้อยที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

จึงเสนอให้ปฏิรูปการศึกษาโดยปรับวิธีคิด โครงสร้าง และกฎระเบียบ ลดอำนาจรวมศูนย์ เพิ่มความร่วมมือกับภาคเอกชนและอุตสาหกรรม โดยรัฐทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน หากไม่เปลี่ยนแปลง การศึกษาจะกลายเป็นภาระของสังคมแทนที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

สาเหตุสำคัญที่สุดของปัญหาทุนมนุษย์ไทยตามบทความคือข้อใด
ก. ขาดงบประมาณด้านการศึกษา
ข. ระบบราชการรวมศูนย์และกฎระเบียบแข็งตัว
ค. ขาดจำนวนครูผู้สอน
ง. นักเรียนไม่มีความสนใจเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความชี้ว่าต้นตอคือโครงสร้างรัฐรวมศูนย์ที่ทำให้ระบบการศึกษาไม่ยืดหยุ่น

 

ข้อ 2

การเรียนการสอนแบบใดที่บทความวิพากษ์มากที่สุด
ก. การเรียนแบบโครงงาน
ข. การเรียนเชิงประสบการณ์
ค. การเรียนแบบท่องจำและ top-down
ง. การเรียนแบบออนไลน์
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการยัดความรู้และท่องจำมากกว่าทักษะจริง

 

ข้อ 3

“AQ” ในบทความหมายถึงอะไร
ก. ความฉลาดทางอารมณ์
ข. ความฉลาดทางวิชาการ
ค. ความสามารถในการปรับตัว
ง. ความสามารถด้านเทคโนโลยี
เฉลย: ค
เหตุผล: AQ คือ Adaptive Quotient สำคัญต่อโลกที่เปลี่ยนเร็ว

 

ข้อ 4

ลักษณะสำคัญของระบบการศึกษาไทยปัจจุบันตามบทความคือข้อใด
ก. เน้นนวัตกรรม
ข. เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม
ค. แข็งตัวและปรับตัวยาก
ง. เปิดกว้างระดับสากล
เฉลย: ค
เหตุผล: ระบบยังติดกรอบเดิมและขาดความยืดหยุ่น

 

ข้อ 5

บทบาทของรัฐที่บทความเสนอควรเป็นอย่างไร
ก. ควบคุมเข้มงวดมากขึ้น
ข. เป็นผู้แข่งขันกับเอกชน
ค. เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก
ง. ลดบทบาททั้งหมด
เฉลย: ค
เหตุผล: เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมพัฒนา

 

ข้อ 6

ข้อใดสะท้อนปัญหาการวัดผลการศึกษาในบทความ
ก. เน้นการวัดผลเชิงคุณภาพ
ข. ใช้ IQ และ EQ เป็นหลัก
ค. ใช้การประเมินภาคสนาม
ง. ใช้การประเมินจากผู้เรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: ระบบยังยึดติดการวัดแบบเดิม ไม่เน้นทักษะจริง

 

ข้อ 7

กลุ่มคนส่วนใหญ่ในระบบการศึกษาปัจจุบันอยู่ในลักษณะใด
ก. ผู้นำการเปลี่ยนแปลง
ข. ผู้ต่อต้านทั้งหมด
ค. กลุ่มรอดู (wait & see)
ง. กลุ่มนักนวัตกรรม
เฉลย: ค
เหตุผล: ส่วนใหญ่ยังไม่ลงมือเปลี่ยนแปลงจริง

 

ข้อ 8

ปัญหาสำคัญของการศึกษาไทยต่อเศรษฐกิจคือข้อใด
ก. ผลิตแรงงานไม่ตรงกับเศรษฐกิจดิจิทัล
ข. ผลิตบัณฑิตมากเกินไป
ค. ไม่มีการเรียนการสอน
ง. ไม่มีโรงเรียนเพียงพอ
เฉลย: ก
เหตุผล: ไม่สามารถรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม

 

ข้อ 9

แนวคิดสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาคือข้อใด
ก. เพิ่มการสอบมาตรฐาน
ข. ลดความร่วมมือภายนอก
ค. เชื่อมโยงเอกชนและอุตสาหกรรม
ง. เพิ่มการควบคุมจากรัฐ
เฉลย: ค
เหตุผล: เพื่อให้การศึกษาเชื่อมกับโลกการทำงานจริง

 

ข้อ 10

หากไม่ปฏิรูปการศึกษา ผลกระทบสำคัญคือข้อใด
ก. การศึกษาจะทันสมัยขึ้น
ข. การศึกษาจะเป็นภาระสังคม
ค. เศรษฐกิจเติบโตเร็ว
ง. ครูมีบทบาทมากขึ้น
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเตือนว่าระบบจะไม่สร้างคุณค่าแต่กลายเป็นภาระ

ความเห็นของผู้ชม