
นายกมล รอดคล้าย สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา เปิดเผยว่า ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาหลากหลาย ทั้งด้านคุณภาพและความเสมอภาค การพัฒนาในอดีตยังขาดความต่อเนื่องและปรับตัวล่าช้า ส่งผลให้ประเทศเสียโอกาสในการสร้างทุนมนุษย์ที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ คณะกรรมาธิการการศึกษาของวุฒิสภาได้เสนอประเด็นสำคัญเพื่อเป็นแนวทางวางรากฐานการปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นว่าการศึกษาเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง
นายกมลกล่าวต่อว่า ข้อเสนอสำคัญ ดังนี้
1.การจัดลำดับความสำคัญทางการศึกษาการศึกษาไทยต้องถูกกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ และดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อลดความล่าช้าในการแก้ปัญหาที่ผ่านมา
2.ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบทโรงเรียนขนาดเล็กกว่า 9,000 แห่ง ขาดแคลนครูและทรัพยากร การเพิ่มงบประมาณไม่ใช่ทางออกเพียงอย่างเดียว แต่ควรปรับรูปแบบการจัดการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
3.การใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาควรใช้เครื่องมือดิจิทัล คอมพิวเตอร์ และปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ เพื่อลดช่องว่างการเรียนรู้
4.การวางรากฐานในช่วงรัฐบาลเปลี่ยนผ่านแม้จะอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ก็สามารถเริ่มต้นวางโครงสร้างการปฏิรูป
5.การพัฒนาครูอย่างเร่งด่วน การจัดอบรมครูเฉพาะทาง เช่น ครูภาษา 10,000 คน และสนับสนุนทุนศึกษาต่อระดับสูงในต่างประเทศ เพื่อยกระดับสมรรถนะครู
7.ผลิตครูในรูปแบบปิดคล้ายการผลิตบุคลากรทหารหรือตำรวจ โดยให้ทุนการศึกษาและบรรจุงานทันที
8.การกระจายอำนาจสู่จังหวัดควรกระจายการจัดการศึกษาและงบประมาณลงสู่จังหวัด เพื่อให้สามารถพัฒนาตามบริบทท้องถิ่นได้ พร้อมสนับสนุนภาคเอกชนในพื้นที่จัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้เรียน
9.ยกระดับมหาวิทยาลัยสู่สากลภายในปี 2573 กำหนดเป้าหมายให้มหาวิทยาลัยไทยติดอันดับ Top 10 ของอาเซียนอย่างน้อย 3 แห่ง และ Top 100 ของเอเชียอย่างน้อย 10 แห่ง
10.การเรียนร่วมกับการทำงาน หลักสูตรอุดมศึกษาควรเป็นแบบสหกิจศึกษาและเปิดโอกาสให้นักเรียนมัธยมศึกษาล่วงหน้า
11.การพัฒนาทักษะแรงงานควรมีระบบพัฒนาทักษะแรงงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยคูปองทักษะที่รัฐ นายจ้าง และลูกจ้างร่วมสนับสนุน รวมถึงเพิ่มสัดส่วนงบวิจัยและพัฒนาให้ถึง 2% ของ GDP และ
12.การส่งเสริมอาชีวศึกษาปรับสัดส่วนผู้เรียนสายสามัญและสายอาชีวะเป็น 50:50 เชื่อมโยงเส้นทางการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา
“ข้อเสนอทั้ง 12 ประการนี้สะท้อนความพยายามของฝ่ายนิติบัญญัติในการวางรากฐานการปฏิรูปการศึกษาไทย โดยมุ่งลดความเหลื่อมล้ำ สร้างระบบครูที่มีคุณภาพ ปรับหลักสูตรให้ทันสมัย กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และยกระดับสถาบันอุดมศึกษาให้แข่งขันในระดับนานาชาติ หากได้รับการดำเนินการอย่างจริงจัง จะช่วยยกระดับศักยภาพทุนมนุษย์ของประเทศและวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต” นายกมลกล่าว
เกี่ยวข้องกัน
วางรากฐานปฏิรูปการศึกษาไทยช่วงรัฐบาลเปลี่ยนผ่าน
ปรับปรุงจากบทสัมภาษณ์ สภาปริทัศน์ 22 กันยายน 2568 สถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา
การศึกษาเป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาประเทศ แต่ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาหลากหลาย เช่น ความล่าช้าในการปฏิรูป ขาดการจัดลำดับความสำคัญ และความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ บทความนี้นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 12 ประการที่สะท้อนมุมมองของคณะกรรมาธิการการศึกษาสภาสูง เพื่อวางรากฐานการปฏิรูปการศึกษาไทย ทั้งด้านโครงสร้าง ครู หลักสูตร และระบบการจัดการ โดยมุ่งสู่การยกระดับคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ
การศึกษาไทยในปัจจุบันประสบความท้าทายทั้งด้านคุณภาพและความเสมอภาค การพัฒนาในอดีตยังขาดความต่อเนื่องและปรับตัวล่าช้า ส่งผลให้ประเทศเสียโอกาสในการสร้างทุนมนุษย์ที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ คณะกรรมาธิการการศึกษาของวุฒิสภาได้เสนอประเด็นสำคัญเพื่อเป็นแนวทางวางรากฐานการปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นว่าการศึกษาเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง
ประเด็นข้อเสนอสำคัญ
1. การจัดลำดับความสำคัญทางการศึกษา การศึกษาไทยต้องถูกกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ และดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อลดความล่าช้าในการแก้ปัญหาที่ผ่านมา
2. ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบทโรงเรียนขนาดเล็กกว่า 9,000 แห่งขาดแคลนครูและทรัพยากร การเพิ่มงบประมาณไม่ใช่ทางออกเพียงอย่างเดียว แต่ควรปรับรูปแบบการจัดการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
3. การใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ควรใช้เครื่องมือดิจิทัล คอมพิวเตอร์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อลดช่องว่างการเรียนรู้และยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยไม่พึ่งพิงการเพิ่มงบประมาณมากเกินไป
4. การวางรากฐานในช่วงรัฐบาลเปลี่ยนผ่านแม้จะอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ก็สามารถเริ่มต้นวางโครงสร้างการปฏิรูป เช่น ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อให้รัฐบาลถัดไปสานต่อได้ทันที
5. การพัฒนาครูอย่างเร่งด่วน การจัดอบรมครูเฉพาะทาง เช่น ครูภาษา 10,000 คน และสนับสนุนทุนศึกษาต่อระดับสูงในต่างประเทศ เพื่อยกระดับสมรรถนะครูให้ทันต่อความต้องการ
6. การปรับหลักสูตรสู่สมรรถนะ จากการเน้นความจำสู่การพัฒนาทักษะการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะด้านภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และทักษะชีวิต พร้อมปลูกฝังคุณธรรมและความรักชาติ
7. ระบบผลิตครูในรูปแบบปิด คล้ายการผลิตบุคลากรทหารหรือตำรวจ โดยให้ทุนการศึกษาและบรรจุงานทันที เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูในสาขาจำเป็นและพื้นที่ห่างไกล
8. การกระจายอำนาจสู่จังหวัด ควรกระจายการจัดการศึกษาและงบประมาณลงสู่จังหวัด เพื่อให้สามารถพัฒนาตามบริบทท้องถิ่นได้ พร้อมสนับสนุนภาคเอกชนในพื้นที่จัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้เรียน
9. ยกระดับมหาวิทยาลัยสู่สากล ภายในปี พ.ศ. 2573 กำหนดเป้าหมายให้มหาวิทยาลัยไทยติดอันดับ Top 10 ของอาเซียนอย่างน้อย 3 แห่ง และ Top 100 ของเอเชียอย่างน้อย 10 แห่ง
10. การเรียนร่วมกับการทำงาน (Work-Integrated Education)หลักสูตรอุดมศึกษาควรเป็นแบบสหกิจศึกษาและเปิดโอกาสให้นักเรียนมัธยมศึกษาล่วงหน้า (Pre-degree) เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการเรียนรู้
11. การพัฒนาทักษะแรงงาน (Upskilling/Reskilling)ควรมีระบบพัฒนาทักษะแรงงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยคูปองทักษะที่รัฐ นายจ้าง และลูกจ้างร่วมสนับสนุน รวมถึงเพิ่มสัดส่วนงบวิจัยและพัฒนาให้ถึง 2% ของ GDP
12. การส่งเสริมอาชีวศึกษาปรับสัดส่วนผู้เรียนสายสามัญและสายอาชีวะเป็น 50:50 พร้อมเชื่อมโยงเส้นทางการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา และส่งเสริมสาขาใหม่ที่สอดคล้องกับสังคมสูงวัย เช่น พยาบาลและการดูแลผู้สูงอายุ
สรุป ; ข้อเสนอทั้ง 12 ประการนี้สะท้อนความพยายามของฝ่ายนิติบัญญัติในการวางรากฐานการปฏิรูปการศึกษาไทย โดยมุ่งลดความเหลื่อมล้ำ สร้างระบบครูที่มีคุณภาพ ปรับหลักสูตรให้ทันสมัย กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และยกระดับสถาบันอุดมศึกษาให้แข่งขันในระดับนานาชาติ หากได้รับการดำเนินการอย่างจริงจัง จะช่วยยกระดับศักยภาพทุนมนุษย์ของประเทศและวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต
ที่มา ; FB กมล รอดคล้าย
บทความนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อปฏิรูปการศึกษาไทย โดยชี้ว่าระบบการศึกษาปัจจุบันยังเผชิญปัญหาคุณภาพ ความเหลื่อมล้ำ และการพัฒนาที่ขาดความต่อเนื่อง ส่งผลให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการพัฒนาทุนมนุษย์ให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ จึงเสนอให้ “การศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ” ที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง
ข้อเสนอสำคัญ 12 ประการครอบคลุมหลายมิติ ได้แก่ การลดความเหลื่อมล้ำโดยปรับรูปแบบบริหารโรงเรียนขนาดเล็ก การใช้เทคโนโลยีและ AI เพื่อเพิ่มโอกาสทางการเรียนรู้ การพัฒนาครูอย่างเข้มข้นและผลิตครูแบบมีเป้าหมาย การปรับหลักสูตรสู่สมรรถนะ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และการยกระดับมหาวิทยาลัยสู่สากล
นอกจากนี้ยังเน้นการเชื่อมโยงการเรียนกับการทำงาน การพัฒนาทักษะแรงงานอย่างต่อเนื่อง และการส่งเสริมอาชีวศึกษาให้สมดุลกับสายสามัญ เพื่อรองรับความต้องการของประเทศในอนาคต
โดยรวม ข้อเสนอเหล่านี้มุ่งสร้างระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ เท่าเทียม ทันสมัย และยืดหยุ่น สามารถผลิตกำลังคนที่มีศักยภาพแข่งขันในระดับนานาชาติ และเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
แนวคิด “การศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ” มีเป้าหมายหลักข้อใด
ก. เพิ่มงบประมาณการศึกษา
ข. เร่งแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
ค. ลดบทบาทภาคเอกชน
ง. ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นความร่วมมือทุกภาคส่วนและแก้ปัญหาเชิงระบบอย่างเร่งด่วน
แนวทางลดความเหลื่อมล้ำที่เหมาะสมที่สุดคือข้อใด
ก. เพิ่มเงินเดือนครู
ข. เพิ่มงบประมาณอย่างเดียว
ค. ปรับรูปแบบการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ
ง. ยกเลิกโรงเรียนชนบท
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความชี้ว่าการเพิ่มงบไม่เพียงพอ ต้องปรับระบบบริหาร
การใช้ AI ในการศึกษาเน้นผลลัพธ์ใด
ก. ลดจำนวนครู
ข. เพิ่มการแข่งขัน
ค. ลดช่องว่างการเรียนรู้
ง. เพิ่มค่าใช้จ่าย
เฉลย: ค
เหตุผล: เทคโนโลยีช่วยให้เข้าถึงการเรียนรู้เท่าเทียม
การผลิตครูระบบปิดมีจุดเด่นคือข้อใด
ก. ลดเวลาการเรียน
ข. รับรองการมีงานทำ
ค. ลดค่าใช้จ่ายรัฐ
ง. เพิ่มจำนวนมหาวิทยาลัย
เฉลย: ข
เหตุผล: ให้ทุนและบรรจุงานทันที
การกระจายอำนาจทางการศึกษาควรเน้นอะไร
ก. รวมศูนย์ที่ส่วนกลาง
ข. เพิ่มอำนาจโรงเรียนเอกชน
ค. ให้จังหวัดบริหารตามบริบท
ง. ยกเลิกหลักสูตรกลาง
เฉลย: ค
เหตุผล: เพื่อให้สอดคล้องพื้นที่
แนวทางยกระดับมหาวิทยาลัยสะท้อนอะไร
ก. การลดจำนวนนักศึกษา
ข. การแข่งขันระดับนานาชาติ
ค. การเพิ่มค่าเทอม
ง. การยกเลิกวิจัย
เฉลย: ข
เหตุผล: ตั้งเป้าติดอันดับอาเซียนและเอเชีย
หลักสูตรแบบ Work-Integrated Education มีจุดเด่นคือ
ก. เน้นทฤษฎี
ข. เรียนออนไลน์ทั้งหมด
ค. เรียนควบคู่การทำงาน
ง. ลดเวลาเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: เชื่อมการเรียนกับประสบการณ์จริง
ระบบคูปองทักษะมีเป้าหมายเพื่ออะไร
ก. ลดภาษี
ข. เพิ่มรายได้ครู
ค. ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ง. ลดจำนวนแรงงาน
เฉลย: ค
เหตุผล: สนับสนุน upskill/reskill อย่างต่อเนื่อง
การปรับสัดส่วน 50:50 สายสามัญ-อาชีวะ แก้ปัญหาใด
ก. ขาดครู
ข. ขาดแรงงานทักษะ
ค. งบประมาณ
ง. การบริหาร
เฉลย: ข
เหตุผล: สร้างสมดุลกำลังคน
ข้อใดสะท้อนการปฏิรูปเชิงระบบมากที่สุด
ก. เพิ่มงบประมาณ
ข. เปลี่ยนครู
ค. ปรับโครงสร้าง หลักสูตร และการบริหารพร้อมกัน
ง. เพิ่มวิชาเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: การปฏิรูปต้องครอบคลุมทั้งระบบ ไม่ใช่จุดใดจุดหนึ่ง