
วันนี้ (13 ก.ย. 62) ที่อาคารอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ เมืองทองธานี กรุงเทพฯ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ 11 สถาบันอุดมศึกษา ลงนามร่วมเป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครูรัก(ษ์)ถิ่น พร้อมประชุมเชิงปฏิบัติการ "ร่วมมือ ร่วมใจ สร้างครูรุ่นใหม่หัวใจรักถิ่น"
รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กสศ. และ 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ดำเนินการคัดเลือกและประกาศรายชื่อสถาบันอุดมศึกษาและหลักสูตรที่ผ่านการพิจารณาให้เป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครูในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 จำนวน 11 แห่ง เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่ผ่านมา ประกอบไปด้วยหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 7 แห่ง ได้แก่ มรภ.เชียงราย, มรภ.เชียงใหม่, มรภ.พิบูลสงคราม, มรภ.กาฬสินธุ์, มรภ.หมู่บ้านจอมบึง, มรภ.สุราษฎร์ธานี และ มรภ.กาญจนบุรี หลักสูตรการประถมศึกษา 4 แห่ง ได้แก่ ม.เชียงใหม่ , มรภ.กำแพงเพชร , มรภ.เลย และมรภ.ยะลา ทั้งนี้ในปีการศึกษา 2563 สถาบันอุดมศึกษาทั้ง 11 แห่ง มีความพร้อมรับนักศึกษาทุนครูรัก(ษ์)ถิ่นได้ทั้งสิ้น 328 อัตรา และจะมีโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล จำนวน 282 แห่ง ที่อยู่ในรัศมีพื้นที่การบรรจุอัตราครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 ของทั้ง 11 สถาบัน
"ดิฉันขอยืนยันว่า กระบวนการคัดเลือกมีความเป็นวิชาการโดยแท้จริง โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนจาก 6 องค์กรความร่วมมือได้ลงพื้นที่เพื่อพิจารณาจากสภาพจริง พร้อมทั้งรับฟังแนวทางการดำเนินโครงการของสถาบันอุดมศึกษาที่สมัครร่วมโครงการทุกแห่งจำนวน 22 สถาบัน รวม 28 หลักสูตร โดยพิจารณาคัดเลือกตามเกณฑ์คุณภาพอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้สถาบันอุดมศึกษาที่มีความพร้อมในการเป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครูรัก(ษ์)ถิ่นที่มีคุณภาพ สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลจำนวน 282 แห่งในรัศมีของทั้ง 11 สถาบัน ถือเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่ยุบรวมไม่ได้ เป็นจิตวิญญาณของชุมชน กสศ.ได้จัดให้มีทีมวิชาการช่วยพัฒนาทั้งด้านคุณภาพการเรียนการสอน การเตรียมความพร้อมของโรงเรียนทั้งระบบควบคู่กันไปด้วยตั้งแต่ในปีแรกนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับโครงการและรองรับการทำงานของครูรุ่นใหม่ได้ตามเป้าประสงค์ของโครงการนี้ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเพื่อปฏิรูปการศึกษา โดยโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นในรุ่นต่อไป กสศ. จะมีการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ให้แก่นักเรียนกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่ศึกษาอยู่ในระดับชั้น ม.ปลาย" กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ. กล่าว
รศ.ดร.ดารณี กล่าวอีกว่า สถาบันอุดมศึกษาทั้ง 11 แห่ง ยังได้ลงนามร่วมกับกสศ. ในการเป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่1 ถือเป็นก้าวสำคัญของการผลิตและพัฒนาครูรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ ที่มีจิตวิญญาณของครูนักพัฒนา และมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาผู้เรียนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนและโยกย้ายครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลด้วย ในอนาคตประสบการณ์จากการทำงานเรื่องนี้จะนำไปสู่การจัดตั้งสถาบันต้นแบบในการผลิตและพัฒนาครู และผู้ดูแลเด็กปฐมวัยซึ่งเป็นภารกิจตามมาตรา 5 ของกสศ. ทั้งนี้ กสศ.และ11 สถาบัน จะร่วมกันยกระดับหลักสูตรการผลิตครูใน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.การพัฒนารูปแบบและวิธีการจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับโรงเรียนขนาดเล็กในถิ่นทุรกันดารในประเทศไทย 2.การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาจิตสำนึกความเป็นครูและทักษะการทำงานโดยใช้ชุมชนเป็นฐานสำหรับนักศึกษาครูผู้รับทุน 3.รูปแบบการให้คำปรึกษา ช่วยเหลือดูแล ระบบหอพัก และกิจกรรมเสริมสร้างความเป็นครูสำหรับนักศึกษาครูผู้รับทุนตลอด 4 ปี 4.กระบวนการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และระบบนิเทศทางการศึกษาทางไกลสำหรับนักศึกษาครูผู้รับทุน
"ตลอดช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.นี้ อาจารย์จาก 11 สถาบัน ร่วมกับโรงเรียนและชุมชนจะคัดเลือกและคัดกรองนักเรียนในพื้นที่ที่มีฐานะครอบครัวอยู่ในเกณฑ์ยากจนตามที่ กสศ.กำหนด ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่าที่มีศักยภาพในการเรียนรู้และอยากเป็นครู มีภูมิลำเนา อยู่เขตตำบลที่ตั้งของโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล 282 แห่งในรัศมีที่ใกล้กับ 11 สถาบันที่มีการเรียนการสอนถึงชั้น ม.6 และมีเกรดเฉลี่ยสะสม 5 ภาคเรียนไม่ต่ำกว่า 2.5 เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมสอบคัดเลือกทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดของโครงการเพิ่มเติมได้ที่ www.eef.or.th หรือโทร 02 079 5475" รศ.ดร.ดารณี กล่าว
ด้านนายสุทิน แก้วพนา ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กระบวนการค้นหาคัดกรองนักเรียนมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการผลิตครู ถ้าเราไม่ได้เด็กในพื้นที่เป้าหมายจริงๆ ถึงแม้การผลิตครูจะมีคุณภาพแต่ในระยะยาว ครูเหล่านี้ก็จะไม่ได้อยู่กับโรงเรียน ทั้งนี้พื้นที่กลุ่มเป้าหมายของ 11 สถาบัน ครอบคลุมนักเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร ที่ผ่านมาโรงเรียนเหล่านี้ จะมีปัญหาเรื่องการบรรจุครู พอครบ 4 ปี ครูที่ไม่ใช่คนในพื้นที่ก็ขอย้ายกลับภูมิลำเนา เป็นปัญหาการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ขาดความต่อเนื่อง ทำให้โรงเรียนห่างไกลด้อยโอกาสกลายเป็นโรงเรียนฝึกหักครู เด็กด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกลได้ครูที่ไม่พร้อมเต็มที่มาสอนตลอด ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ต้องร่วมกันวางแผน ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกคนที่จะเข้ามารับทุน การวางแผนอัตรากำลังครูในโรงเรียนพื้นที่เป้าหมายเพื่อรองรับการบรรจุแต่งตั้งครูรัก(ษ์)ถิ่นทั้ง 328 อัตราในรุ่นที่ 1 เรื่องนี้ต้องวางแผนล่วงหน้ากัน 4 ปี ทำงานไปพร้อมกันตั้งแต่ต้น ทำให้เราคัดกรองเด็กที่เป็นคนในพื้นที่จริง มีศักยภาพ คุณสมบัติเหมาะสม ในการเป็นครูและกลับไปพัฒนาถิ่นเกิดของตัวเองได้อย่างแท้จริง
รศ.ดร.ชาตรี มณีโกศล รองอธิการบดี มรภ.เชียงใหม่ 1 ใน11 สถาบันผลิตและพัฒนาครูในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น กล่าวว่า การออกแบบการเรียนสอนเพื่อรองรับโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น จะผสมผสานให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ตรง ผ่านการเรียนหลากหลายรูปแบบ เช่น การใช้งานวิจัย การใช้โครงงาน การใช้สถานประกอบการเป็นฐานการเรียนรู้ โดยการเรียนการสอนตามแนวทางนี้จะทำให้นักศึกษามีโอกาสได้เรียนทั้งทฤษฏี งานวิจัยที่มีการปรับปรุงให้เท่าทันกับสถานการณ์ปัจจุบันและการปฏิบัติที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ซึ่งเราจะสอนครูให้มี 3 เรื่องหลักๆ คือ หนึ่งสอนด้านวิชาการความรู้ที่จะต้องนำไปประกอบอาชีพครู สองสอนด้านความเป็นคน ให้อยู่ได้ด้วยตัวเองอย่างรักวัฒนธรรรม สิ่งแวดล้อม เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง มีความรู้ด้านการเกษตรผสมผสานเพื่อถ่ายทอดไปสู่ท้องถิ่น เรียนรู้ด้านวัฒนธรรมการแสดงอย่างใดอย่างหนึ่งที่สะท้อนถึงท้องถิ่นของตัวผู้เรียนเอง และสามต้องสอนให้ทุกคนมีคุณลักษณะความเป็นครู ให้ออกไปเป็นครูที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเด็กนักเรียน
ที่มา ; เดลินิวส์ 13 กันยายน 2562
เกี่ยวข้องกัน ; แนวทางการดำเนินงานตามโครงการครู(รักษ์ถิ่น) ของกองทุนเพื่อความเสมอภาค >>>