
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ที่ลานสานฝัน TK Park เซ็นทรัลเวิลด์ นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (okmd) กล่าวในการปฐากถาพิเศษ “การเรียนรู้รูปแบบใหม่ สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตในยุคดิจิทัล” ในงาน Open House จัดโดย okmd ว่า วันนี้อยู่ในยุคที่ไม่เรียนรู้ ถือว่าถอยหลัง เพราะจะก้าวไม่ทันกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในโลกใบนี้ ดังนั้น การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก ประกอบกับดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมาก เพราะเทคโนโลยีได้กลายเป็นเครื่องมือสื่อสาร รับข้อมูล ส่งข่าวสาร ต่อไปดิจิทัลจะเข้ามาควบคุมหลายเรื่อง ตั้งแต่การทำธุรกรรมทางการเงิน การทำธุรกิจ ดังนั้น กระบวนการเรียนรู้ของสังคมไทยต้องปรับเปลี่ยน และก้าวทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป
นายทวารัฐกล่าวต่อว่า ดังนั้น เมื่อยุคดิจิทัลทำให้กระบวนการเรียนรู้เปลี่ยนไป เพราะการเข้าถึงความรู้ผ่านดิจิทัลและเทคโนโลยี เป็นการเข้าถึงความรู้ที่ต้นทุนต่ำที่สุด เนื่องจากไม่ต้องเดินทางไปไหน ก็เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้ โดยจะต้องจัดกระบวนการเรียนรู้ 3 ขั้นตอน คือ
1.การสร้างองค์ความรู้ โดยเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ และนวัตกรรม เน้นการพัฒนาต้นแบบแหล่งเรียนรู้
2.การถ่ายทอดองค์ความรู้ เน้นการเผยแพร่ ถ่อยทอดองค์ความรู้ให้เข้าถึงประชาชนในรูปแบบที่มีความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย และ
3.การใช้ประโยชน์ และขยายผลองค์ความรู้ โดยเน้นการนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ พัฒนา ต่อยอดใช้ประโยชน์พัฒนาศักยภาพชีวิต ประกอบอาชีพ และสร้างรายได้ ปัจุบัน okmd ได้นำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดการเรียนรู้ เช่น สร้างดิจิทัลมิวเซียม ในมิวเซียมสยาม หรือพัฒนา E-book ให้สมาชิก TK Park ได้อ่านหนังสือทุกที่ทุกเวลา เป็นต้น
“ในยุคดิจิทัล สิ่งที่คนไทยควรรู้ 4 เรื่อง คือ
· ธุรกิจการเงิน ถ้ารู้เกี่ยวกับเรื่องการเงินในรูปแบบต่างๆ จะไม่ถูกหลอกง่าย และสามารถสร้างประโยชน์ต่อยอดทางธุรกิจได้ด้วย
· สุขภาพ สุขภาวะ ปัจจุบันสังคมไทยเป็นสังคมสูงอายุ ดังนั้น การรู้เรื่องสุขภาพสำคัญ โดยเฉพาะความรู้ด้านการแพทย์
· ดิจิทัลที่ไม่รู้ไม่ได้ และการรู้เรื่องดิจิทัลนั้น ไม่ใช่แค่รู้เรื่องสัญญาณมือถือ สัญญาณไวไฟ แต่ต้องรู้ลึก ต้องเข้าใจ ควบคุมอุปกรณ์ ต้องเข้าใจว่าแต่ละอย่างมีกระบวนการทำงานอย่างไร สามารถอยู่กับมันได้หรือไม่ และจะป้องกันข้อมูลรั่วไหลอย่างไร และ
· ความยั่งยืน” นายทวารัฐ กล่าว
นายทวารัฐกล่าวต่อว่า กระบวนการเรียนรู้ยุคใหม่ นอกเหนือจากสร้างให้สังคมไทยค้นหาความรู้ได้ ต้องทำให้เห็นว่าความรู้ที่ได้มาเป็นความรู้ที่จริง สามารถต่อยอด ขยายผลได้
“เป้าหมายการทำงานของ okmd ในอนาคต มี 3 ข้อ คือ 1.พัฒนานวัตกรรมใหม่ ด้านการเรียนรู้ 2.ต่อยอดต้นแบบการเรียนรู้ พร้อมกับขยายผลการเรียนรู้ไปทั่วประเทศ และ 3.สร้างและเชื่อมโยงเครือข่ายการเรียนรู้ ดังนั้น ก้าวต่อไปคือพัฒนากระบวนการเรียนรู้ กลายเป็นระบบนิเวศใหม่ สามารถเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ และเชื่อมโยงความรู้ที่ต่อยอดได้ในอนาคต” นายทวารัฐ กล่าว
นายราเมศ พรหมเย็น รองผู้อำนวยการ okmd และผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) กล่าวในการเสวนา “พื้นที่การเรียนรู้แบบใหม่ สู่โลกวิถีใหม่” ว่า มิวเซียมสยามคำนึงถึงการเรียนรู้ทุกมิติ แนวทางการทำงานต้องให้สอดคล้องกับการเรียนรู้รูปแบบใหม่ จะเน้นการทำงานให้ทันสมัยสอดคล้องกับความสนใจของคนมากยิ่งขึ้น โดยอ่านความสนใจของคน เพราะมนุษย์จะเรียนรู้ และเปิดรับความรู้ก็ต่อเมื่อเกิดความสนใจ ดังนั้น ต้องอ่านเทรนด์ความสนใจของสังคมในขณะนี้ว่าคนไทยสนใจเรื่องอะไร แล้วเรื่องนั้นมีอิมแพคต่อสังคมหรือไม่ เกิดประโยชน์ต่อสังคมหรือไม่ และมิวเซียมสยามได้หยิบยกมาใช้ในสถานการณ์ที่เหมาะสมหรือไม่
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 27 ตุลาคม 2565
ข่าวเกี่ยวกัน
ผู้นำในตัวฉัน ทรานส์ฟอร์มการศึกษารับโลกเปลี่ยน
ผู้บริหารจากสถาบันการศึกษาในไทย และภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกว่า 300 คน ต่างให้ความสนใจร่วมงานสัมมนา “The Asia-Pacific Education Symposium 2022-Leading School Transformation” โดยมี “แพคริม เอ็ดดูเคชั่น” ร่วมกับ “แฟรงคลินโควีย์ เอ็ดดูเคชั่น” จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อ 5-6 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา
ที่ไม่เพียงจะมี “เมอเรียล ซัมเมอร์” อดีตครูใหญ่โรงเรียนดังในสหรัฐที่เป็นต้นตำรับ หรือแม่แบบในการทรานส์ฟอร์มสถาบันการศึกษาทั่วโลก และผู้ร่วมประพันธ์หนังสือขายดี “Leader in Me” มาร่วมงาน หากยังมีผู้บริหารจากกลุ่มแพคริม แฟรงคลินโควีย์ ตลอดจนผู้อำนวยการโรงเรียน นักเรียน และผู้ปกครองมาร่วมแบ่งปัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์การปรับเปลี่ยนสถาบันการศึกษา เพื่อรับมือกับโลกในศตวรรษที่ 21 ทั้งในระดับนานาชาติและในไทย
“เมอเรียล ซัมเมอร์” กล่าวว่า Leader In Me หรือกระบวนการผู้นำในตัวฉัน อันเป็นกระบวนการที่ใช้เครื่องมือทรงพลังจากหลักการ 7 อุปนิสัยของผู้มีประสิทธิผลสูง (The 7 Habits of Highly Effective People) ที่ค้นพบโดย “ดร.สตีเฟน อาร์. โควีย์” โดยเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ครอบคลุมทั้งสถาบันการศึกษา ครู อาจารย์ และผู้เรียน ซึ่งจะได้รับการพัฒนาแบบองค์รวม (Whole-Person Paradigm) ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และจิตวิญญาณ เพื่อให้เยาวชนมีความพร้อมรับมือกับโลกที่กำลังหมุนเร็ว และไม่อาจคาดเดาได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
“กระบวนการ Leader in Me พิสูจน์แล้วถึงผลลัพธ์ และที่สำคัญคือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในเยาวชน เพราะกระบวนการ Leader in Me ได้รับการรับรองโดย The Collaborative for Academic Social & Emotional Learning (CASEL) รวมทั้งยังได้รับการยืนยันจากผลการวิจัยด้วยทุนสนับสนุนจากมูลนิธิบิล และเมลินดา เกตส์ ว่าเป็นหนึ่งในกระบวนการเรียนการสอนด้าน Social & Emotional Learning (SEL) ดีที่สุด”
“พรทิพย์ อัยยิมาพันธ์” ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารกลุ่มบริษัทแพคริมกล่าวว่า แฟรงคลินโควีย์และแพคริมมีประสบการณ์ให้คำปรึกษาแก่องค์กรในระดับ Fortune 500 และ Top 1000 บริษัทในไทยมากว่า 30 ปี ตระหนักดีว่าปัจจุบันคงไม่มีองค์กรใดที่จะไม่เปลี่ยนแปลงแล้วจะสามารถอยู่รอดได้ รวมถึงสถาบันการศึกษาก็ไม่เป็นข้อยกเว้น เนื่องจากเรากำลังอยู่ในโลกยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง
“เป็นเรื่องน่ายินดีที่เยาวชนในวันนี้ไม่ต้องรอจนเป็นผู้ใหญ่ในองค์กรชั้นนำ แล้วถึงจะมีโอกาสบ่มเพาะหลักการ 7 Habits ซึ่งจะเป็นเสมือนเมล็ดพันธุ์ที่จะช่วยให้พวกเขาเติบโตในวันข้างหน้า ไม่ใช่แค่ด้วยความเก่ง แต่ด้วยความเป็นคนดี มีความมั่นคง และวุฒิภาวะ ทั้งยังสามารถปรับตัวและอยู่รอดได้ในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน”
“วิลเลี่ยม แมคอินไตย์” รองผู้จัดการใหญ่สายงานต่างประเทศ แฟรงคลินโควีย์ เอ็ดดูเคชั่น กล่าวว่า Leader in Me เป็นกระบวนการพัฒนาสถาบันการศึกษา และหลักสูตรทักษะชีวิตที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วมากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
โดยปัจจุบันมีสถาบันการศึกษากว่า 6,000 แห่ง กว่า 50 ประเทศทั่วโลกนำกระบวนการนี้ไปใช้ และเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สามารถวัดผลได้ ทั้งในด้านของทักษะความเป็นผู้นำ วัฒนธรรมในโรงเรียน และความเป็นเลิศทางวิชาการ
“ด้วยงบประมาณที่น้อยกว่ามาก Leader in Me สามารถช่วยให้สถาบันการศึกษาส่งมอบกระบวนการศึกษาระดับโลก และสามารถเข้าถึงเครือข่ายระดับโลกได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสถาบันการศึกษาจากต่างประเทศ หรือเก็บค่าเรียนแพง ๆ และเร็ว ๆ นี้จะมีการเปิดตัว Global Connect 1.0 แพลตฟอร์มที่จะช่วยให้ห้องเรียน หรือสถาบันการศึกษาสามารถเชื่อมโยงกับห้องเรียน หรือสถาบันอื่น ๆ ทั่วโลก เพื่อสร้างความตระหนักรู้ สำรวจวัฒนธรรม แบ่งปันวิธีการปฏิบัติที่ดี ร่วมมือกันในโครงการต่าง ๆ เพื่อพูดคุย และทำความรู้จักกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ เพื่อร่วมทำสิ่งดี ๆ ให้กับชุมชนและโลกใบนี้”
“ดร.นาฎฤดี จิตรรังสรรค์” ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการโรงเรียนสุจิปุลิ กล่าวว่า ผลสำเร็จที่ได้รับหลังจากที่นำกระบวนการ Leader in Me มาใช้ในโรงเรียน คือความเป็นผู้นำ และความโปรแอ็กทีฟของครูและนักเรียนที่ริเริ่มทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องรอรับคำสั่ง รวมทั้งผลคะแนนทางด้านวิชาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องทุก ๆ ปี
“ขณะที่โรงเรียนเองก็ประสบความสำเร็จ ได้รับความเชื่อมั่นไว้วางใจจากผู้ปกครองที่ส่งบุตรหลานมาเรียนเพิ่มขึ้นทุกปี จากที่มีนักเรียน 130 คนเมื่อ 3 ปีก่อน ตอนนี้มี 416 คนในปัจจุบัน ปัจจุบันมีเด็กสมัครเรียนล่วงหน้าถึงปี 2568 อายุน้อยที่สุดคือ 2 วัน นั่นคือความไว้วางใจที่ผู้ปกครองมอบให้กับเราจริง ๆ”
“ยุทธนา มานะไชย” หรือ “คุณพ่อโค้ก” ของ “น้องมิลิน” ชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนสุจิปุลิกล่าวว่า ผมมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็น “Win-Win” ของทุกฝ่าย ทั้งโรงเรียน คุณครู นักเรียน และผู้ปกครอง ที่เห็นลูกไปโรงเรียนทุกวันอย่างมีความสุข พ่อ แม่ ไม่ต้องคอยฉุดลากให้ไปโรงเรียนทุกเช้า ลูกอยากไปโรงเรียน เพราะอยากที่จะไปปลดปล่อยศักยภาพของตัวเอง
“Habit ที่ 1 โปรแอ็กทีฟ สอนให้พูดเพราะ ๆ เมื่อเราพูดไม่เพราะ เขาจะบอกว่าปะป๊าไม่โปรแอ็กทีฟ จึงทำให้เราต้องโปรแอ็กทีฟกับลูกด้วย”
“พรพิมล พิสุทธิพันธ์พงศ์” ผู้อำนวยการโรงเรียนพิมานเด็กเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่กล่าวว่า บนโต๊ะของตนจะมีหนังสือ 7 อุปนิสัยวางอยู่ตั้งแต่ปี 2548 โดยได้เรียนรู้ และนำมาใช้ในการทำงานในโรงเรียน จนกระทั่งปี 2559 มีโอกาสรู้จักกับทีมงานแพคริม ซึ่งได้ช่วยนำกระบวนการ Leader in Me ที่พัฒนาจากหลักการ 7 อุปนิสัยมาใช้พัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ ทำให้เป้าหมายของโรงเรียนเป็นเป้าหมายของนักเรียน จนทำให้ความสำเร็จของนักเรียนแต่ละคนรวมกันเป็นความสำเร็จของห้องเรียนแต่ละห้อง และที่สุดก็รวมกันเป็นความสำเร็จของโรงเรียน
“ตั้งแต่ที่เราพัฒนามา 4-5 ปี วันนี้ ผอ.มาร่วมงานได้ แม้โรงเรียนจะโดนน้ำท่วม โรงเรียนของเราอยู่ติดริมแม่น้ำปิง แต่เพราะความไว้วางใจ ที่สำคัญ เรามีทีมคุณครูและเด็ก ๆ ที่มีความเป็นผู้นำ”
“ภาคินัย สุนทรวิภาต” ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตบางนากล่าวว่า เมื่อโลกมีการเปลี่ยนแปลง โรงเรียน ครู และนักเรียนจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน โดยโรงเรียนต้องแสดงให้เห็นและกล้าเปลี่ยน เพราะเด็กที่เข้ามาเรียนไม่ได้เรียนเพื่อวันนี้ แต่เพื่ออนาคตของพวกเขาในอีก 12 ปี หรือ 18 ปีข้างหน้า
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 27 ตุลาคม 2565