
ปัจจุบันหลากหลาย ๆ ธุรกิจมักจะมองข้าม Soft Skills และ มุ่งเน้นไปที่ Hard Skills เมื่อ LinkedIn เปิดเผยรายชื่อ Soft Skills และ Hard Skills ที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดของปี 2020 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นทักษะด้านคอมพิวเตอร์เป็น ซึ่งด้วยการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลกในเดือนมีนาคม และการเป็นการบังคับให้บริษัทส่วนใหญ่เปลี่ยนจากการทำงานที่ Office เป็นการทำงานจากที่บ้านแทนนั่นเอง
Soft Skills เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ แม้ว่าในอันดับต้น ๆ นั้น จะเป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ , LinkedIn ได้แนะนำทักษะการทำงานร่วมกันในการปรับตัว และความฉลาดทางอารมณ์ ในการบรรยายให้กับผู้บริหารเกี่ยวกับเรื่องของ Soft Skills
การทำความเข้าใจแต่ละทักษะ และวิธีการขยายความสามารถจะทำให้เราได้เปรียบคู่แข่งในองค์กรในด้านของการเป็นผู้นำ
1. ความคิดสร้างสรรค์
วิธีที่ดีในการถ่ายทอดแนวคิดใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจคือการมองไปที่อุตสาหกรรมอื่น ๆ และในประเทศอื่น ๆ พวกเขาใช้แนวคิดใดที่อาจใช้ได้ผลกับอุตสาหกรรมเดียวกันกับเรา
ให้ทำการระดมความคิดเป็นกลุ่มย่อยเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง หลังจากนั้นรวบรวมรายการที่ได้จากการระดมความคิด หลังจากนั้นให้นำเสนอแนวคิดของเราต่อหน้าทุกคน รวมไอเดียโง่ ๆ ไอเดียบ้าๆอะไรก็ว่าไป ซึ่งในโลกแห่งความจริง บางครั้ง idea บ้าระห่ำบางไอเดีย อาจจะสามารถสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ขึ้นมาก็ได้
2. การโน้มน้าวใจ
การโน้มน้าวจูงใจ เป็นการสื่อสารที่ทรงพลัง มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน คือ เพื่อสร้างแนวคิด ความเชื่อ และมุมมองใหม่ๆให้กับผู้ฟัง โดยมุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมบางอย่าง จากวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนทำให้การสื่อสารประเภทนี้แฝงไปด้วยความมุ่งมั่นและความปรารถนาให้เกิดผลลัพธ์แห่งการเปลี่ยนแปลง ตอบสนองต่อการนำพาทีมงานและองค์กรขับเคลื่อนไปข้างหน้าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้
3. การทำงานร่วมกัน
การทำงานร่วมกันจะยกระดับการทำงานเป็นทีมไปอีกขั้น เป็นการรวบรวมผู้คนที่มีชุดทักษะและมุมมองที่แตกต่างกันเพื่อทำโครงการให้สำเร็จโดยมักไม่มีผู้นำ องค์กรที่สามารถใช้ทักษะด้านนี้เข้าใจว่าการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เป็นเรื่องสำคัญที่ช่องทางการสื่อสารทั้งหมดจะต้องเปิดกว้าง
4. ความสามารถในการปรับตัว
นี้จะเป็นทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพราะการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นด้วยความเร็วสูงสุด เป็นไปไม่ได้ที่เราจะเห็นว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราจะเป็นอย่างไร โลกของ Virtual Reality (VR) ที่เพิ่มขึ้นและอื่น ๆ อีกมากมายจะเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจของเราซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไม บริษัท ที่สำคัญจึงต้องอยู่เหนือเทคโนโลยีใหม่ ๆ แทนที่จะรอจนกว่าจะกลายเป็นเรื่องธรรมดา การเริ่มต้นเร็วหมายถึงช่วงการเรียนรู้ของเราก็จะอยู่ในระดับต่ำ
5. ความฉลาดทางอารมณ์
ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) หมายถึง “ความสามารถในการรับรู้ ควบคุม และแสดงอารมณ์ของตนและจัดการกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอย่างรอบคอบและเอาใจใส่”
ผู้ที่มี EQ สูงสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่มีความกดดันสูง การแก้ไขความขัดแย้ง การวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์และอื่น ๆ ได้ดีกว่า ความสามารถนี้เป็นที่ต้องการอย่างมากสำหรับทีมโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถที่ประกอบด้วยภูมิหลังที่มีความแตกต่างกัน
จากการสำรวจของ CareerBuilder พบว่า 75% ของผู้จัดการการจ้างงานให้ความสำคัญกับ EQ มากกว่า IQ ทักษะและความฉลาดที่ยากจะสอนให้กับพนักงานได้ง่ายขึ้น ในขณะที่ EQ ต้องใช้เวลาและความเข้าใจมากกว่าในการเข้าใจอย่างแท้จริงนั่นเอง
6. Self-Motivation
Self-Motivation เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องรับมือ เพราะโลกที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบัน มีจุดที่แรงจูงใจในตนเองเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก
เราทุกคนต้องเรียนรู้วิธีจัดการพลังงานของเรา พลังงานไม่ได้มาจากการรับประทานอาหารที่มีความสมดุลเท่านั้น แต่ยังมาจากแรงผลักดันส่วนตัวของเราในการบรรลุเป้าหมายและความมุ่งมั่น
แรงผลักดันส่วนบุคคลที่จะบรรลุเป้าหมายได้นั้นมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความคิดของเรา การวิจัยแสดงให้เห็นว่าผู้ที่มีความคิดเป็นผู้ใหญ่มักชอบที่จะประสบความสำเร็จ ในความพยายามที่พวกเขามีส่วนร่วมมากกว่าเพราะพวกเขาเชื่อว่าพวกเขาสามารถปรับปรุงได้
ความยืดหยุ่นเกิดจากความกล้าที่จะเอาชนะความท้าทาย นั่นไม่ได้หมายความว่าเราควรมีความรอบคอบกับทางเลือกของเรา แต่ควรเรียนรู้ที่จะจัดการกับความเสี่ยงเพื่อที่จะเข้าใจโอกาสที่เหมาะสมกับความสามารถของเรามากที่สุดและเมื่อใดที่เราควรจ้างคนอื่นจากภายนอกที่จะเป็นการลงทุนที่คุ้มกว่าแทน
ความมุ่งมั่นเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุดในการ บอกเราว่ามีความสำคัญและกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญที่สุดของการตั้งเป้าหมาย
7. การบริหารเวลา
ประสิทธิภาพสูงเชื่อมโยงโดยตรงกับการใช้เวลาของผู้คน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ทำงานหนักอยู่แล้ว แต่สิ่งที่แยกผู้ที่ประสบความสำเร็จจากผู้ที่กำลังดิ้นรนหรือล้มเหลวคือความสามารถในการจัดลำดับความสำคัญและประสิทธิภาพของงาน
แผน : Brian Tracy ผู้เขียนหนังสือขายดีอธิบายถึงความสำคัญของการวางแผนว่า“ ทุกนาทีที่เราใช้ในการวางแผนช่วยประหยัดเวลาในการดำเนินการสิ่งต่าง ๆ ถึง 10 นาที ซึ่งทำให้เราได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนลงแรงถึง 1,000 เปอร์เซ็นต์
การจัดลำดับความสำคัญ: การจัดลำดับความสำคัญเป็นเพียงการทำความเข้าใจว่าควรใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่ที่ไหนดีที่สุด
Stephen Covey อธิบายว่าควรแบ่งงานออกเป็นความเร่งด่วนและความสำคัญ เขาอธิบายต่อไปว่ากุญแจสำคัญคือการมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่สำคัญ แต่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน
8. Storytelling
จิม โรห์น นักปรัชญาธุรกิจชาวอเมริกัน มักจะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของการเล่าเรื่องที่ยอดเยี่ยมโดยการยกตัวอย่างถึงซิเซโร และเดมอสเธเนส สองนักพูดที่ยิ่งใหญ่ในสมัยโรมัน “ซึ่งว่ากันว่าเมื่อซิเซโรพูดคนจำนวนมากต่างก็ตกใจและร้องอุทานว่า ‘ช่างเป็นคำพูดที่ยอดเยี่ยม!’
เมื่อ เดมอสเธเนส พูดผู้คนจะพูดว่า ‘ให้เราเดินขบวนกันเถอะ!’ “สิ่งที่ทำให้นักเล่าเรื่องแตกต่างออกไปก็คือพวกเขามีความสามารถในการกระตุ้นผู้คนให้แสดงออก พวกเขาเข้าใจวิธีเข้าถึงตัวเราและสัมผัสจิตวิญญาณของเรา
เราจะปรับปรุงความสามารถในการเล่าเรื่องได้อย่างไร? ทางออกหนึ่งคือการเข้าร่วม งานอบรม หรือ งานเสวนาที่เกี่ยวข้องกับ Storytelling ซึ่งหลาย ๆ แห่งนั้นจะมีการท้าทายให้เราสร้างสุนทรพจน์สั้น ๆ ที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาที่โดนใจนั่นเอง
Erin Meyer ผู้เขียนหนังสือ The Culture Map กล่าวไว้ว่า “ผู้คนหลายล้านคนทำงานในสภาพแวดล้อมระดับโลก ในขณะที่ดูทุกอย่างจากมุมมองทางวัฒนธรรมของตนเอง และตั้งสมมติฐานว่าความแตกต่าง การโต้เถียง และความเข้าใจผิดทั้งหมดมีรากฐานมาจากเรื่องของบุคลิกภาพ
ต้องบอกว่าส่วนใหญ่นั้น ในหลาย ๆ สถาบันไม่ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับความแตกต่างทางวัฒนธรรมเพราะพวกเขาเชื่อว่าหากพวกเขาให้ความสำคัญกับความแตกต่างของแต่ละบุคคลนั่นก็เพียงพอแล้ว
Covid-19 อาจหยุดการเคลื่อนไหวระหว่างพรมแดนชั่วคราว แต่เมื่อมีการพัฒนาวัคซีนแล้วคาดว่าจะกลับมาอีก ในขณะที่โลกของเราหดตัวลง บริษัท ต่างๆจำนวนมากขึ้นก็เริ่มเข้าใจถึงประโยชน์ตลอดจนข้อเสียของการทำงานร่วมกับทีมระดับโลกมากขึ้นนั่นเอง
References :
https://www.entrepreneur.com/article/359834
https://brooksgroup.com/sales-training-blog/what-are-soft-skills-and-why-should-you-care/
ที่มา ; tharadhol
เกี่ยวกัน
“ความสำเร็จ”นิยามของความสำเร็จสำหรับเราคืออะไร
มีหลายวิธีที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต แต่วิธีไหนที่จะเหมาะสำหรับเรามากที่สุด บางทีคำตอบอาจจะขึ้นอยู่กับว่าเรามีมุมมองของความสำเร็จเป็นอย่างไร จะเป็นความสุขในการทำงาน หรือเงินเดือนสูงๆ กันแน่
วันนี้เราจะมาบอกต่อวิธีก้าวขึ้นไปบนบันไดของความสำเร็จกับ 6 ขั้นตอนมุ่งสู่ความสำเร็จในชีวิต

ความสำเร็จในอาชีพ การได้รับเงินเดือนสูงๆ ก็เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ของความสำเร็จ
แต่ชีวิตก็ไม่ได้มีเพียงด้านเดียว ยังมีทั้งเรื่องของครอบครัว ความรัก ความสัมพันธ์ การเรียน กีฬา อยู่ที่ว่าเราจะมุ่งไปสู่ความสำเร็จในด้านไหน เพราะความสำเร็จในชีวิตของเเต่ละคนก็ต่างกันออกไป บางครั้งความสำเร็จอาจจะเกิดจากความสุข ความปลอดภัย สุขภาพ และความรู้สึกเติมเต็มก็ได้นะ
ดังนั้นไม่มีวิธีที่ไหนที่ดีที่สุดสำหรับความสำเร็จ มีแต่วิธีที่เหมาะกับเราที่สุดเท่านั้น บางอย่างอาจจะเหมาะกับเราแต่ไม่เหมาะกับคนอื่น บางอย่างอาจจะเหมาะกับคนอื่นแต่ไม่เหมาะกับเราก็ได้ ในวันนี้เราจะมาแบ่งปันวิธีพื้นฐานที่อาจเพิ่มโอกาสของความสำเร็จในชีวิตกัน
#สร้างทัศนคติที่พร้อมเติบโต (Growth Mindset)
งานวิจัยของนักจิตวิทยาพบว่าทัศนคติของคนเรามีอยู่ 2 แบบ แบบแรกคือ Fixed Mindset (ทัศนคติที่คงที่) แบบต่อมาคือ Growth Mindset (ทัศนคติที่พร้อมเติบโต)
คนที่มีทัศนคติแบบแรกจะเชื่อว่าความเก่ง ความฉลาด และความสำเร็จ ไม่ได้มาจากความพยายามและการทำงานหนัก แต่มาจากพรสวรรค์ของคนเก่ง คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่เก่งมาตั้งแต่เกิด คนประเภทนี้จะยอมแพ้กับอุปสรรคได้ง่ายหากตัวเองรู้สึกว่าทำอะไรไม่สำเร็จ
แต่ในทางกลับกันคนที่มีทัศนคติแบบที่สองจะเป็นคนที่มีความคิดว่าเขาสามารถเก่งขึ้นได้ เปลี่ยนแปลงได้ เติบโตได้ และเรียนรู้ผ่านความพยายาม คนที่มีทัศนคติแบบนี้จะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก เพราะยิ่งพวกเขาเจอสิ่งที่ยากขึ้น พวกเขาจะยิ่งพัฒนาตัวเองและพร้อมมุ่งสู่ความสำเร็จในทุกๆ ครั้ง
“คนที่มีทัศนคติที่พร้อมเติบโตมีความคิดว่าพวกเขาสามารถควบคุมชีวิตของตัวเองได้ ในขณะที่คนที่มีทัศนคติที่คงที่มีความคิดว่าเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่พวกเขาควบคุมไม่ได้”
แล้วเราจะสร้างทัศนคติแบบ Growth Mindset ได้อย่างไร?
- เชื่อว่าความพยายามเป็นสิ่งสำคัญ
- เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ
- มองความล้มเหลวเป็นประสบการณ์
#เสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence)
ความฉลาดโดยรวมถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในด้านต่างๆ ของชีวิต ทั้งการเรียน การงาน ความสัมพันธ์ แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนแนะนำว่าความฉลาดทางอารมณ์อาจมีความสำคัญมากกว่านั้น ความฉลาดทางอารมณ์หมายถึงความสามารถในการเข้าใจ ใช้ประโยชน์ และใช้เหตุผลในเรื่องของอารมณ์ ทำให้คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์สามารถเข้าใจถึงอารมณ์ของตัวเอง และของผู้อื่นได้ด้วย
แล้วเราจะเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ได้อย่างไร?
- ใส่ใจอารมณ์ของตัวเอง
- จัดการกับอารมณ์ของตัวเอง
- ฟังคนรอบข้าง
#พัฒนาความแข็งแรงของจิตใจ
ความแข็งแรงของจิตใจคือความพยายามและความกล้าที่จะเผชิญอุปสรรค คนที่มีจิตใจที่แข็งแรงจะมองว่างานที่ยาก สิ่งใหม่ๆ และความท้าทายต่างๆ เป็นโอกาส คนประเภทนี้มีความคิดว่าเขาสามารถใช้ชีวิตในแบบของตัวเองได้ มั่นใจว่าตัวเองมีความสามารถที่จะประสบความสำเร็จได้และมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งที่ตัวเองเป็นคนเริ่มให้สำเร็จ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะยากแค่ไหนก็ตาม
แล้วเราจะเสริมสร้างความแข็งแรงของจิตใจได้อย่างไร?
- เชื่อมั่นในตัวเอง
- พยายามต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
- ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน
- หาแรงสนับสนุนจากคนใกล้ตัว
#สร้างความมุ่งมั่น
จากการศึกษากลุ่มเด็กที่มีความฉลาดสูงตั้งแต่เด็กจนโตของนักจิตวิทยา พบว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมากที่สุดจะมีลักษณะสำคัญคือความเพียรพยายามและความมุ่งมั่น ซึ่งลักษณะเหล่านี้เป็นบุคลิกภาพส่วนบุคคลที่สามารถฝึกฝนและปรับปรุงได้ การอดทนรอคอย เรียนรู้ที่จะยืนหยัดเมื่อเผชิญกับความท้าทาย และรอคอยผลลัพธ์จากการทำงานหนักจะเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในชีวิตได้อย่างแน่นอน
แล้วเราจะสร้างความมุ่งมั่นได้อย่างไร?
- จัดการกับความวอกแวก
- ฝึกฝนจนเก่ง
#จดจ่อไปที่แรงจูงใจภายในของตัวเอง (Intrinsic Motivations)
อะไรเป็นสิ่งที่จูงในเรามากที่สุด? รางวัล เงิน ชื่อเสียง หรือการถูกยกย่องจากคนรอบข้าง ถ้าทั้งหมดนี้เป็นเเรงจูงใจที่ทำให้เราอยากจะทำงานล่ะก็ มั่นใจได้เลยว่าชีวิตเรากำลังขับเคลื่อนด้วย ‘แรงจูงใจภายนอก’ แต่ถ้าหากเราทำงานด้วยความพอใจส่วนตัว สนุกกับงานเพราะรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมีความหมาย หรือสนุกกับการได้เห็นผลงานของตัวเอง ชีวิตเรากำลังขับเคลื่อนด้วย ‘แรงจูงใจภายใน’ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าแรงจูงใจภายนอก
แล้วเราจะสร้างแรงจูงใจภายในได้อย่างไร?
- ท้าทายตัวเอง
- เป็นคนช่างสงสัย
- ควบคุมแรงจูงใจของตัวเอง
- อย่ากลัวการแข่งขัน
#ฝึกนิสัยของการเพิ่มศักยภาพในการทำงาน
จากการวิจัย พบว่า มีนิสัยบางอย่างที่มักจะเชื่อมโยงกับความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยมีนิสัยสำคัญอยู่ 6 อย่าง ที่มีผลในการทำงานของผู้คน ซึ่งควรมีลักษณะเหล่านี้อย่างเหมาะสม ไม่มากและไม่น้อยเกินไป หากเรากำลังเรียนรู้วิธีที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตอยู่ ให้ดูในสิ่งที่เราทำได้เพื่อรักษานิสัยเหล่านี้เอาไว้
1. มีจิตสำนึกที่ดี
คนที่มีทักษะนี้จะพิจารณาผลของการกระทำของตัวเอง และพิจารณาถึงสิ่งที่ผู้อื่นจะรู้สึกด้วย เราสามารถมีทักษะนี้ได้ด้วยการคิดถึงผลของการกระทำ และพิจารณาในมุมมองของคนอื่น
2. รับมือกับความไม่แน่นอนได้ดี
ชีวิตเต็มไปด้วยสถานการณ์ที่ไม่ชัดเจน คนที่สามารถจัดการกับสถานการณ์ได้ดีจะเป็นคนที่มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่นๆ แทนที่จะยึดติดและเข้มงวดกับทุกเรื่อง เราควรพร้อมที่จะปรับตัวไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนก็ตาม เราสามารถมีทักษะนี้ได้ด้วยความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง ไม่กลัวสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ให้คุณค่ากับความหลากหลาย ท้าทายมุมมองของตัวเองและพิจารณาความคิดเห็นหรือแนวคิดอื่นที่ไม่ใช่ของเรา
3. ความสามารถในการปรับตัว
นอกจากการยอมรับในความไม่แน่นอนเเล้ว ความสำเร็จมักขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน เราสามารถมีทักษะนี้ได้ด้วยการปรับเปลี่ยนสถานการณ์ที่ยากลำบาก มองอุปสรรคเป็นโอกาสในการเรียนรู้และเติบโต และเปิดรับการเปลี่ยนแปลง และเมื่อแผนหรือสถานการณ์ต้องเปลี่ยนแปลง ลองถอยกลับไปตั้งหลักและมองหาวิธีที่จะรับมือ
4. กล้าได้กล้าเสี่ยง
คนที่ประสบความสำเร็จมักจะเป็นคนที่กล้าหาญ กล้ารับความเสี่ยงแม้จะต้องเผชิญกับความล้มเหลวก็ตาม คนที่กล้าหาญมักจะใช้อารมณ์ด้านบวกเพื่อเอาชนะความกลัว
5. โหยหาความรู้
คนที่ประสบความสำเร็จมักจะอยากรู้อยากเห็นในเรื่องรอบๆ ตัว กระตือรือร้นและพร้อมที่จะเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอ
6. ชื่นชอบการแข่งขัน
คนที่ประสบความสำเร็จมักจะใช้การเเข่งขันเป็นตัวกระตุ้นในการพัฒนาตัวเอง เพื่อให้เก่งขึ้น เติบโตขึ้น แต่ต้องระวังในเรื่องความอิจฉาหรือความผิดหวังหากต้องพบกับความพ่ายเเพ้ ต้องรักษาระดับความรู้สึกที่เราใช้ไปในการแข่งขันให้ดี เราสามารถมีทักษะนี้ได้ด้วยการมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงตัวเราเอง และยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่น
“บางทักษะอาจจะเหมาะกับงานบางงานหรือคนบางคน ไม่มีทักษะไหนที่จะการันตีความสำเร็จของเราได้”
‘ความสำเร็จ’ ไม่มีตัวชี้วัดที่แน่นอนหรือคำตอบที่แน่ชัดว่าเราจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร แต่การศึกษาทักษะและนิสัยบางอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จมาก่อนก็ทำให้เราได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองในทุกๆ วัน
ปลูกฝังและบ่มเพาะทักษะที่มีประโยชน์สำหรับตัวเองแล้วเมื่อเวลาผ่านไปเราจะพบว่าเราเดินมาไกลว่าจุดที่เราเคยยืนและใกล้กับความสำเร็จที่เราตามหามากขึ้นอย่างแน่นอน
ที่มา #Cariber
อยากเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีกว่า ต้องเริ่มจากการสร้างนิสัยที่ดี
คุณเคยสงสัยไหมว่านิสัยคืออะไร? เกิดมาจากอะไร? แล้วทำไมแต่ละคนจึงมีนิสัยที่แตกต่างกัน
วันนี้ Cariber มีคำตอบของคำถามเหล่านี้มาให้ และจะพาทุกคนไปรู้จักกับการสร้างหรือเปลี่ยนแปลงนิสัย เพราะนิสัยที่ดีเป็นจุดเริ่มต้นของตัวเราเองในเวอร์ชันที่ดีกว่า
การสร้างนิสัยคืออะไร?
การสร้างนิสัยคือกระบวนการที่ทำให้พฤติกรรมของเราเกิดขึ้นซ้ำๆ โดยอัตโนมัติหรือเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว นิสัยสามารถเกิดขึ้นได้โดยที่บางทีเราไม่ได้ตั้งใจที่จะรับมา แต่ก็สามารถปลูกฝัง พัฒนานิสัยที่ดี หรือขจัดนิสัยที่ไม่ดีออกไปได้เช่นกัน
นิสัยเกิดขึ้นจากอะไร?
ผู้คนได้รับและพัฒนานิสัยมานับไม่ถ้วนในระหว่างการใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ซึ่งธรรมชาติของนิสัยเหล่านี้ทำให้ผู้คนตอบสนองต่อความต้องการอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทว่าความจริงที่ว่านิสัยจะฝังรากลึกไปในสมองของเรานั้นแปลว่าบางนิสัยอาจจะสร้างปัญหามากกว่าข้อดี และนิสัยนั้นก็สามารถทำลายได้ยาก ดังนั้นการทำความเข้าใจก่อนว่านิสัยเกิดขึ้นมาได้อย่างไรน่าจะช่วยให้เห็นภาพมากขึ้นก่อนที่เราจะพยายามกำจัดนิสัยบางอย่างที่ไม่ดีออกไป
ตัวอย่างของนิสัย
นิสัยมีทั้งที่ดีและไม่ดี การเผลอเอื้อมมือไปหยิบบุหรี่หลังจากตื่นนอนตอนเช้านับเป็นนิสัย หรือการที่หยิบรองเท้าวิ่งหลังจากกลับบ้านเพื่อเตรียมไปออกกำลังกายก็นับเป็นนิสัยเช่นกัน
แล้วทำไมคนเราถึงมีนิสัยล่ะ?
เหตุผลหนึ่งคือมนุษย์และนิสัยเป็นสิ่งที่เกิดมาคู่กัน คนเราสามารถแสดงพฤติกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ได้โดยไม่รู้สึกเสียเวลาหรือพลังงานไปกับการพิจารณาว่าจะต้องทำอย่างไร และคนเรามีแนวโน้มที่จะสามารถตอบสนองอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพได้
อะไรที่ทำให้เกิดนิสัยแย่ๆ?
นิสัยถูกสร้างขึ้นจากการเรียนรู้และการทำสิ่งเดิมซ้ำๆ หลายคนพยายามพัฒนานิสัยของตนเพื่อไล่ตามเป้าหมาย เช่น การขับรถไปเที่ยวที่ไกลๆ หรือการได้ทานอาหารที่อร่อย โดยเริ่มเชื่อมโยงความต้องการบางอย่างกับการตอบรับที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมาย เช่น การเลี้ยวรถไปบนถนนบางเส้นอย่างเคยชิน หรือการแวะกินข้าวที่ร้านประจำ และเมื่อเวลาผ่านไปความคิดและพฤติกรรมของเรามักจะถูกกระตุ้นโดยตัวชี้นำเหล่านั้นจนเคยชิน
HabitLoop คืออะไร?
Habit loop หรือวงจรของนิสัยเป็นวิธีการอธิบายองค์ประกอบหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการสร้างนิสัย ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ถูกเรียกว่า ความต้องการ (หรือสิ่งกระตุ้น), กิจวัตร (หรือพฤติกรรม) และรางวัล ตัวอย่างเช่น ความเครียด (ซึ่งนับเป็นสิ่งกระตุ้น) อาจทำให้คนเราตอบสนองด้วยการกินมากขึ้น อาจสูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์ (พฤติกรรม) ซึ่งให้ผลตอบแทนคือความเครียดที่ลดลง (รางวัล) แม้อาจเป็นแบบชั่วคราวก็ตาม และผู้คนก็มักจะวนอยู่ในวงจรนี้ไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ตัว
นิสัยและกิจวัตรแตกต่างกันอย่างไร?
แม้ว่ากิจวัตรจะรวมถึงพฤติกรรมที่ทำซ้ำๆ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำเพื่อตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นเสมอเหมือนนิสัย กิจวัตรคือการที่เราล้างจานเป็นประจำหรือไปออกกำลังกาย โดยไม่ได้รู้สึกว่ามีแรงกระตุ้น แต่ทำไปเพราะความรู้สึกที่ว่าเราจำเป็นต้องทำสิ่งเหล่านี้
นิสัยที่ไม่ดีที่พบได้บ่อยที่สุดคืออะไร?
นิสัยที่พบเห็นได้มากที่สุด ได้แก่ การดื่มหรือกินมากกว่าปกติ การสูบบุหรี่ และการใช้ยาในทางที่ผิด ส่วนพฤติกรรมทั่วไปที่อาจเป็นอันตรายอื่นๆ เช่น การใช้โทรศัพท์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ มากเกินไป ทำให้นอนหลับยาก
ทำไมจึงเป็นเรื่องยากที่จะทำลายนิสัยที่ไม่ดี?
คนเราอาจไม่ได้ตระหนักถึงวิธีการทำงานของนิสัยของตัวเอง เพราะนิสัยถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนเราทำสิ่งต่างๆ ได้โดยไม่ได้คิดถึงสิ่งเหล่านั้นมากจนเกินไป เพราะฉะนั้นการที่เราต้องการจะเลิกทำนิสัยที่ไม่ดีไม่สามารถเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติได้ ซึ่งต้องอาศัยสติ การพิจารณาและความพยายามรวมเข้าด้วยกัน
การสร้างนิสัยที่ดี
นิสัยเก่าๆ นั้นยากที่จะแก้ และนิสัยที่ดีก็มักพัฒนาได้ยาก แต่การทำซ้ำๆ ก็สามารถสร้างและรักษานิสัยใหม่ไว้ได้ แม้แต่นิสัยที่ไม่ดีที่สั่งสมมายาวนานของคนๆ หนึ่งก็สามารถถูกทำลายลงได้ด้วยความมุ่งมั่นที่เพียงพอบวกกับวิธีการที่ชาญฉลาด
แล้วมีวิธีใดบ้างที่จะช่วยสร้างนิสัยที่ดีได้?
เมื่อพิจารณาจากบริบทและแรงกระตุ้นที่จะนำไปสู่การสร้างนิสัย การสร้างนิสัยที่ดีอาจรวมถึงการทำให้ตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่เรามีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการจะเป็นและทำซ้ำพฤติกรรมเหล่านั้น หลังจากนั้นเราจึงให้รางวัลเล็กน้อยกับตัวเอง เช่น การดูทีวีหรือฟังเพลงขณะออกกำลังกาย หรือเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นคือการที่เราเอาตัวเองไปไว้ในสภาพแวดล้อมที่ดีหรืออยู่ใกล้กับคนที่อยากจะเป็นนั่นเอง
แรงจูงใจช่วยสร้างนิสัยได้อย่างไร?
ในขณะที่แรงจูงใจจากภายในมีส่วนช่วยผลักดันให้ตัวเราเกิดพฤติกรรมต่างๆ แล้ว แรงจูงใจยังสามารถเป็นรางวัลที่ช่วยเราในการสร้างนิสัยได้ด้วยเช่นกัน โดยการทำให้ตัวเราเริ่มพยายามที่จะมีส่วนร่วมในพฤติกรรมที่คาดหวัง จนเกิดเป็นนิสัยในท้ายที่สุด เช่น การคาดหวังที่จะออกกำลังกายเป็นประจำ เมื่อเราทำสำเร็จเราจะรู้สึกว่าข้อดีต่างๆ ของการออกกำลังกายเป็นรางวัลของความพยายาม
การจะสร้างนิสัยใช้เวลานานแค่ไหน?
จริงๆ แล้ว ระยะเวลาขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ รวมถึงตัวบุคคลและพฤติกรรมที่คาดหวัง แม้ว่างานวิจัยบางชิ้นจะระบุว่าการสร้างนิสัยที่ดีอาจใช้เวลาหลายเดือน แต่บางคนอาจจะสามารถสร้างนิสัยใหม่ได้ภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์
ทำไมการเปลี่ยนแปลงนิสัยที่ไม่ดีจึงเป็นเรื่องยาก?
อย่างที่ได้กล่าวไปในตอนแรกว่านิสัยคือพฤติกรรมที่ทำงานโดยอัตโนมัติ สมองของเราจึงยังไม่ทันพิจารณาว่าทำไมนิสัยที่ไม่ดีถึงเกิดขึ้นกับตัวเรา ดังนั้น นิสัยที่ไม่ดีก็ยังคงฝังแน่นและอยู่กับตัวเราในขณะที่เราก็(เคย)เผลอให้รางวัลกับนิสัยที่ไม่ดีเช่นกัน
แล้วสุดท้ายเราจะหยุดทำนิสัย(ที่ไม่ดี)ได้อย่างไร?
การพยายามพิจารณาอย่างมีสติว่า ‘ทำไมตัวเราถึงมีนิสัยที่ไม่ดี?’ รวมถึงพิจารณาตัวเลือกอื่นๆที่เราสามารถทำได้อาจช่วยได้ ดังนั้นเราอาจะใช้เวลาสักครู่หนึ่งเพื่อคิดทบทวนว่าอะไรคือสิ่งกระตุ้นที่ทำให้ตัวเราเกิดนิสัยที่ไม่ดี และลองประเมินสิ่งนั้นอีกครั้งหนึ่งว่าเราได้ (หรือไม่ได้) อะไรจากมัน หลังจากนั้นจึงพิจารณาและพึงระลึกไว้เสมอว่าทำไมเราถึงต้องการเปลี่ยนแปลงนิสัยนี้ รวมถึงวิธีการเปลี่ยนแปลงนั้นจะต้องสะท้อนค่านิยมของตัวเราออกมาด้วยเช่นกัน
“การที่เรามีนิสัยแบบนึง พฤติกรรมแบบนึงก็จะพาเราไปสู่โลกแบบนึง ถ้าเราเริ่มเปลี่ยนนิสัย หรือสร้างนิสัยที่ดีขึ้นสักวันละ 1% ใน 1 ปี ตัวเราจะดีขึ้นประมาณ 37 เท่า”
กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร
อ้างอิง
https://bit.ly/3d1bQGr
ที่มา ; Cariber
ทุกคนเคยมีนิสัยที่ไม่ดีแล้วอยากจะแก้ไขมั้ย?
เช่น ผัดวันประกันพรุ่ง ตื่นสาย ไม่ตรงต่อเวลา
แล้วเคยรู้สึกมั้ยว่าสิ่งเหล่านี้มักชอบมาขัดขวางความสำเร็จของเรา?
วันนี้ Cariber จะมาแนะนำ 10 วิธีในการแก้ไขนิสัยที่ไม่ดีของตัวเอง พร้อมวิธีการทดแทนด้วยนิสัยใหม่ที่ดีกว่า เพื่อให้ชีวิตของเราก้าวเข้าใกล้เป้าหมายไปอีกขั้น
ต้นเหตุของนิสัยแย่ๆ
บ่อยครั้งที่นิสัยแย่ๆ ก็เป็นเพียงวิธีจัดการกับความเครียดและความเบื่อหน่าย ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการกัดเล็บ ไปจนถึงการใช้จ่ายจนเกินตัว การนัดดื่มทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ และการเสียเวลาส่วนใหญ่ของวันบนโลกอินเทอร์เน็ต ก็ล้วนเป็นทางออกง่ายๆ ที่เราเลือกใช้ตอบสนองต่อความเครียดและความเบื่อหน่ายของตัวเอง
แต่มันไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป เราสามารถเรียนรู้วิธีการใหม่ๆ ในการจัดการกับความเครียดและความเบื่อหน่าย เพื่อทดแทนนิสัยที่ไม่ดีเหล่านั้นได้ เช่น เมื่อเครียดแล้วอยากสูบบุหรี่ วิธีการแก้ไม่ใช่การ “หยุดสูบบุรี่” แต่เป็นการจัดการกับความเครียดด้วยวิธีอื่นต่างหาก
จะแทนที่นิสัยที่ไม่ดีได้อย่างไร
1. วางแผนล่วงหน้าเพื่อรับมือกับนิสัยแย่ๆ
เช่น เวลามีเพื่อนสนิทโทรมาชวนไปดื่มในคืนวันศุกร์ หรือเมื่อเกิดความเครียดจนต้องสูบบุหรี่ ไม่ว่ากำลังเผชิญอยู่อะไรอยู่ก็ตาม เราต้องคิดล่วงหน้าว่าเราจะทำอะไรแทนนิสัยแย่ๆ พวกนั้นเสมอ ถ้ารู้ตัวว่าพอเครียดแล้วจะสูบบุหรี่ ก็อาจจะเตรียมหมากฝรั่งไว้เคี้ยวแทนการสูบบุหรี่ก็ได้
2. ตัดสิ่งกระตุ้นออกไปให้ได้มากที่สุด
ถ้าเปลี่ยนสภาพแวดล้อมได้ การเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ก็ยิ่งง่ายขึ้น หากรู้ตัวว่ามักจะสูบบุหรี่ขณะดื่ม ก็จงอย่าไปที่บาร์ หากชอบกินของหวานเมื่ออยู่หน้าทีวี ก็ต้องเอาขนมไปซ่อน พูดง่ายๆ ก็คือการเลิกนิสัยที่ไม่ดีโดยหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นต้นเหตุ
3. จับคู่กับใครสักคนเพื่อแก้ไขนิสัยร่วมกัน
เช่น อาจจะมีเพื่อนสักคนไว้เลิกบุหรี่ไปพร้อมๆ กัน จะได้ไม่ล้มเลิกกลางทาง ปลุกใจกันและกัน และดีใจไปด้วยกันเมื่อทั้งคู่ทำสำเร็จ การได้รับความคาดหวังจากผู้อื่นอาจเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ
4. ล้อมรอบตัวคุณด้วยผู้คนแบบที่คุณอยากจะเป็น
เราไม่จำเป็นต้องทิ้งเพื่อนเก่า แต่อย่าลืมว่าเพื่อนใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ตรงกับเราก็อาจช่วยพากันไปสู่จุดหมายได้เร็วขึ้น
5. ลองนึกภาพตัวคุณเองขณะประสบความสำเร็จ
ตอนที่คุณทิ้งบุหรี่ ซื้ออาหารเพื่อสุขภาพ หรือตื่นเช้ากว่าเดิม ไม่ว่านิสัยแย่ๆ ที่คุณกำลังจะแก้ไขคืออะไร ให้ลองนึกภาพตอนที่ตัวเองกำลังยิ้มและมีความสุขเมื่อทำสำเร็จ
6. คุณไม่จำเป็นต้องเป็นคนใหม่ คุณแค่ต้องกลับไปเป็นคนเดิม
แท้จริงแล้ว เราไม่ได้มีนิสัยแย่ๆ เหล่านี้มาตลอดชีวิต ให้คิดเสียว่า เราไม่จำเป็นต้องเลิกสูบบุหรี่ เราแค่ต้องกลับไปเป็นคนที่ไม่สูบบุหรี่ เราไม่จำเป็นต้องแปลงร่างเป็นคนสุขภาพดี เราแค่ต้องกลับมามีสุขภาพที่ดี แม้ว่าจะเวลาผ่านมาหลายปีแล้ว เราต่างก็เคยมีชีวิตอยู่โดยปราศจากนิสัยแย่ๆ เหล่านี้มาก่อน ซึ่งหมายความว่าเราจะสามารถกลับทำมันอีกครั้งได้อย่างแน่นอน
7. ใช้คำว่า “แต่” เพื่อเอาชนะการพูดกับตัวเองในแง่ลบ
สิ่งหนึ่งที่ทำให้การต่อสู้กับนิสัยที่ไม่ดีนั้นยากขึ้นคือการตัดสินว่าตัวเองไม่มีทางเลิกนิสัยพวกนี้ได้ พอเราคิดลบกับตัวเองอยู่แล้ว ทุกครั้งที่เราเผลอดื่มน้ำหวานหรือนอนดึก มันจึงง่ายที่เราจะเผลอคิดว่าตัวเองโหลยโท่ย เพราะฉะนั้น เมื่อใดก็ตามที่ความคิดด้านลบเหล่านี้เกิดขึ้น ให้จบประโยคด้วยคำว่า “แต่” เสมอ เช่น “ฉันอ้วนและมีรูปร่างไม่สมส่วน แต่อีกไม่กี่เดือนต่อจากนี้ฉันคงจะมีหุ่นที่ดีได้” หรือ “ฉันล้มเหลว แต่ใครๆ ก็เคยล้มเหลวกันทั้งนั้น” เป็นต้น
8. มีแผนการสำหรับความล้มเหลว
เพราะเราทุกคนเคยพลาดพลั้ง ดังนั้น แทนที่จะเฝ้าบอกตัวเองว่าเราทำพลาด ลองเปลี่ยนเป็นเตรียมแผนรับมือดีกว่า เราทุกคนต่างต้องเคยออกนอกเส้นทาง กระทั่งผู้คนที่ประสบความสำเร็จมากมายก็ยังเคย แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างจากคนอื่นๆ ก็คือการที่พวกเขามักจะกลับมาสู่เส้นทางได้อย่างรวดเร็วเสมอ
9. ลดระดับความเครียดของคุณ
เพราะนิสัยที่ไม่ดีบ่มเพาะมาจากความเครียด (และความเบื่อหน่าย) เราจึงควรทำกิจกรรมที่มีประโยชน์เป็นประจำเพื่อกระตุ้นฮอร์โมนส์โดปามีน (Dopamine) หรือสารที่ช่วยหลอกสมองว่าคุณไม่มีเรื่องเครียดและกำลังมีความสุขอยู่ เช่น ออกกำลังกาย นอนหลับให้ครบ 8 ชั่วโมง หรือ ทำสมาธิ เป็นต้น
10. ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน
เปลี่ยนจากการตั้งเป้าหมายทั่วๆ ไป เช่น ฉันจะไม่กินขนมระหว่างดูทีวี เป็นการตั้งเป้าหมายที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของเรา ลองคิดดูว่าเราจะสามารถหลีกเลี่ยงขนมจุบจิบได้ยังไงบ้างระหว่างอยู่ที่บ้าน อาจจะเป็นการไม่ซื้อขนมเข้าบ้านหรือเดินหลบชั้นวางคุกกี้ในซูเปอร์มาร์เก็ตไปเลยก็ได้ การวางแผนแบบนี้จะทำให้คุณแก้ไขนิสัยที่ไม่ดีได้ง่ายขึ้น
หวังว่าทั้ง 10 ข้อนี้ จะช่วยให้คุณเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้
จงจำไว้ว่า เมื่อคุณตระหนักถึงสาเหตุที่แท้จริงของนิสัยที่ไม่ดีได้ คุณก็จะแก้ไขพวกมันได้ง่ายขึ้น และคุณไม่ได้กำลังทำลายนิสัยแย่ๆ แต่คุณกำลัง “แทนที่” มันต่างหาก
อ้างอิง
ที่มา ; Cariber
บทความกล่าวถึงความสำคัญของ Soft Skills ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งแม้องค์กรจำนวนมากยังให้ความสำคัญกับ Hard Skills โดยเฉพาะทักษะด้านเทคโนโลยี แต่จากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกการทำงาน โดยเฉพาะยุคหลังโควิด-19 ทำให้ Soft Skills กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จมากขึ้น ทักษะสำคัญ ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ การโน้มน้าวใจ การทำงานร่วมกัน ความสามารถในการปรับตัว ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) แรงจูงใจในตนเอง การบริหารเวลา และการเล่าเรื่อง (Storytelling)
Soft Skills เหล่านี้ช่วยให้บุคคลสามารถเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างยืดหยุ่น โดยเฉพาะ EQ ซึ่งช่วยให้จัดการอารมณ์และความสัมพันธ์ได้ดีในสถานการณ์กดดัน นอกจากนี้ Growth Mindset และนิสัยที่ดี เช่น ความมุ่งมั่น การตั้งเป้าหมาย และการจัดการนิสัยเชิงลบ ล้วนเป็นพื้นฐานของความสำเร็จ
บทความยังอธิบายแนวคิดเรื่อง Habit Loop ที่ประกอบด้วยสิ่งกระตุ้น พฤติกรรม และรางวัล ซึ่งเป็นกลไกของการสร้างนิสัย ทั้งนิสัยดีและไม่ดีสามารถเปลี่ยนแปลงได้ผ่านความเข้าใจตนเอง การปรับสภาพแวดล้อม และการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง สรุปแล้ว ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถด้านใดด้านหนึ่ง แต่เกิดจากการพัฒนาทักษะทางสังคม อารมณ์ และการคิดอย่างสมดุล
Soft Skills มีความสำคัญเพิ่มขึ้นในยุคปัจจุบันเพราะเหตุผลใดมากที่สุด
ก. เทคโนโลยีลดความสำคัญของมนุษย์
ข. โลกการทำงานเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและซับซ้อน
ค. Hard Skills ไม่จำเป็นอีกต่อไป
ง. องค์กรลดการใช้คอมพิวเตอร์
เฉลย: ข
เหตุผล: การเปลี่ยนแปลงรวดเร็วทำให้ต้องใช้ทักษะด้านการปรับตัวและการทำงานร่วมกัน
ข้อใดสะท้อน “ความคิดสร้างสรรค์” ได้ดีที่สุด
ก. ทำงานตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด
ข. ลอกแบบจากองค์กรเดียวกันเท่านั้น
ค. นำแนวคิดจากหลายอุตสาหกรรมมาประยุกต์ใช้
ง. หลีกเลี่ยงการระดมความคิดเห็น
เฉลย: ค
เหตุผล: Creativity คือการเชื่อมโยงแนวคิดใหม่จากหลายบริบท
การโน้มน้าวใจที่มีประสิทธิภาพควรมีเป้าหมายหลักคืออะไร
ก. ทำให้ผู้อื่นยอมตามโดยไม่คิด
ข. เปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมอย่างมีเหตุผล
ค. ใช้อารมณ์เป็นหลัก
ง. ทำให้เกิดความกลัว
เฉลย: ข
เหตุผล: การโน้มน้าวที่ดีต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีเหตุผล
EQ (Emotional Intelligence) มีความสำคัญต่อองค์กรเพราะอะไร
ก. ทำให้ทำงานเร็วขึ้น
ข. ลดต้นทุนองค์กร
ค. ช่วยจัดการอารมณ์และความสัมพันธ์ได้ดี
ง. แทนที่ IQ ได้ทั้งหมด
เฉลย: ค
เหตุผล: EQ ช่วยบริหารอารมณ์และความสัมพันธ์ในทีม
ข้อใดคือหัวใจของ “ความสามารถในการปรับตัว”
ก. ยึดติดแผนเดิม
ข. หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลง
ค. ปรับตัวตามสถานการณ์และเทคโนโลยี
ง. ทำงานแบบเดิมเสมอ
เฉลย: ค
เหตุผล: Adaptability คือการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง
Self-Motivation หมายถึงข้อใด
ก. ทำงานตามคำสั่งหัวหน้า
ข. แรงผลักดันจากภายนอกเท่านั้น
ค. แรงขับภายในเพื่อบรรลุเป้าหมาย
ง. การพึ่งพาผู้อื่น
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นแรงจูงใจจากภายในตนเอง
การบริหารเวลาที่มีประสิทธิภาพควรเน้นอะไร
ก. ทำงานหลายอย่างพร้อมกันเสมอ
ข. จัดลำดับความสำคัญของงาน
ค. ทำงานเฉพาะงานด่วน
ง. ทำงานตามอารมณ์
เฉลย: ข
เหตุผล: Time management เน้นการจัดลำดับความสำคัญ
Storytelling ที่ดีมีผลต่อผู้ฟังอย่างไร
ก. ทำให้ข้อมูลซับซ้อนขึ้น
ข. ทำให้ผู้ฟังเกิดการลงมือทำ
ค. ลดความเข้าใจ
ง. ทำให้เกิดความสับสน
เฉลย: ข
เหตุผล: การเล่าเรื่องที่ดีสามารถกระตุ้นการลงมือปฏิบัติ
Habit Loop ประกอบด้วยองค์ประกอบใด
ก. ความคิด–การตัดสินใจ–ผลลัพธ์
ข. สิ่งกระตุ้น–พฤติกรรม–รางวัล
ค. แรงจูงใจ–ทักษะ–ผลลัพธ์
ง. เป้าหมาย–แผน–ความสำเร็จ
เฉลย: ข
เหตุผล: วงจรนิสัยประกอบด้วย Cue–Routine–Reward
วิธีใดช่วยเปลี่ยนนิสัยไม่ดีได้ดีที่สุด
ก. หยุดทันทีโดยไม่วางแผน
ข. ใช้ความตั้งใจเพียงอย่างเดียว
ค. ปรับสิ่งแวดล้อมและแทนที่พฤติกรรมเดิม
ง. หลีกเลี่ยงการคิดถึงนิสัยนั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: การเปลี่ยนสภาพแวดล้อมและแทนที่พฤติกรรมได้ผลยั่งยืนที่สุด