สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M573_กระจายอำนาจให้โรงเรียนได้ร่วมออกแบบหลักสูตรท้องถิ่น

หลักสูตรท้องถิ่น อยู่คู่กับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาเป็นเวลานานแล้ว ถือเป็นการกระจายอำนาจทางการศึกษา เพราะเปิดโอกาสให้โรงเรียนและชุมชนได้จัดทำควบคู่ไปกับหลักสูตรแกนกลางของ สพฐ. แต่ในปัจจุบันหลักสูตรฯ ดังกล่าว ได้ถูกลดความสำคัญลงไปมาก ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทางรายการ 1 ในพระราชดำริ สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 Mcot HD และมูลนิธิอานันทมหิดล ให้ความสนใจ เพราะการเปิดโอกาสให้โรงเรียนมีอิสระในความคิด ทั้งในเรื่องออกแบบหลักสูตรการศึกษาและบริหารจัดการ จะทำให้ทุกพื้นที่ได้มีคนเก่งที่เข้าใจในบริบทของสังคม เกิดการบริหารจัดการที่ใช้โรงเรียนเป็นฐาน อย่างแท้จริง

ดร.รัตนา แซ่เล้า ผู้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล แผนกธรรมศาสตร์ ประจำปี 2549เปิดเผยว่า ตั้งแต่มีการปฏิรูปการศึกษาปี พ.ศ.2542 ประเทศไทยได้พัฒนาการศึกษาโดยคาบเกี่ยวกับ 2 ปัจจัยหลักคือ 

1.การตอบรับกับกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้คนไทยสามารถเป็นส่วนหนึ่งของพลวัตโลกได้ เช่น การแข่งขันทางเศรษฐกิจ หรือการเข้าร่วมกับการวัดผลประเมินผลระดับนานาชาติ 

2.การรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นการศึกษาที่โรงเรียนหรือชุมชน ได้จัดทำควบคู่ไปกับหลักสูตรแกนกลางของ สพฐ.ที่เรียกกันว่าหลักสูตรท้องถิ่น เป็นการกระจายอำนาจหรือให้โอกาสกับชุมชน สามารถมีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษาของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะบริบทของชุมชนในสังคมไทยนั้นต่างกัน ประเทศไทยควรจะเปิดโอกาสให้โรงเรียนได้เลือก ที่ผ่านมาหลักสูตรท้องถิ่นได้เข้าออกในระบบการศึกษาไทยมานานแล้ว ขึ้นอยู่กับผู้บริหารของภาครัฐว่าจะเห็นความสำคัญเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน 

ซึ่งทุกวันนี้โรงเรียนขนาดใหญ่จะเน้นแต่เรื่องหลักสูตรแกนกลาง เพื่อนำผลการเรียนไปแข่งกับนานาประเทศ หลักสูตรท้องถิ่นกลายเป็นงานของโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดแคลนครู ทั้งที่ความจริงแล้วควรเป็นที่โรงเรียนและท้องถิ่นแข็งแรง ช่วยกันผลักดันให้เกิดหลักสูตรท้องถิ่นขึ้นมา ในเชิงนโยบายการศึกษาเรามีทิศทางว่าสอนหลักสูตรแกนกลาง 70% และหลักสูตรท้องถิ่น 30% ซึ่งเป็นทิศทางที่เหมาะสม แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น 

ทุกวันนี้เรามีหลักสูตรต่างๆ มากมายเกิดขึ้น เนื่องจากผู้บริหารภาครัฐได้เข้ามาแทรกแซงในรูปนโยบายต่างๆ ทางการศึกษา โดยอาศัยหลักสูตรเป็นเครื่องมือ เช่น การเพิ่มกิจกรรม การสลับปรับเปลี่ยนจำนวนชั่วโมง รวมทั้งการเพิ่มรายวิชา จนทำให้หลักสูตรท้องถิ่นกลายเป็นชั่วโมงที่ใส่อะไรก็ได้เข้ามา การที่ภาครัฐเปลี่ยนแปลงนโยบายตลอดเวลา ทำให้หลักสูตรไม่มีเสถียรภาพ เกิดความสั่นคลอน จนหลักสูตรท้องถิ่นไม่ได้เป็นประเด็นของการศึกษาไทย” ดร.รัตนา กล่าว

ดร.สุกรี นาคแย้ม อาจารย์วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งมีประสบการณ์เคยเป็นครู และผู้อำนวยการในโรงเรียนขนาดเล็กใน จ.มหาสารคาม มานานหลายปี ได้ให้ความเห็นว่า คำถามสำคัญคือในนามการปฏิรูปและกระจายอำนาจด้านการศึกษา เกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานทางการศึกษาระดับบนและโรงเรียนซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติล่างหรือเล็กสุด ซึ่งในที่นี้ขอยก 2 แนวคิดเกี่ยวกับสถานภาพของโรงเรียน มาเทียบเคียงเพื่อให้เห็นคำตอบเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

คือการมีสถานภาพเป็นผู้บริโภค (Consumers) หรือเป็นผู้มีส่วนได้-ส่วนเสีย (Stakeholders) คำตอบในเรื่องนี้พิจารณาได้จาก 2 ลักษณะของการออกแบบโครงสร้างทางการบริหารและโครงสร้างหลักสูตรแกนกลาง คือ  

1.โครงสร้างแนวตั้ง เป็นโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการถ่ายทอดคำสั่ง กฎ ระเบียบและการตัดสินใจจากระดับบนลงสู่ระดับล่างภายใต้โครงสร้างนี้ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานในระดับต่างๆ ที่ระดับหรือความมีอำนาจในการตัดสินใจแตกต่างกันโดยลดหลั่นกันตามสายการบังคับบัญชา ลักษณะเช่นนี้ทำให้หน่วยงานที่อยู่ล่างสุดหรือปลายสุดของเส้นทางเดินอำนาจ เช่น โรงเรียน ถูกกำกับควบคุมอย่างเข้มงวด สถานภาพจึงเป็นได้เพียงผู้บริโภค กับ  

2.โครงสร้างแนวราบ เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดที่พยายามหาทางออกให้กับปัญหา หรือข้อจำกัดที่เกิดจากโครงสร้างแบบแนวตั้ง หรือพูดง่ายๆ ก็คือลดจำนวนหน่วยงานราชการตามสายการบังคับบัญชาแบบเป็นทางการ เพื่อเน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ 

แม้ว่ายังคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ตามสายการบังคับบัญชาที่เป็นทางการหรือตามตัวบทกฎหมายก็ตาม แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเครือข่ายที่อยู่นอกสายการบังคับบัญชาแบบเป็นทางการ ประกอบกับสายการบังคับบัญชาแบบเป็นทางการที่สั้นลง ทำให้ความสัมพันธ์ภายใต้โครงสร้างนี้มีความยืดหยุ่นและหลากหลายรูปแบบ ดังนั้นระดับหรืออำนาจในการตัดสินใจของหน่วยงานระดับปฏิบัติ อย่างโรงเรียนจึงเพิ่มขึ้น ทำให้มีสภาพเป็นผู้มีส่วนได้-ส่วนเสีย 

โดยตลอด 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมาพบว่าโครงสร้างทางการบริหารและโครงสร้างหลักสูตรแกนกลางของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ยังเป็นโครงสร้างแบบแนวตั้งเหมือนเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงเพราะการที่หน่วยงานระดับบนใส่อะไรลงไปบนโครงสร้าง โดยไม่คำนึงถึงศักยภาพหรือความสามารถของโรงเรียนในการแบกรับ จะทำให้โรงเรียนโดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กเจ็บป่วยและอ่อนแอลงเรื่อยๆ และยังสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรระหว่างสถานศึกษา ในโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรพร้อมนั้นสามารถพัฒนาหลักสูตรได้โดยไม่ยากเย็น 

แต่การปฏิบัติที่เกิดขึ้นในโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งขาดแคลนทรัพยากรอาจไม่ใช่ “การพัฒนา” แต่อาจมีลักษณะเป็น “การหามา” หรือ “ทำให้มี” เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ภายใต้โครงสร้างแบบนี้ ก็ยังมีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้น นั่นคือการที่โรงเรียนขนาดเล็กสามารถจัดหลักสูตรท้องถิ่นให้กับผู้เรียนในพื้นที่มานานแล้ว ทั้งที่มีข้อจำกัดด้านบุคลากร ครูไม่ครบชั้นเรียนรวมถึงการไม่มีครูที่มีความเชี่ยวชาญในเนื้อหาและการสอนครบทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ 

ที่เป็นเช่นนี้เพราะหลังจากทุ่มเทการเรียนการสอนกับกลุ่มสาระที่ตนเองถนัดหรือจบมาแล้ว ในเวลาที่เหลือครูจึงจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนในลักษณะต่างๆ ตามดุลพินิจและบริบท โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมที่ได้ลงมือปฏิบัติจริง เช่น จักสาน เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ตัดผม ปลูกต้นไม้ ร้องเพลง เล่นเกมหรือเล่นกีฬา” ดร.สุกรี ระบุ

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถชมคลิปการสัมภาษณ์เพิ่มเติม ได้ในรายการ 1 ในพระราชดำริ ตอนความฝันอันสูงสุด กระจายอำนาจ กระจายโอกาส ซึ่งทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 Mcot HD ได้ร่วมกับมูลนิธิอานันทมหิดล ได้จัดทำขึ้น โดยสามารถคลิกไปที่ https://www.youtube.com/watch?v=4-PbGMf3HrA&t=413s ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป 

ที่มา ; แนวหน้า วันจันทร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2567 

สรุปสาระสำคัญ 

หลักสูตรท้องถิ่นเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายอำนาจทางการศึกษา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เปิดโอกาสให้โรงเรียนและชุมชนร่วมกันจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ควบคู่กับหลักสูตรแกนกลางของ สพฐ. อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหลักสูตรท้องถิ่นกลับถูกลดความสำคัญลง เหลือเพียงบทบาทรองในโรงเรียนขนาดเล็ก ขณะที่โรงเรียนใหญ่เน้นแข่งขันด้านหลักสูตรแกนกลางเพื่อผลการประเมินระดับนานาชาติ ดร.รัตนา แซ่เล้า เห็นว่าการเปลี่ยนนโยบายทางการศึกษาบ่อยครั้งทำให้หลักสูตรขาดเสถียรภาพ ส่วน ดร.สุกรี นาคแย้ม ชี้ว่าโครงสร้างการบริหารยังคงเป็นแนวตั้ง โรงเรียนจึงมีบทบาทเพียงผู้ปฏิบัติตามมากกว่าผู้มีส่วนร่วม หากโครงสร้างเปลี่ยนเป็นแนวราบ โรงเรียนจะมีอำนาจตัดสินใจมากขึ้น เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นแนวทางที่เอื้อต่อการสร้างหลักสูตรท้องถิ่นที่แท้จริง ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากบริบทจริงของพื้นที่ตน 

ข้อสอบ 

1. หลักสูตรท้องถิ่นมีจุดมุ่งหมายหลักคืออะไร
ก. เพิ่มจำนวนรายวิชาแข่งขันระดับชาติ
ข. เปิดโอกาสให้โรงเรียนและชุมชนร่วมพัฒนาการศึกษา
ค. ลดภาระงานของครูในโรงเรียนขนาดเล็ก
ง. สร้างความเป็นเอกภาพของหลักสูตรทั่วประเทศ

2. ปัญหาหลักที่ทำให้หลักสูตรท้องถิ่นอ่อนแรงลงคือข้อใด
ก. ครูไม่ให้ความร่วมมือ
ข. โรงเรียนขนาดใหญ่ไม่ต้องการใช้หลักสูตร
ค. การเปลี่ยนนโยบายทางการศึกษาบ่อยครั้ง
ง. ชุมชนไม่สนับสนุนการเรียนรู้ของโรงเรียน

3. โครงสร้างแนวตั้งทางการศึกษามีผลอย่างไรต่อโรงเรียน
ก. โรงเรียนมีอิสระออกแบบหลักสูตรได้เอง
ข. โรงเรียนถูกควบคุมและมีบทบาทเพียงผู้ปฏิบัติ
ค. โรงเรียนสามารถกำหนดนโยบายการศึกษาระดับประเทศ
ง. โรงเรียนร่วมบริหารงบประมาณกับภาครัฐ

4. ดร.สุกรี เสนอว่าการบริหารแบบใดช่วยให้โรงเรียนมีส่วนร่วมมากขึ้น
ก. โครงสร้างแนวตั้ง
ข. โครงสร้างแนวราบ
ค. โครงสร้างแบบรวมศูนย์
ง. โครงสร้างแบบราชการเต็มรูปแบบ

คลิกเฉลย >>>