
กรมการปกครอง แสดงข้อมูลจำนวนการเกิดประจำปี 2564 พบว่า มีจำนวนประชากรเกิดทั้งหมด 544,570 คน ลดลงจากปี 2563 ถึง 42,798 คน ขณะที่ประชากรที่เสียชีวิตในปี 2564 มีจำนวน 563,650 ซึ่งเป็นสถิติปีแรกที่มีอัตราการเกิดน้อยกว่าการตาย เหตุผลสำคัญ คือ สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ยิ่งทำให้ประชากรวัยผู้สูงอายุเสียชีวิตเร็วขึ้น ส่งผลให้อัตราการตายในปี 2564 สูงขึ้น
“การลดลงของเด็กเกิดใหม่ ได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากร” ในปี 2565 นี้โครงสร้างประชากรไทยได้เปลี่ยนเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ประชากรเด็กมีเพียงร้อยละ 16-17 ของประชากรทั้งหมด
องค์การสหประชาชาติได้นิยามความหมาย “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” (Aged society) หมายถึง สังคมหรือประเทศท่ีมีประชากรอายุ 60 ปีข้ึนไป มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศหรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปี มากกว่าร้อย ละ 14 ของประชากรทั้งประเทศ
“สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มท่ี” (Super-aged society) หมายถึง สังคมหรือประเทศที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของ ประชากรทั้งประเทศ

ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2574 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยวอชิงตันของสหรัฐอเมริกา ในวารสาร The Lancet (แลนเซ็ต) ที่เปิดเผยข้อมูลว่าหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยจะมีจำนวนประชากรเกิดใหม่ที่ลดลง และคาดการณ์ว่าภายในปี 2643 ประชากรของประเทศไทยจะมีจำนวนลดลงจาก 71 ล้านคน เหลือเพียง 35 ล้านคนเท่านั้น
ประเด็นที่น่ากังวล คือ เมื่อสัดส่วนเด็กลดลง ประชากรในวัยทำงานลดลงและฐานภาษีก็จะลดลงเช่นกัน ในขณะที่คนที่อยู่ในวัยพึ่งพิงจะเพิ่มมากขึ้นและต้องการสวัสดิการต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งแนวโน้มผู้ป่วยติดเตียงมากขึ้นเช่นกัน จากรายงาน Health Data Center (HDC) ของกระทรวงสาธารณสุข ในปี 2563 คัดกรองความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน (ADL) ผู้สูงอายุจำนวน 7,689,605 คน พบว่ามีผู้สูงอายุติดบ้านจำนวน 192,290 คน ติดเตียง 45,287 คน.
ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” (อปท.) จะเป็นกลไกหลักที่เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเตรียมความพร้อมดูแลผู้สูงอายุที่จะย้ายกลับถิ่นฐานภูมิลำเนา โดยเน้นการวางแผนเรื่องการออกแบบที่อยู่อาศัยใหม่และการเตรียมพร้อมระบบ เพื่อทำให้ผู้สูงอายุในท้องถิ่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี
“5 จังหวัดแรกที่มีจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุด”
อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร มีผู้สูงอายุ รวม 1,063,871 คน เป็นผู้ชาย 441,903 คน ผู้หญิง 621,968 คน
อันดับ 2 นครราชสีมา มีผู้สูงอายุ รวม 453,388 คน เป็นผู้ชาย 202,231 คน ผู้หญิง 251,157 คน
อันดับ 3 เชียงใหม่ มีผู้สูงอายุ รวม 333,692 คน เป็นผู้ชาย 149,919 คน ผู้หญิง 183,773 คน
อันดับ 4 ขอนแก่น มีผู้สูงอายุ รวม 312,933 คน เป็นผู้ชาย 141,834 คน ผู้หญิง 171,099 คน และ
อันดับ 5 อุบลราชธานี มีผู้สูงอายุ รวม 276,628 คน เป็นผู้ชาย 127,031 คน ผู้หญิง 149,597 คน ตามลำดับ

แม้ว่าสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์เป็นเรื่องที่เราได้ยินมาระยะหนึ่งแล้ว อย่างไรก็ตามปัจจัยเร่งที่ซ้ำเติม คือ สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด จำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตมากขึ้น อีกทั้งภาวะลองโควิดก็ยังประเด็นที่น่ากังวล และแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยติดเตียงที่เป็นผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น จึงถือเป็นปัญหาที่สำคัญมากและต้องวางแผนรับมืออย่างรัดกุม
แหล่งข้อมูล
http://doc.anamai.moph.go.th/index.php?r=str-project/view&id=4229
https://www.isranews.org/.../106341-isranews-news-29.html
ข่าวเกี่ยวกัน
สังคมผู้สูงอายุในปัจจุบันและเศรษฐกิจในประเทศไทย
‘สังคมสูงวัย’ คือ สังคมที่มีสัดส่วนของผู้สูงอายุหรือประชากรที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป ได้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่สัดส่วนของอัตราการเกิด และจำนวนประชากรในวัยทำงานลดน้อยลง ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยมีประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปร้อยละ 10 หรือมากกว่า 7 ล้านคนแล้ว และมีการคาดการณ์ไว้ว่าในปี พ.ศ. 2564 สัดส่วนของจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นไปถึงร้อยละ 20-30 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าประชากร ทุกๆ 100 คน เราจะพบจำนวนผู้สูงอายุ 30 คน ซึ่งน่าจะตามมาด้วยปัญหาสุขภาพและโรคเรื้อรังต่างๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม ความจริงแล้วคนส่วนใหญ่ในสังคมยังเข้าใจว่า การรับมือกับเรื่องนี้กลับเป็นเพียงการจัดการกับเรื่องสุขภาพของผู้สูงอายุ ทำให้การแก้ปัญหาหลักมักจำกัดอยู่เพียงแต่กลุ่มๆ เช่น การจ่ายเบี้ยยังชีพคนชรา การจัดสวัสดิการต่างๆ แต่กลับไม่ได้เชื่อมโยงเข้ากับการเตรียมการตั้งแต่ยังอยู่ในวัยทำงาน จึงเป็นสถานการณ์ที่เราจำเป็นต้องกลับมาสนใจจริงๆ เกี่ยวกับสังคมผู้สูงอายุในประเทศของเรา รวมทั้งการส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของชาติด้วย
ลักษณะของสังคมผู้สูงอายุ
จากข้อมูลของ United Nations World Population Ageing กล่าวว่า ประชากรที่อยู่ในวัยพึ่งพิง ที่ไม่สามารถใช้แรงงานตนเองเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงตัว ซึ่งก็คือเด็กและผู้สูงอายุ มีจำนวนมากกว่าประชากรในวัยแรงงานไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ
- สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) จะเป็นสังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกัน และมีอัตราเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 10 ขึ้นไป หรือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกัน อัตราเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 7 ขึ้นไป
- สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) จะเป็นสังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกัน และมีอัตราเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 20 ขึ้นไป หรือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปที่อยู่จริงในพื้นที่ต่อประชากรทุกช่วงอายุในพื้นที่เดียวกัน อัตราเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 14 ขึ้นไป
จึงเป็นเหตุผลที่คนไทยอย่างเราจะต้องตระหนักและรับรู้เกี่ยวกับสภาพการณ์นี้ เนื่องจากสังคมไทยกำลังจะเข้าสังคมผู้สูงอายุในปี 2568 หรืออีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้าแล้ว ตามสถิติต่างๆ จะเป็นไปได้ที่เราคนไทยจะต้องเตรียมการรับมือในสถานการณ์ดังต่อไปนี้อย่างเร่งด่วน คือ
-อายุของคนไทยจะยืนยาวขึ้น : ปัจจุบันมีการเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 75 ปี แต่ในปี 2568 อายุของคนไทยโดยประมาณจะอยู่ที่ 85 ปี ยิ่งอายุยาวนานขึ้น ทำให้ยิ่งต้องเตรียมเงินเยอะขึ้น
-ค่าครองชีพทำให้ของแพงขึ้น : ด้วยเงินเฟ้อในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 4% ปัจจุบันข้าวจานละ 40 บาท อีก 20 ปีข้างหน้าเป็นไปได้ว่าอาจจะถึงจานละ 90 บาท ทุกอย่างแพงขึ้น 2 เท่า เงินเฟ้อทำให้ของแพงขึ้น ทำให้ค่าเงินในอนาคตลดลงด้วย
-ค่ารักษาพยาบาลมีแต่แพงขึ้น : ปีละ 5-8% ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะเบียดเบียนเงินเก็บสำหรับผู้สูงวัยมากที่สุด ผู้สูงอายุเฉลี่ยมีค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลต่อการเข้าโรงพยาบาลหนึ่งครึ่ง อยู่ที่ 3 หมื่นกว่าบาท และจะสูงกว่าคนไม่สูงอายุอยู่ประมาณหมื่นกว่าบาท
-โครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลง : ยิ่งครอบครัวยุคใหม่มีลูกคนเดียวมากขึ้น จำนวนประชากรวัยทำงานก็มีน้อยลง การพัฒนาประเทศก็จะช้าลง ทำให้เศรษฐกิจก็จะโตช้าลงด้วย
-เงินเก็บหลักเกษียณไม่เพียงพออีกต่อไป : ปัญหานี้อาจจะน่ากลัวที่สุด ลองคิดแบบง่ายๆ ถ้าเราอายุ 40 ปี ต้องการเงินใช้หลังเกษียณปีละ 240,000 บาท แต่มูลค่าเงินในปัจจุบัน ต้องการเกษียณอายุ 60 ปี หรือ อีก 20 ปี จากเงิน 240,000 บาทที่จะต้องมี จะกลายเป็นเงิน 530,000 บาทเนื่องจากเงินเฟ้อ 4% ต้องการมีเงินใช้ไปจนสิ้นอายุไข 80 ปี หรือ อีก 20 ปี ทำให้อาจจะต้องมีเงินขั้นต่ำ 10 ล้านบาท
-สัดส่วนของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว : ตอนนี้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นอันดับ 3 ของโลก อันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ ใน ASEAN และอีกไม่ถึง15 ปีข้างหน้า ไทยจะแซงสิงคโปร์
-เกิดโรคสุดฮิตในผู้สูงอายุ : จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2554 ได้ระบุว่า ทุกๆ 4 นาที จะมีคนไทยที่เสียชีวิตจากมะเร็ง อยู่ 1 คน , ทุกๆ 6 นาที จะมีคนไทยที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจ อยู่ 1 คน และทุกๆ 6 นาที จะมีคนไทยที่เสียชีวิตจากโรคเส้นเลือดในสมองแตก อยู่ 1 คน และคนที่มีอายุมากกว่า 90 ปี จะมีโอกาสการเกิดอัลไซเมอร์ถึง 30% โดยโอกาสการเกิดอัลไซเมอร์ของผู้หญิงจะมีมากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า
วิธีรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ
-จัดการแผนค่ารักษาพยาบาลหลังเกษียณ : เมื่อล่วงถึงอายุใกล้เกษียณแล้วจะมีค่าใช้จ่ายที่ต้องเกิดขึ้นแน่ๆ จึงควรเริ่มต้นจาก จัดทำสรุปแผนสวัสดิการสุขภาพหลังเกษียณเพื่อตรวจสอบว่า หลังเกษียณแล้วยังมีสวัสดิการสุขภาพอะไรอยู่บ้าง ถ้ายังขาด ให้มีแผนสวัสดิการสุขภาพตลอดชีวิต (Long Term Health Plan) โดยการโอนไปให้ประกันสุขภาพให้ครอบคุมถึงอายุไขที่คาดการไว้และต้องลงทุนเงินเพื่อให้มูลค่าเพียงพอให้การจ่ายเบี้ยประกันในอนาคต
-เร่งมูลค่าของเงินให้ชนะเงินเฟ้อ : เพราะเงินเฟ้อทำให้มูลค่าเงินในอนาคตลดลง ดังนั้น เราจะต้องลงทุน เพื่อเร่งมูลค่าเงินให้ชนะเงินเฟ้อ ซึ่งในปัจจุบันก็มีทางเลือกในการลงทุนเพื่อการเกษียณเยอะขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนที่สามารถได้เงินภาษีแทนได้ อาทิเช่น RMF , LTF หรือ ประกันแบบบำนาญ เมื่อได้เงินภาษีคืน ก็ให้นำเงินคืนภาษีมาลงทุนต่อเพื่อเพิ่มเติมความมั่งคั่งได้
-การขยายอายุเกษียณ : หลายประเทศใช้นโยบายนี้เพื่อเพิ่มจำนวนคนวัยทำงาน ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ โดยสิงคโปร์เพิ่มอายุเกษียณจาก 65 เป็น 67 ปี และเกาหลีใต้จะขยายอายุเกษียณจาก 55 เป็น 60 ปีภายในปีนี้ ญี่ปุ่นจะให้ผู้สูงอายุทำงานได้จนถึงอายุ 65 ปี จากเดิมที่ 62 ปี ภายในปี 2025 ขณะที่ไทยอยู่ระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ขยายอายุเกษียณของแรงงานในสถานประกอบการจาก 55 เป็น 60 ปี
-สนับสนุนให้บริษัทจ้างงานผู้สูงอายุ : สำหรับไทย ภาครัฐได้เริ่มตั้งศูนย์บริการจัดหางานผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานทำและมีรายได้เพิ่มขึ้น , ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทที่จ้างผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งต้องมีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท อย่างไรก็ตาม แรงงานสูงอายุกลุ่มนี้มีเพียง 3 แสนคน หรือร้อยละ 2.9 ของผู้สูงอายุทั้งประเทศ นโยบายนี้จึงเป็นเพียงการช่วยเหลือแรงงานเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยไม่ได้สนับสนุนให้มีการนำทักษะและประสบการณ์ของผู้สูงอายุมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
-เพิ่มทักษะและการจัดหางานให้เหมาะสมกับแรงงาน : จะช่วยเพิ่มความสามารถในการหารายได้ และยกระดับประสิทธิภาพของแรงงานในระยะยาว ซึ่งทำได้ทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบตลอดช่วงอายุ โดยมากมักได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน ในตอนนี้ประเทศไทยก็มีโครงการฝึกอบรมแรงงานสูงอายุเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น และมีการคุ้มครองทางสังคมให้ผู้สูงอายุพึ่งพาตนเองได้เช่นกัน
-การยกระดับคุณภาพชีวิต : เราสามารถวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยภาครัฐก็มีส่วนสำคัญในการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ รวมถึงการจัดสรรรายได้และรายจ่ายอย่างสมดุล โดยเฉพาะรายได้หลังวัยเกษียณ ผ่านการตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
เศรษฐกิจและสังคมผู้สูงอายุในปัจจุบัน
เมื่อปัญหาโดยรวมคือคนไทยส่วนใหญ่ยังคงแก่ลงแต่มีเงินไม่เพียงพอในการเกษียณและ ใช้จ่ายในช่วงบั้นปลายชีวิต นอกจากเศรษฐกิจจะไม่โตแล้ว ปัญหาแรงงานก็จะยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป มีการประเมินไว้ว่าครอบครัวที่มีแต่ผู้สูงอายุต้องประหยัดจะมีการใช้จ่ายที่ตํ่ากว่าปกติประมาณ 30% ซึ่งจะทำให้กำลังซื้อในอนาคตหดหายเป็นอย่างมาก การลงทุนทำธุรกิจในประเทศไทยก็จะยิ่งยากขึ้นและนี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตัวเลขการลงทุนต่างประเทศ Outward FDI ของบริษัทยักษ์ใหญ่เมืองไทยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย โดยเฉพาะในประเทศ ASEAN ทำจุดสูงสุดในปี 2016 ประมาณ 200,000 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตาม ในความสิ้นหวังก็ยังคงพอมีความหวังอยู่บ้างถ้าไทยเริ่มต้นแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังทั้งด้านการผลิตและสังคม เช่น
ผลกระทบด้านการผลิต
เมื่อโครงสร้างของประชากรเปลี่ยนไปมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากขึ้นขณะที่มีวัยทำงานเท่าเดิมหรือลดลงจะมีผลกระทบโดยตรงต่อแน่นอน อาจจะส่งผลทำให้ค่าแรงสูงขึ้นได้หรือเกิดการขาดแคลนแรงงาน จึงเริ่มมีการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานโดยการใช้เครื่องมือเครื่องจักรหรือนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงานคน หรือการนำเข้าแรงงานต่างด้าวมากขึ้น
ทางด้านการลงทุนและการออม เมื่อวัยสูงอายุหรือวัยเกษียณขาดรายได้หรือมีรายได้น้อยลงทำให้มีการออมลดลง ในขณะที่วัยทำงานต้องรับภาระมากขึ้นทำให้มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจึงส่งผลให้มีเงินออมน้อยลงและ เงินลงทุนลดลง สำหรับภาครัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายทางด้านสวัสดิการมากขึ้นเพื่อบริการสังคม ทางด้านสุขภาพแก่ผู้สูงอายุ ทำให้การลงทุนและการออมของประเทศลดลงด้วย
ทางด้านผลผลิตหรือรายได้ประชาชาติ สัดส่วนผู้สูงอายุมากขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือ GNP รายได้ประชาติชาติน้อยลง และรายได้เฉลี่ยต่อบุคคลลดลง รวมถึงคุณภาพการผลิตลดลง
ทางด้านการคลัง เมื่องบประมาณรายจ่ายเพิ่มขึ้น ภาครัฐจำเป็นต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุข การแพทย์ บริการสังคมแก่ผู้สูงอายุมากขึ้นและต้องเพิ่มงบประมาณรายจ่ายเพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ยากไร้และการเก็บภาษีรายได้น้อยลงเนื่องจากมีวัยผู้สูงอายุซึ่งไม่มีรายได้มีสัดส่วนที่มากขึ้น
ผลกระทบทางด้านสังคม
การที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทำให้ผู้ที่อยู่ในวัยทำงานจะต้องทำงานมากขึ้นและต้องรับภาระดูแลผู้สูงอายุในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น บางครั้งอาจทำให้ผู้สูงอายุขาดความอบอุ่นหรืออาจถูกทอดทิ้งได้
ปัญหาทางด้านสภาพจิตใจ เมื่อไม่ได้ทำงานทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกเหงา ไม่ภาคภูมิใจเหมือนเป็นภาระกับลูกหลาน อาจรู้สึกน้อยใจ ซึมเศร้า จึงจำเป็นต้องมีคนดูแลเอาใจใส่วัยเกษียณกันมากขึ้น
ปัญหาสุขภาพร่างกาย ทำให้ผู้สูงอายุมีความเป็นอยู่ที่ลำบาก หากไม่มีการวางแผนสะสมเงินออมเพื่อเก็บไว้ใช้จ่ายในวัยชราจึงจำเป็น ต้องเตรียมสะสมเงินออมหรือวางแผนการลงทุนเพื่อจะได้มีรายได้หรือเงินสะสมไว้ใช้ในช่วงที่สูงอายุหรือสามารถนำเงินออมที่สะสมไว้มาใช้ในช่วงบั้นปลายชีวิตได้
ปัจจุบันงานในไทยส่วนใหญ่จะเป็นงานที่ต้องการใช้แรงงานมาก ทำให้เป็นปัญหาต่อผู้สูงอายุ เพราะสุขภาพจะไม่ค่อยดีทำงานหนักๆ ก็ไม่ได้แล้ว ถ้าไทยเปลี่ยนไปมุ่งเน้นงานที่เป็น Service มากขึ้น แทนที่งานแบบโรงงานหรือเกษตรกรรม ก็อาจจะทำให้ผู้สูงอายุเหล่านี้สามารถกลับมาเข้าสู่ระบบแรงงานและช่วยแก้ปัญหาเรื่องการเกษียณ เช่น SE-ED บุ๊ค มีโครงการจ้างผู้สูงอายุมาทำงานในร้านหนังสือ ปรับปรุงกฏเกณท์และนโยบายแรงงานต่างชาติให้ชัดเจนเพื่อจูงใจให้แรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น ส่วนในเรื่องหนี้สาธารณะของไทยถือว่าไม่สูง มักจะอยู่ที่ประมาณ 42% ของ GDP และถ้าไม่เอาหนี้ของหน่วยงานราชการมารวมก็จะลดเหลือเแค่ 31% ของ GDP ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่หนี้ตํ่าที่สุดใน Asia หากรัฐบาลยังสามารถใช้การลงทุนภาครัฐเพื่อสร้างและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทั้วประเทศกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกมากพอสมควร
สรุป
เป้าหมายการเกษียณเป็นสิ่งที่สำคัญมากของชีวิต เพื่อรับมือกับการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุในปัจจุบัน แต่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามปัญหานี้ไปเพราะให้น้ำหนักหรือเน้นกับปัจจุบันมากกว่าอนาคต. ดังนั้น เมื่อเราหันมาสนใจและรับรู้ข้อมูลปัจจุบันที่ว่า ประชากรที่มีอายุสูงกว่า 65 ปีขึ้นไปประมาณ 9% ในตอนนี้จะทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็น 25% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในปี พ.ศ 2583 และสถิติผู้สูงอายุชาวไทยในปัจจุบัน มีมากถึง 2 ใน 3 ที่ไม่มีเงินออม ส่วนที่มีเงินออมมากกว่า 1 ล้านบาทนั้นมีเพียง 5% ของจำนวนผุ้สูงอายุทั้งหมด เมื่อสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุของประเทศไทยยังมีอยู่ในระดับจำกัด เราจึงต้องการเตรียมความพร้อมการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุควรจะร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชนตั้งแต่ระดับบุคคล ชุมชนและประเทศ โดยเฉพาะการร่วมกันกระตุ้นเพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มีการเตรียมวางแผนการออม การใช้ชีวิตในบั้นปลาย การร่วมมือกันในชุมชน การจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ทางด้านสุขภาพอนามัยของผู้สูงอายุ การปรับตัวทางด้านสังคมและจิตใจของผู้สูงอายุ รวมทั้งการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนและการออมเพื่อเตรียมพร้อมเมื่อถึงวัยผู้สูงอายุ ซึ่งเมื่อมีการบริหารจัดการและพัฒนาที่ดี แน่นอนเราจะพ้นวิกฤตได้ไม่ยากนักอย่างไม่ต้องกังวลจนเกินไปด้วย เพราะถ้าคนไทยถ้าตั้งใจทำอะไรก็ไม่แพ้ชาติใดอยู่แล้ว
ที่มา ; กรมกิจการผู้สูงอายุ
ข่าวเกี่ยวกัน
ไทยเข้าสู่ "สังคมสูงวัย" เต็มรูปแบบ อีก 9 ปี แตะระดับสุดยอด
“รมช.สาธารณสุข สาธิต ปิตุเตชะ” เผยไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ระบุอีก 9 ปี แตะระดับสุดยอด เดินหน้างานดูแลผู้ป่วยประคับประคองเพื่อสร้างสุขภาวะระยะสุดท้ายของชีวิตทั้งร่างกาย-จิตใจ ช่วยครอบครัวไม่ล้มละลายจากการรักษา
นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมสร้างสุขที่ปลายทาง ครั้งที่ 4” ภายใต้แนวคิด “วางแผนและเตรียมความพร้อมของชีวิตเพื่อสุขที่ปลายทาง” เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2565 ที่โรงแรมริชมอนด์ นนทบุรี จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และภาคีเครือข่าย 13 องค์กร ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ประกอบด้วย กรมการแพทย์ กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก สสส. สปสช. สภาการพยาบาล กรมกิจการผู้สูงอายุ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ สมาคมบริบาลผู้ป่วยระยะท้ายแห่งประเทศไทย กลุ่ม Peaceful Death ชีวามิตรวิสาหกิจเพื่อสังคม เยือนเย็นวิสาหกิจเพื่อสังคม และศูนย์ความรู้และประสานงานสุขภาวะทางปัญญา โดยมีผู้เข้าร่วมงานทั้งในแบบออนไซต์และออนไลน์รวมกว่า 1,400 คน
นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นการขับเคลื่อนระบบการดูแลสุขภาพผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง (Palliative care) และสิทธิที่จะไม่รับการรักษาที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดความตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน ตามบทบัญญัติ มาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ซึ่งจะช่วยสร้างสุขภาวะในช่วงระยะท้ายของชีวิตให้กับประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นทั้งในส่วนของผู้ป่วย ครอบครัว และในภาพรวมของประเทศ
“แนวคิดการสร้างสุขที่ปลายทาง เกิดขึ้นเพื่อรองรับสถานการณ์ปัญหาในระบบสุขภาพของไทยที่มีแนวโน้มอุบัติการณ์โรคร้ายแรงและโรคที่คุกคามต่อชีวิตเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งเรากำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งในปีนี้ เรามีประชากรที่อายุเกิน 60 ปีมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ และอีก 9 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด คือมีประชากรที่อายุเกิน 60 ปีมากกว่า 28% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งระบบบริการสุขภาพแบบประคับประคองจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต บำบัด เยียวยาบรรเทาความทุกข์ ทางกาย จิต สังคม จิตวิญญาณ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการเจ็บป่วยจนกระทั่งเสียชีวิต โดยให้การดูแลครอบคลุมถึงครอบครัวของผู้ป่วยอีกด้วย
ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายก็เป็นประเด็นสำคัญของระบบบริการสุขภาพ จากงานวิจัยประเทศต่างๆ ให้ข้อสรุปตรงกันว่า ค่าใช้จ่ายในช่วงระยะสุดท้ายของชีวิตสามารถทำให้ครอบครัวล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาลได้ แต่หากใช้กระบวนการดูแลแบบประคับประคองมาดูแลผู้ป่วย จะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวให้สูงกว่าการดูแลรักษาแบบปกติ” นายสาธิต กล่าว
นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สช. และหน่วยงานองค์กรที่เกี่ยวข้อง ได้ขับเคลื่อนเรื่องการสร้างเสริมสุขภาวะระยะสุดท้ายของชีวิตมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาระบบ กลไก การบูรณาการร่วมกับนโยบายและแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อใช้ประโยชน์ในระบบบริการสุขภาพ รวมถึงสื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับสังคมไทย
แต่ยังมีข้อท้าทายในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพการดูแลแบบประคับประคอง และการรับรู้ของประชาชนเรื่องการวางแผนเตรียมความพร้อมของชีวิตล่วงหน้า และการเลือกการรักษาพยาบาลที่ต้องการหรือไม่ต้องการในวาระสุดท้ายของชีวิตตน ตามเจตนารมณ์ มาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550
“หัวใจสำคัญของมาตรา 12 คือการส่งเสริมคุ้มครองให้เกิดการเข้าถึงสิทธิที่จะรับหรือไม่รับการรักษาที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารนโยบายและองค์ความรู้ให้กลุ่มบุคลากรสาธารณสุขและภาคประชาชน
ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และ 12 เขตสุขภาพทั่วประเทศให้เกิดความรู้ความเข้าใจเพื่อการใช้สิทธิด้านสุขภาพของตน ตลอดจนสนับสนุนให้ภาคีเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อให้เกิดการบูรณาการและขยายผลการขับเคลื่อนร่วมกันในระยะยาวต่อไป” เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าว
ขณะที่ ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ปาฐกถาตอนหนึ่งเรื่อง “สร้างพลังใจ สร้างความร่วมมือทางสังคม เพื่อสุขที่ปลายทาง ด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์” ว่า
ปลายทางชีวิตของคนเราจะมีความสุขได้ เกิดจากการที่เราได้ทำตามเป้าหมายของชีวิตที่วางเอาไว้สำเร็จแล้ว แต่หากบางคนไม่เคยวางเป้าหมายในชีวิตมาก่อนเลยพอถึงช่วงท้ายๆ ของชีวิตอาจจะไม่ทันได้แต่ตั้งคำถามว่าเหลือเวลาอีกเท่าไหร่
ทั้งนี้ ตามหลักของมาสโลว์ ระบุว่าคนเรามีลำดับขั้นของความต้องการขั้นที่ 1 คือความต้องการพื้นฐานของชีวิต วัคซีน อาหาร การศึกษา ขั้นที่ 2 ความปลอดภัย สะดวกสบาย ขั้นที่ 3 หาความรัก และขั้นที่ 4 อยากมีชื่อเสียง ตำแหน่ง ฐาน 3-4 คือฐานเดียวกัน เป็นต้น
ดังนั้นตนอยากชวนทุกคนวางเป้าหมายในชีวิต ไม่ต้องเป็นไปตามลำดับขั้นเหล่านี้ก็ได้ แต่กำหนดเป้าหมายเป็นช่วงๆ เมื่อทำเป้าหมายแรกสำเร็จ ก็ตั้งเป้าหมายใหม่ และเดินไปสู่เป้าหมายนั้น ให้ปัจจัยภายในเป็นผู้กำหนด ไม่ใช่ปัจจัยภายนอกเป็นตัวกำหนด ไม่เช่นนั้นจะติดอยู่ในวังวลของกิเลส
“ตัวเรามีผลกระทบกับสังคม และสังคมก็มีผลกระทบกับตัวเรา ดังนั้น เป้าหมายสุดท้ายอยากให้เป็นเป้าหมายที่จำเป็นทำอะไรเพื่อสังคม อย่าคิดว่าเราเพียงคนเดียวจะเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างไร เพราะการเปลี่ยนแปลงเริ่มจากตัวเรา หากคนหนึ่งคนทำในสิ่งที่ดี เป็นต้นแบบให้กับคนอีกได้ ก็จะขยายต่อไปเป็นโรลโมเดล และจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม มีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น” ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว
ที่มา ; ฐานเศรษฐกิจ
ข่าวเกี่ยวกัน
วัยเกษียณ “สิงคโปร์” เปลี่ยนไป เงินออมน้อย-ทำงานนานขึ้น
บลูมเบิร์ก รายงานว่า สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางทางการเงินที่ได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงสุดในโลกเคียงคู่กับ “นิวยอร์ก” ในปี 2022 โดยสถาบันวิจัยอีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาวะเงินเฟ้อที่ผลักดันให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น
นอกจากนี้การเข้ามาของชาวต่างชาติจำนวนมากโดยเฉพาะชาวฮ่องกง ยังส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์สิงคโปร์เร่งตัวสูงขึ้น โดยอาคารชุดของการเคหะแห่งชาติสิงคโปร์ (HDB) มีราคาขายต่อเฉลี่ยอยู่ที่ราว 545,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อห้อง ใน ต.ค.ที่ผ่านมา สูงกว่าราคาก่อนเกิดโควิดราว 35% ตามข้อมูลของเว็บไซต์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ SRX และ 99.co
ภาระทางเศรษฐกิจเหล่านี้สร้างแรงกดดันต่อการออมสำหรับการเกษียณของคนวัยทำงานสิงคโปร์ และปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้ชาวสิงคโปร์เลี่ยงการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ข้อมูลของรัฐบาลพบว่าครัวเรือนสิงคโปร์ถือครองหุ้นเพียง 8.4% ของสินทรัพย์ทั้งหมด โดยเน้นไปที่การฝากเงินกับธนาคารถึง 19.8% โดยเป็นการออมในอสังหาฯที่พักอาศัยสัดส่วน 43.9% และอยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพราว 18.8%
“ลี ซง ยง” นักวางแผนทางการเงินจากบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน โปรเฟสชันแนล อินเวสต์เมนต์ แอดไวเซอรี เซอร์วิส ระบุว่า “ชาวสิงคโปร์มีแนวโน้มที่จะเลือกการออมด้วยการฝากเงินกับธนาคารที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่นั่นอาจไม่เพียงพอที่จะรองรับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ”
แม้ว่าสิงคโปร์จะมีระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ราว 18.8% ของสินทรัพย์ครัวเรือน ซึ่งมีเม็ดเงินอยู่ราว 540,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในขณะนี้ โดยจ่ายเป็นเงินบำนาญ สำหรับพลเมืองที่มีอายุ 65 ปีขึ้น ตั้งแต่ 350-2,300 ดอลลาร์สหรัฐ/เดือน
แต่การจ่ายเงินบำนาญของกองทุนดังกล่าวอาจลดลงในอนาคต “ลี ซง ยง” คาดว่า การจ่ายเงินบำนาญสูงสุดอาจไม่ถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ/เดือน ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ด้วยภาวะเงินเฟ้อที่ทำให้ปริมาณเงินเข้าสู่กองทุนลดลง ขณะที่จำนวนคนวัยทำงานที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังมีน้อยลง สวนทางกับจำนวนผู้รับบำนาญที่เพิ่มสูงขึ้น
รัฐบาลสิงคโปร์คาดการณ์ว่า จะมีประชากรมากถึง 1 ใน 4 ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ภายในปี 2030 ขณะที่อายุขัยเฉลี่ยของพลเมืองก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 83.5 ปี กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่หลายฝ่ายพยายามรับมือ โดยเมื่อเดือน ก.ค. 2022 ที่ผ่านมา ภาคธุรกิจสิงคโปร์ได้ขยายอายุการจ้างงาเพิ่มเป็น 68 ปี และจะเพิ่มขึ้นเป็น 70 ปี ภายในปี 2030
ทั้งหมดนี้ส่งผลให้คนวัยทำงานของสิงคโปร์จำเป็นต้องทำงานยาวนานขึ้นก่อนที่จะเกษียณอายุ แม้ว่าเดอะสเตรตส์ไทมส์จะรายงานว่า ธนาคารโอซีบีซีจัดทำ “ดัชนีสุขภาพทางการเงิน” พบว่าชาวสิงคโปร์อายุ 20-30 ปี มีความต้องการเกษียณอายุภายใน 57-58 ปี แต่ 62% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า มีความกังวลเกี่ยวกับเงินออมที่เพียงพอต่อการเกษียณ
การออมและการประหยัดค่าใช้จ่ายยังอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือกับภาวะเงินเฟ้อ “แจ็กเกอลีน ถัน” หัวหน้ากลุ่มบริการทางการเงินส่วนบุคคลของธนาคารยูโอบี ระบุว่า “ในภาพรวมแล้วจำเป็นต้องมีการทบทวนรูปแบบการใช้ชีวิตและกระแสเงินสดที่ต้องการหลังเกษียณ เพราะแค่การออมของกองทุนซีพีเอฟอาจไม่เพียงพอ”
“สิงคโปร์” กำลังเผชิญปัญหาสังคมผู้สูงวัยไม่ต่างจากอีกหลายชาติอย่าง “ญี่ปุ่น” และ “เกาหลีใต้” ขณะที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันกำลังส่งผลกระทบต่อแผนการเกษียณอายุของคนวัยทำงานสิงคโปร์ โดยเฉพาะภาวะเงินเฟ้อที่กัดกินเงินออมเลี้ยงชีพ และชาวสิงคโปร์ยังจะต้องทำงานยาวนานมากขึ้นจากปัญหาขาดแคลนแรงงาน
ที่มา; ประชาชาติธุรกิจ
ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2564 มีจำนวนเด็กเกิดใหม่ 544,570 คน ลดลงจากปีก่อนหน้า ขณะที่ผู้เสียชีวิตสูงถึง 563,650 คน ทำให้เป็นครั้งแรกที่ “จำนวนผู้ตายนำจำนวนเกิด” สาเหตุสำคัญมาจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้อัตราการตายเพิ่มขึ้นและการเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” ซึ่งมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปร้อยละ 20 ขึ้นไป หรืออายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 14 และคาดว่าจะเข้าสู่ “สังคมสูงอายุระดับสุดยอด” ในปี 2574
แนวโน้มประชากรลดลงในระยะยาวอาจเหลือเพียง 35 ล้านคนในปี 2643 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ฐานภาษี และกำลังแรงงาน ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ทำให้ภาระสวัสดิการและค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้น รวมถึงจำนวนผู้ป่วยติดเตียงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงมีบทบาทสำคัญในการออกแบบระบบดูแลผู้สูงอายุ ทั้งด้านที่อยู่อาศัย การบริการสุขภาพ และคุณภาพชีวิต โดยจังหวัดที่มีผู้สูงอายุมาก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา เชียงใหม่ ขอนแก่น และอุบลราชธานี
โดยสรุป ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งวางแผนเชิงระบบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสวัสดิการ เพื่อรองรับโครงสร้างประชากรสูงวัยอย่างยั่งยืน
ข้อใดสะท้อนสถานการณ์ประชากรไทยปี 2564 ได้ถูกต้องที่สุด
ก. อัตราเกิดสูงกว่าอัตราตาย
ข. อัตราตายต่ำกว่าอัตราเกิด
ค. อัตราตายสูงกว่าอัตราเกิด (เฉลย)
ง. อัตราเกิดและตายเท่ากัน
เฉลย ค เพราะ ปี 2564 ไทยมีผู้เสียชีวิตมากกว่าผู้เกิดครั้งแรก แสดงถึงจุดเปลี่ยนโครงสร้างประชากร
สาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตราการตายเพิ่มขึ้นในปี 2564 คือข้อใด
ก. ภาวะเศรษฐกิจถดถอย
ข. สถานการณ์โควิด-19 (เฉลย)
ค. การย้ายถิ่นของประชากร
ง. นโยบายลดประชากร
เฉลย ข เพราะ โควิด-19 ทำให้ผู้สูงอายุเสียชีวิตมากขึ้น
“สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์” หมายถึงข้อใด
ก. อายุ 60+ เกิน 10%
ข. อายุ 65+ เกิน 14% หรือ 60+ เกิน 20% (เฉลย)
ค. อายุ 70+ เกิน 30%
ง. อายุ 50+ เกิน 20%
เฉลย ข เพราะ เป็นนิยามตาม UN ที่ใช้ในบทความ
ผลกระทบสำคัญของการลดลงของประชากรวัยเด็กคือข้อใด
ก. เพิ่มแรงงาน
ข. ลดภาระรัฐ
ค. กระทบโครงสร้างประชากร (เฉลย)
ง. เพิ่มอัตราเกิด
เฉลย ค เพราะ โครงสร้างประชากรเสียสมดุลระหว่างวัย
ข้อใดเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากสังคมผู้สูงอายุ
ก. รายได้ประชาชนเพิ่ม
ข. ฐานภาษีลดลง (เฉลย)
ค. การลงทุนเพิ่ม
ง. แรงงานเพิ่มขึ้น
เฉลย ข เพราะ ผู้สูงอายุไม่มีรายได้ ทำให้ฐานภาษีลดลง
บทบาทสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือข้อใด
ก. ผลิตแรงงาน
ข. ออกแบบระบบดูแลผู้สูงอายุ (เฉลย)
ค. เก็บภาษีต่างประเทศ
ง. ควบคุมการเกิด
เฉลย ข เพราะ อปท. ต้องออกแบบบริการรองรับผู้สูงอายุ
จังหวัดใดมีผู้สูงอายุมากที่สุด
ก. เชียงใหม่
ข. ขอนแก่น
ค. กรุงเทพมหานคร (เฉลย)
ง. นครราชสีมา
เฉลย ค เพราะ กทม. มีผู้สูงอายุมากที่สุดในประเทศ
คาดการณ์ประชากรไทยปี 2643 จะเป็นอย่างไร
ก. เพิ่มเป็น 100 ล้าน
ข. ลดเหลือ 35 ล้าน (เฉลย)
ค. คงที่ 70 ล้าน
ง. เพิ่มเป็น 90 ล้าน
เฉลย ข เพราะ งานวิจัยคาดว่าประชากรลดลงครึ่งหนึ่ง
ปัญหาสำคัญด้านสังคมจากผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นคือข้อใด
ก. เด็กเรียนมากขึ้น
ข. ผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง (เฉลย)
ค. แรงงานเพิ่ม
ง. เศรษฐกิจขยายตัว
เฉลย ข เพราะ โครงสร้างครอบครัวเปลี่ยน ทำให้ผู้สูงอายุขาดการดูแล
แนวทางรับมือที่สำคัญที่สุดต่อสังคมผู้สูงอายุคือข้อใด
ก. ลดการศึกษา
ข. เพิ่มแรงงานเด็ก
ค. วางแผนเชิงระบบทุกภาคส่วน (เฉลย)
ง. หยุดการพัฒนาเมือง
เฉลย ค เพราะ ต้องบูรณาการรัฐ เอกชน และชุมชนในการรับมือ