
นิยามการเกษียณใหม่ ไม่ต้องรออายุ 60 แค่มีเงินมากพอ ก็เกษียณได้ คำว่าเกษียณอาจฟังดูน่าเบื่อและห่างไกลจากความคิดในหลาย ๆ คน คำว่าเกษียณในอดีตอาจหมายถึง คนสูงวัยที่เลิกทำงานและใช้ชีวิตทั้งวันอยู่กับบ้านเป็นส่วนใหญ่ ด้วยคำนิยามเหล่านี้อาจทำให้คนส่วนใหญ่ไม่สนใจในเรื่องวางแผนเกษียณ เพราะยังรู้สึกว่าไกลตัว
แต่ถ้านิยามคำว่าเกษียณใหม่ในยุคนี้ คำว่าเกษียณหมายถึง “อิสระ” อิสระในการเลือกใช้ชีวิตที่ต้องการและงานเป็นแค่ทางเลือกว่าจะทำงานหรือไม่ทำงานก็ได้ เพราะมีเงินเก็บเพียงพอ อาจจะเกษียณตอนอายุ 40 ปี 50 ปี หรืออาจจะทำงานไปจนถึง 70 ปี เพราะยังสนุกและมีความสุขกับการทำงาน ถ้าอยากจะมีอิสระในการใช้ชีวิตและตั้งใจเริ่มวางแผนเกษียณ
วันนี้มีหลักการเลือกใช้เครื่องมือวางแผนเกษียณ ดังนี้
เชื่อว่าหลายคนมีแผนในใจว่าอยากจะมีรายได้เท่าไหร่หลังเกษียณ บางคนอาจจะเริ่มคำนวณเงินก้อนที่จำเป็นต้องมีในวันเกษียณ เช่น 10 ล้านบาท 20 ล้านบาท แต่หลายคนอาจสงสัยหรือไม่รู้ว่าจะเก็บเงินเกษียณไว้ที่ไหนเพื่อให้ได้เงินเกษียณอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้ ดังนั้น การเลือกเครื่องมือเก็บเงินและลงทุนเพื่อเกษียณ จึงมีความสำคัญ โดยมี 3 ปัจจัยสำคัญ ดังนี้
เงื่อนไขอาชีพ
เครื่องมือเก็บเงินเพื่อการเกษียณ ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรสามารถลงทุนได้ทั้งหมด ยกเว้นบางเครื่องมือที่มีเงื่อนไขเรื่องอาชีพที่ต้องพิจารณาเพิ่ม
1. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เฉพาะข้าราชการที่สามารถลงทุนใน กบข.
2. ประกันสังคมมีทั้งภาคบังคับและภาคสมัครใจ
- มาตรา 33 (ภาคบังคับ) สำหรับลูกจ้างในระบบเป็นภาคบังคับต้องส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคม 5% ของเงินเดือน และสูงสุดไม่เกิน 750 บาท/เดือน
- มาตรา 39 (ภาคสมัครใจ) สำหรับลูกจ้างที่เคยประกันตนมาตรา 33 นำส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือนและต้องการรับสิทธิประโยชน์ต่อเนื่องจากประกันสังคม โดยส่งเงิน 432 บาท/เดือน
- มาตรา 40 (ภาคสมัครใจ) สำหรับลูกจ้างนอกระบบหรืออาชีพฟรีแลนซ์ มีทางเลือกส่งเงิน 3 ทาง ทางเลือกที่หนึ่ง 70 บาท/เดือน ทางเลือกที่สอง 100 บาท/เดือน ทางเลือกที่สาม 300 บาท/เดือน
ซึ่งแต่ละมาตราจะได้รับผลประโยชน์ที่แตกต่างกันไป
3. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)
สำหรับพนักงานบริษัททั่วไป เก็บเงินจากการหักเงินเดือนตามสัดส่วนที่เราต้องการ (2%-15%ของรายได้) และได้รับเงินสมทบจากนายจ้าง (2%-15%ของรายได้) อย่างไรก็ตามเงินสมทบจากนายจ้างขึ้นอยู่กับเงื่อนไขแต่ละบริษัทว่าจะสมทบเท่าไหร่ นอกจากนี้ Provident Fund ยังมีสิทธิประโยชน์เรื่องภาษี สามารถนำส่วนเงินสะสมไปลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 15% ของเงินเดือนและสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
4. กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
เหมาะสำหรับอาชีพอิสระที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากทางภาครัฐ นักเรียน นักศึกษา ชาวไร่ชาวนา พ่อค้าแม่ค้า ฯลฯ สามารถออมเงินผ่าน กอช. ขั้นต่ำ 50 บาท/เดือน สูงสุด 1,100 บาท/เดือน และได้รับเงินสมทบจากรัฐบาล เงินออมสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30,000 บาทต่อปี
เงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับรายได้
มีบางเครื่องมือที่ต้องพิจารณาเรื่องเกณฑ์รายได้ที่ต้องเสียภาษี จึงจะเลือกเก็บเงินผ่านเครื่องมือนี้ได้ เนื่องจากมีเงื่อนไขในการลงทุน ดังนั้น ถ้ารายได้ไม่ต้องเสียภาษีก็ไม่ควรใช้เครื่องมือเหล่านี้ กองทุนรวมที่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี (RMF / SSF)
1.กองทุนสำรองเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF )
มีบางเครื่องมือที่ต้องพิจารณาเรื่องเกณฑ์รายได้ที่ต้องเสียภาษี จึงจะเลือกเก็บเงินผ่านเครื่องมือนี้ได้ เนื่องจากมีเงื่อนไขในการลงทุน ดังนั้น ถ้ารายได้ไม่ต้องเสียภาษีก็ไม่ควรใช้เครื่องมือเหล่านี้ กองทุนรวมที่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี (RMF / SSF)
2.กองทุนการออมระยะยาว (SSF )
เงื่อนไขการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี คือ ซื้อสูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีและไม่เกิน 200,000 บาทเมื่อรวมกับเงินออมเพื่อการเกษียณอื่นๆ ไม่เกิน 500,000 บาท ( กบข. / กอช. / กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / ประกันบำนาญ / RMF) นอกจากนี้ยังมีเครื่องอื่นๆ ที่สามารถลดหย่อนภาษีได้และไม่มีบทลงโทษกรณีซื้อเกินเงื่อนไข
3. ประกันบำนาญ
ลดหย่อนสูงสุดสูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้และไม่เกิน 200,000 บาท เมื่อรวมกับเงินออมเพื่อการเกษียณอื่นๆ ไม่เกิน 500,000 บาท ( กบข. / กอช. / กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / SSF / RMF) ประกันชีวิต/ประกันสะสมทรัพย์ ลดหย่อนสูงสุด 100,000 บาท
4.อายุ
อายุมีส่วนสำคัญในการเลือกเครื่องมือ บางเครื่องมือสามารถซื้อได้ถึงอายุ 55 ปี หรือ 60 ปี เช่น ประกันบำนาญหรือประกันสะสมทรัพย์บางแบบ นอกจากนี้สำหรับคนอายุมาก เช่น อีก 45 ปี 50 ปี ใกล้เกษียณในอีก 5 -10 ปี ต้องเลือกลงทุนในเครื่องมือที่ความเสี่ยงไม่สูงมากเพื่อไม่ให้เงินต้นขาดทุน
เครื่องมือที่กล่าวมามีการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายและมีระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ดังนั้น ต้องเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับอายุและความเสี่ยงที่รับได้
ทำความเข้าใจสินทรัพย์การลงทุน
เครื่องมือวางแผนเกษียณแต่ละอย่างมีการลงทุนที่แตกต่างกัน ดังนั้น ต้องเรียนรู้สินทรัพย์ลงทุน (Asset Class) โดยสินทรัพย์พื้นฐานที่ควรรู้มี 5 ประเภท
1. เงินสด หรือเงินฝากธนาคาร
ใช้เก็บเพื่อเป็นสภาพคล่องหรือใช้เป็นเงินฉุกเฉิน ไว้ในบัญชีออมทรัพย์ธนาคาร โดยเงินฝากจะได้รับผลตอบแทนคือดอกเบี้ย
2. ตราสารหนี้
ถ้าให้รัฐบาลกู้ยืมเงิน เรียกว่า พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง ถ้าให้บริษัทกู้ยืมเงิน เรียกว่า หุ้นกู้ ส่วนใหญ่แล้วตราสารหนี้จะมีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง ความผันผวนต่ำถึงปานกลาง ใช้ลงทุนเพื่อสร้างสภาพคล่องหรือลงทุนเพื่อเน้นกระแสเงินสดรับอย่างต่อเนื่อง ผลตอบแทนจากตราสารหนี้ คือ ดอกเบี้ยและส่วนต่างราคา
3. หุ้น
มีความเสี่ยงสูง และมีความผันผวนสูง ลงทุนเพื่อเน้นเติบโตสูงและโอกาสได้ผลตอบที่ชนะเงินเฟ้อ ผลตอบแทน คือ กำไรส่วนต่างจากราคาหุ้นและเงินปันผล
4. อสังหาริมทรัพย์
มีความเสี่ยงสูง สภาพคล่องต่ำ ลงทุนเพื่อการเติบโตของเงินลงทุนหรือสร้างกระแสเงินสดประจำจากค่าเช่า โดยสามารถลงทุนทางตรงโดยการซื้อบ้าน คอนโดหรือลงทุนทางอ้อมผ่านกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ได้เช่นกัน ผลตอบแทน คือ ส่วนต่างราคาและค่าเช่า
5. สินทรัพย์ทางเลือก
เช่น ทองคำ สินทรัพย์ที่หลายคนนิยมและมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (safe heaven) มักลงทุนเพื่อไว้กระจายความเสี่ยงเพราะให้ผลตอบแทนที่ดีสวนทางกับเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดี มีสภาพคล่องสูง ผลตอบแทน คือ ส่วนต่างราคา
หากรู้จักเครื่องมือให้เหมาะสมกับอาชีพ รายได้ และระยะเวลาของตัวเอง รวมถึงการเข้าใจสินทรัพย์ลงทุน จะทำให้การบริหารเงินเพื่อการเกษียณเป็นไปอย่างประสิทธิภาพมากขึ้น ย่อมส่งผลให้การวางแผนเพื่อการเกษียณมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นเช่นกัน
เขียนโดย: กชจุฑา เพียรวนิช ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™
ที่มา ; blockdit
เกี่ยวข้องกัน
เกษียณอย่างไรให้สำราญ
สังคมไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (aging society) แถมเป็นช่วงที่วิทยาการทางการแพทย์ทำให้เราอายุยืนขึ้นมาก คนรุ่นสี่สิบห้าสิบก็ต้องเริ่มคิดเรื่องนี้กันบ้างแล้วว่าโลกหลังการทำงานประจำที่ทำมายาวนานจะเป็นอย่างไร หลายทื่เขาก็ให้ early retire ก็เยอะ
ส่วนใหญ่การคิดเรื่องเกษียณจะเป็นเรื่องการเงินซะเยอะว่าจะต้องเก็บเงินอย่างไรถึงจะพอเลี้ยงตัวได้เมื่อไม่ต้องทำงานแล้ว แต่ไม่ค่อยมีใครคิดถึงชีวิตและการใช้ชีวิตหลังเกษียณให้มีความสุขที่สุด เราถึงจะเห็นคนที่เกษียณแล้วไม่นานก็ป่วย แก่เร็วมาก และดูเป็นทุกข์อยู่ไม่น้อย
การคิดว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรให้เกษียณอย่างมีความสุขจึงน่าสนใจเพราะด้วยอายุที่ยืนขึ้นขนาดนี้ อายุหลังเกษียณอาจจะเป็นหนึ่งในสามของชีวิตก็เป็นได้ แถมเดี๋ยวนี้การเกษียณตัวเองนั้นอาจจะไม่ใช่หกสิบอย่างที่คิด บางคนรับ early retire ตั้งแต่ห้าสิบห้าสิบห้า หรือตัดสินใจมาใช้ชีวิตเกษียณเองตั้งแต่สี่สิบก็มี
ผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในคนที่เจอสภาวะ “เกษียณ” ในตอนอายุสี่สิบกลางๆที่ริจะไม่ทำงานประจำแล้ว จะลอง slow life รับส่งลูก ใช้ชีวิตสบายๆบ้าง
ในช่วงนั้นผมเองก็ค้นพบอะไรหลายๆอย่างว่าการที่เกษียณแล้วไม่ทำอะไรเลยนั้น ช่วงแรกๆก็ดีอยู่ แต่ซักพักก็รู้สึกแก่เร็วและเบื่อเอามากๆ จนต้องพยายามปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่หลายแบบกว่าจะลงตัว เลยพอเข้าใจถึงสภาวะที่พอคนเกษียณแล้วแป๊บๆก็แก่หรือป่วยเอาง่ายๆได้ว่าเป็นเพราะอะไร
ผมได้ฟัง talk ของ ดอกเตอร์ ไรเล่ย์ มอยนส์ ( riley moynes ) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่เขียนหนังสือเรื่อง money coach ที่อยู่ในวัยเกษียณและได้สังเกตและวิเคราะห์ถึงคนที่เกษียณไปแล้วจำนวนมากว่าจะมีแพทเทิร์นที่คล้ายๆกัน
จะมีคนเกษียณจำนวนไม่น้อยที่จะเป็นทุกข์ แต่ก็มีหลายคนที่สามารถใช้ “ชีวิต” ได้อย่างสนุกและมีความสุขสมวัย ดร.ไรเล่ย์ เล่าว่าการเข้าสู่วัยเกษียณนั้นมี 4 ช่วง ที่ทุกคนที่เลิกทำงานแล้วต้องเจอ
ช่วงแรกเรียกว่าช่วง vacation เป็นช่วงหลายเดือนหรือปีแรกของการหยุดทำงาน อยากตื่นกี่โมงก็ได้ อยากทำอะไร ไปไหนมาไหนก็ได้ ไม่มีเจ้านายคอยตาม ไม่มีลูกน้องต้องรับผิดชอบให้ปวดหัว ไม่มีตารางเวลาที่กดทับมานานหลายสิบปี เป็นช่วงที่ผ่อนคลาย เหมือนความฝันช่วงทำงานว่าการเกษียณไม่ต้องทำงานแล้วน่าจะเป็นแบบนี้นี่เอง เป็นอิสระที่รอมานาน
พอใช้ชีวิตแบบนี้ไปซักพักก็จะเริ่มเบื่อ ตอนที่ผมออกจากงานประจำช่วงแรกๆก็เป็นแบบนั้นจริงๆ อยากไปห้างเดินพารากอนเมื่อไหร่ก็ได้ ไปซื้อหนังสือ ซื้อของตามใจชอบ แต่ไปซักสามสี่ครั้งก็ไม่มีอะไรจะดู หนังสือที่ซื้อก็ยังไม่ได้อ่าน เดินเบื่อๆซักพักก็กลับ เริ่มรู้สึกชีวิตว่างเปล่าจะรู้สึกหลงทางและตั้งคำถามกับชีวิตเยอะมากว่าจะไปยังไงต่อดี
ไม่อยากหายใจทิ้งแบบนี้เลย
ช่วงนี้เป็นช่วงที่สองเรียกว่าช่วงที่รู้สึก lost ดร ไรเล่ย์ บอกว่าที่เรารู้สึกแบบนั้นเพราะเราสูญเสียความรู้สึกที่เคยมีไป 5 ประการก็คือ เราเสียรูทีนที่ทำอะไรซ้ำๆประจำไป เราเสียอัตลักษณ์ (identity) ที่เคยมีในที่ทำงาน เราเสียความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานไป เสีย sense of purpose ว่าเคยมีเป้าหมายให้พุ่งชนมีปัญหาให้แก้ไข และที่สำคัญโดยเฉพาะข้าราชการหรือผู้บริหารคือการเสีย “อำนาจ” ที่เคยมีไป
การสูญเสียห้าประการนี้จะเริ่มค่อยๆเข้ามาหลังจากเราหมด honeymoon period แต่จะเริ่มรู้สึกรุนแรงเพราะมันหายไปทีเดียวห้าอย่างในชีวิต เราจะเริ่มรู้สึกซึมเศร้า ร่างกายก็จะทรุดลง เริ่มหงุดหงิดกับคู่ชีวิตที่เจอกันทุกวัน เริ่มรู้สึกกลัวกับความว่างเปล่านั้นมากขึ้นเรื่อยๆ
พอรู้สึกแย่มากๆ หลายคนก็จะเริ่มฮึดสู้ ไม่อยากใช้ชีวิตแบบว่างเปล่าอย่างนั้น ก็จะเข้าสู่ช่วงที่สาม เป็นช่วงลองผิดลองถูก (trial and error) พยายามจะหาความหมายให้ชีวิตอีกครั้งด้วยการลองทำอะไรที่คิดว่าทำได้ดี ซึ่งก็ไม่ง่ายนักเพราะสิ่งที่เราทำได้ดีก็อาจจะไม่ได้มีใครต้องการ หรือไปลองอะไรใหม่ๆแต่ก็อาจต้องผิดหวังอีกหลายครั้ง แต่ต้องสู้เพื่อหาอะไรที่ทำให้เราอยากตื่นเช้ามาทำให้ได้
เพราะถ้าหาไม่เจอเราก็จะวนอยู่ในช่วงที่สองอย่างทุกข์ทรมาน ไม่ใช่ทุกคนจะผ่านช่วงที่สามมาช่วงที่สี่ได้ แต่ถ้าใครมาถึงช่วงที่สี่ได้ก็จะเป็นกลุ่มคนที่มีความสุขที่สุดที่ ดร ไรเล่ย์ได้เจอ
ดร ไรเล่ย์สรุปว่าช่วงที่สี่ก็คือช่วงที่เราสามารถ reinvent และ rewire ตัวเองได้ สามารถตอบคำถามได้ว่า purpose ใหม่ของตัวเองคืออะไร และจากที่ ดร ไรเล่ย์ได้พูดคุย ซักถามคนที่ได้พบความสุขที่แท้จริงนั้น แทบทั้งหมดก็คือการที่ได้ดูแล ได้ช่วยเหลือคนอื่น (service to others) ไม่ว่าจะเป็นงานการกุศล การได้สอนหนังสือให้ความรู้กับคนรุ่นใหม่ ฯลฯ
ตัวอย่างที่ดีที่สุดในเรื่องนี้คือแม่ของผมเอง ที่เดิมช่วงเริ่มเกษียณก็เป็นเหมือนที่ ดร ไรเล่ย์บอก ได้เที่ยวได้ใช้ชีวิตซักพักก็เริ่มเบื่อ ในช่วงนั้นแม่ผมดูแก่เร็ว ไม่มีความสุขเลย ลองทำอะไรหลายอย่างจนเมื่อสิบกว่าปีก่อนได้ไปทำงานให้ศาล ไปช่วยไกล่เกลี่ยช่วยเยาวชนที่หลงผิด
งานยุ่งมากๆจนแทบไม่มีเวลา แต่แม่ผมดูมีความสุขมาก ร่างกายแข็งแรงขึ้น ดูสาวสดใส จนตอนนี้หน้าเด็กจนจะเท่าผมอยู่แล้ว แม่ผมโชคดีที่ได้ผ่านช่วงต่างๆมาถึงช่วงที่สี่ ได้ service to others เหมือนกับที่ ดร ไรเล่ย์บอกไว้ไม่มีผิด.. แม่ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มคนวัยเกษียณที่ได้ค้นพบ purpose ใหม่ได้ในที่สุด
บทเรียนสำหรับคนที่เตรียมตัวเกษียณนั้น ถ้าตามสี่ช่วงที่ ดร ไรเล่ย์บอก ก็คือสนุกกับอิสระกับ vacation ช่วงแรกให้เต็มที่ แล้วเตรียมรับมือกับความว่างเปล่าอย่างมีสติ ก่อนที่จะทดลองอะไรใหม่ๆด้วยความสนุก และหาทางเข้าสู่ช่วงที่สี่ พยายามทำตัวให้มีประโยชน์กับคนอื่นเพื่อที่จะมีความสุขได้สุดๆหลังเกษียณอย่างสมวัย
สำหรับคนที่ยังไม่ใกล้กับคำว่าเกษียณนั้น ถ้าในที่สุดแล้ว ความสุขที่แท้จริงที่เหล่าคนเกษียณค้นพบก็คือการที่ได้ service to others การที่ทำตัวมีประโยชน์กับคนอื่น การที่ได้รู้ความลับนั้นก็น่าจะมีประโยชน์กับการใช้ชีวิตในตอนนี้ และน่าจะเป็นแต้มต่อที่ไม่ต้องรอให้เกษียณถึงจะเข้าถึงความสุขและสงบในใจนั้นได้ตั้งแต่วันนี้เลยนะครับ
ที่มา ; blockdit
เกี่ยวข้องกัน
เกษียณแล้วไง ยังทำงานไหว เปิด 7 สายงานคนรุ่นสูงวัยก็ทำได้
ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก และการทำงานไม่ได้จำกัดอยู่แค่หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่อีกต่อไป แต่แรงงานวัยใกล้เกษียณหรือแม้แต่ผู้ที่เกษียณแล้ว (Silver Age) ก็สามารถกลับเข้าสู่ตลาดงานได้ โดยเฉพาะยุคนี้ที่แรงงานกำลังขาดแคลน กลุ่มนี้จึงเป็นกำลังแรงงานสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
ไม่นานมานี้มีรายงานข้อมูลจาก Jobsdb by SEEK แพลตฟอร์มหางานออนไลน์ในไทย เปิดเผยว่า แรงงานกลุ่ม Silver Age หรือผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไปในไทย มีจำนวนมากถึง 13 ล้านคน คิดเป็นกว่า 20% ของแรงงานทั้งหมด และคาดว่าภายในปี 2573 ประเทศไทยจะเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society)” ที่ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปจะมีมากกว่า 25% ของประเทศ
โดยแรงงานกลุ่มนี้หลายคนยังมีศักยภาพในการทำงานในหลากหลายอาชีพ และพร้อมกลับเข้าสู่ตลาดงานในหลากหลายสายงาน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเพื่อหารายได้เพิ่ม หรืออยากเพิ่มความกระตือรือร้นในการใช้ชีวิต หรือการแบ่งปันประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่ก็ตาม
ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีอย่าง Generative AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนโลกการทำงานไปอย่างรวดเร็ว ไม่เฉพาะสายเทคโนโลยี แต่ลามไปถึงสายงานอื่นๆ ด้วย เช่น การตลาด การขาย การดูแลสุขภาพ และงานบริการต่างๆ โดยข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่า จำนวนคนที่เพิ่มทักษะ AI ทั่วโลกพุ่งขึ้นถึง 177% ตั้งแต่ปี 2018
ไม่เพียงเท่านั้น กว่า 50% ของนายจ้างยังเผยว่า “จะไม่รับผู้สมัครที่ไม่มีพื้นฐานด้าน AI” โดยเฉพาะทักษะอย่าง Prompt Engineering หรือการใช้งานเครื่องมืออย่าง ChatGPT และ Microsoft Copilot ที่กำลังกลายเป็นทักษะพื้นฐานของคนทำงานทุกคน ดังนั้น หากแรงงานกลุ่มสูงวัยได้รับการอัปสกิลด้านเทคโนโลยีเพิ่มเติม ก็จะยิ่งช่วยต่อยอด และเพิ่มโอกาสทางอาชีพในสายสายต่างๆ ได้มากขึ้น
7 อาชีพน่าจับตา เหมาะกับวัยเก๋าที่พร้อมเรียนรู้และปรับตัว
ทั้งนี้ Jobsdb ได้แนะนำ 7 สายงานที่เปิดรับแรงงานกลุ่มสูงวัยอย่างแท้จริง ทั้งยังสามารถต่อยอดจากประสบการณ์เดิมได้ง่าย พร้อมแนะให้ลองผสานทักษะที่มีอยู่เดิม เข้ากับเครื่องมือดิจิทัลหรือ AI เช่น คอร์สเรียนออนไลน์ โปรแกรมช่วยแปลภาษา หรือแอปพลิเคชันจัดการข้อมูล ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ดีขึ้น
1. ครูพิเศษ/ติวเตอร์
แนะนำให้เรียนรู้ทักษะการสอนออนไลน์เพิ่มเติม ก็จะช่วยให้ทำงานได้อย่างคล่องแคล่วมากขึ้น ข้อดีคือ ทำงานจากที่บ้านได้ มีเวลายืดหยุ่น และได้เชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ผ่านโลกการศึกษาออนไลน์
2. งานบริการลูกค้า/Call Center
อาจเรียนทักษะการสื่อสารเพิ่มเติม เหมาะกับผู้ที่มีทักษะการสื่อสาร มีใจรักบริการ และสามารถทำงานจากที่บ้านได้ในหลายองค์กร
3. นักแปล
แนะนำให้เรียนการใช้เครื่องมือ AI แปลภาษาเพิ่มเติม สายงานนี้เหมาะกับผู้ที่มีทักษะด้านภาษา และต้องการใช้ทักษะเดิมในการทำงานอิสระที่บ้าน พร้อมจัดสรรเวลาได้เอง
4. บัญชี/การเงินเบื้องต้น
แนะนำให้อัปสกิลการใช้เครื่องมือ Microsoft Copilot ช่วยจัดการข้อมูล เหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นฐานด้านการจัดการเอกสารทางการเงิน สามารถทำแบบฟรีแลนซ์ หรือช่วยสนับสนุนธุรกิจ SME ได้
5. งานธุรการ/ประสานงาน
ใช้เครื่องมือ Microsoft Copilot ช่วยจัดการได้เช่นกัน เหมาะกับผู้ที่มีประสบการณ์ในงานเอกสาร นัดหมาย และการประสานงาน พร้อมเรียนรู้การใช้เครื่องมือดิจิทัลเบื้องต้น
6. ขายของออนไลน์
แนะนำให้เรียนการใช้เครื่องมือ ChatGPT ในการหาข้อมูลหรือวางแผนขายสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบทำงานจากที่บ้าน รู้จักการใช้โซเชียลมีเดีย หรือแอปขายของต่างๆ และสามารถจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
7. ที่ปรึกษาอิสระ
แนะนำให้เรียนการใช้เครื่องมือ ChatGPT ช่วยหาข้อมูลได้อย่างดี เหมาะกับผู้ที่อยากแบ่งปันประสบการณ์ในด้านการเงิน การลงทุน หรือการพัฒนาทักษะให้กับคนรุ่นใหม่
Fair Hiring แนวคิดมาแรงในโลกยุคขาดแคลนแรงงาน ทุกวัยต้องเท่าเทียม
ที่ผ่านมาหลายคนที่เป็นแรงงานสูงวัยอาจพบว่า หนึ่งในอุปสรรคใหญ่ของพวกเขาคือ “อคติ” จากการจ้างงานแบบเดิม Jobsdb เผยว่าแรงงานไทยกว่า 30% ยังรู้สึกว่าถูกเลือกปฏิบัติจากอายุหรือสถานะ แต่ตอนนี้ หลายองค์กรด้านการหางาน รวมถึง Jobsdb กำลังผลักดันแนวคิด Fair Hiring อย่างจริงจัง
ดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ Jobsdb by SEEK เผยว่า “แนวทาง Fair Hiring เป็นพันธกิจสำคัญของเรา เพื่อให้การจ้างงานไม่ถูกจำกัดด้วยอายุ เพศ หรือสถานะใดๆ”
แนวคิดนี้ไม่เพียงช่วยลดอคติ แต่ยังทำให้องค์กรเข้าถึงบุคลากรที่มีศักยภาพได้ดีขึ้น โดยพิจารณาจาก “ทักษะและประสบการณ์จริง” มากกว่าอายุหรือภูมิหลัง เพื่อให้การจ้างงานไม่ถูกจำกัดด้วยอายุ เพศ เชื้อชาติ หรือสถานะ แต่เปิดกว้างอย่างเท่าเทียม
โดยเริ่มมีการใช้เทคโนโลยี AI ระดับโลก มาใช้ในการจับคู่ผู้สมัครงานกับตำแหน่งงานได้อย่างแม่นยำและเป็นธรรมมากขึ้น พร้อมสนับสนุนให้แรงงานทุกกลุ่ม รวมถึงกลุ่มสูงวัย Silver Age ก้าวทันโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
เพราะในยุคนี้ "ความหลากหลาย" คือ "พลังขององค์กร" การเปิดใจรับวัยเก๋าสู่โลกการทำงานอีกครั้ง คือการเปิดประตูสู่อนาคตการทำงาน และยังช่วยผลักดันแรงงานไทยให้เติบโตไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนและเท่าเทียม
สรุป
· แรงงาน Silver Age (อายุ 55 ปีขึ้นไป) คือกำลังสำคัญในตลาดแรงงานไทย ซึ่งมีอยู่ราวๆ 20% ของแรงงานทั้งหมด (13 ล้านคน) และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในปี 2573
· 7 อาชีพน่าจับตาสำหรับวัยเก๋า ได้แก่ ติวเตอร์ออนไลน์, งานคอลเซ็นเตอร์, นักแปล, บัญชีเบื้องต้น, นักประสานงาน, ขายของออนไลน์ และที่ปรึกษาอิสระ โดยสามารถเสริมด้วยทักษะดิจิทัลเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำงาน
· Fair Hiring (การจ้างงานที่เป็นธรรม) คือกุญแจสู่ตลาดแรงงานที่เปิดกว้าง ปัจจุบันแนวคิดนี้กำลังมาแรง ในหลายประเทศเน้นจ้างงานโดยไม่เลือกปฏิบัติด้านอายุ เพื่อสร้างโอกาสให้แรงงานทุกช่วงวัย
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๘