สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M310_สรุปข้อมูลโครงการพาน้องกลับมาเรียน 31 ส.ค.65

สรุปสถิติการดำเนินโครงการพาน้องกลับมาเรียน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2565) ในภาพรวมกระทรวงศึกษาธิการ จำนวนผู้เรียนทั้งหมดในการติดตามพากลับเข้าระบบการศึกษา จำนวน 57,529 คน ติดตามพบแล้ว 51,876 คน หรือ 90.17% ที่เหลือต้องดำเนินการติดตาม 5,653 คน หรือ 9.83%

สช. จำนวนนักเรียนทั้งหมด 10,783 คน ติดตามพบแล้ว 10,366 คน ไม่พบตัว 417 คน ในจำนวนที่พบแล้วต้องการกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา 7,490 คน ไม่ประสงค์กลับเข้าสู่ระบบ 2,876 คน สาเหตุสำคัญอันดับแรก คือ ย้ายถิ่นที่อยู่

สอศ. จำนวนนักศึกษาทั้งหมด 18,612 คน ติดตามพบแล้ว 13,714 คน กำลังติดตาม 3,083 คน และไม่พบตัว 1,815 คน ในจำนวนที่พบแล้วต้องการกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา 3,284 คน ไม่ประสงค์กลับเข้าสู่ระบบ 10,430 คน สาเหตุสำคัญอันดับแรก คือ สภาพความเป็นอยู่ของครอบครัว

สพฐ. จำนวนนักเรียนทั้งหมด 28,134 คน ติดตามพบแล้ว 27,796 คน กำลังติดตาม 9 คน และไม่พบตัว 329 คน ในจำนวนที่พบแล้วต้องการกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา 20,497 คน ไม่ประสงค์กลับเข้าสู่ระบบ 7,299 คน สาเหตุสำคัญอันดับแรก คือ จบการศึกษาภาคบังคับและไม่ประสงค์เรียนต่อ

ทั้งนี้ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัด เร่งติดตามนำเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ครบทุกคน 100% ภายในปี 2565 

ที่มา ; ศธ 360 องศา 

สรุปสาระสำคัญ

กระทรวงศึกษาธิการสรุปผลการดำเนินงานติดตามผู้เรียนกลับเข้าสู่ระบบ โดยภาพรวมติดตามพบแล้วกว่า 90.17% (51,876 คน) จากกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 57,529 คน โดยมีรายละเอียดแยกตามสังกัด ดังนี้:

  • สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน): มีจำนวนผู้เรียนสูงสุด ติดตามพบแล้วเกือบทั้งหมด สาเหตุหลักที่ไม่อยากเรียนต่อคือ จบการศึกษาภาคบังคับแล้ว

  • สอศ. (สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา): มีอัตราผู้ที่ไม่ประสงค์กลับเข้าสู่ระบบสูงที่สุด (กว่า 1 หมื่นคน) โดยมีสาเหตุหลักจาก สภาพความเป็นอยู่ของครอบครัว

  • สช. (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน): พบปัญหาหลักคือ การย้ายถิ่นที่อยู่ ทำให้ยากต่อการติดตาม

รมว.ศธ. (นางสาวตรีนุช เทียนทอง) เน้นย้ำเป้าหมายเชิงรุกให้ติดตามเด็กกลับเข้าสู่ระบบให้ครบ 100% ภายในสิ้นปี 2565 เพื่อลดปัญหาเด็กหลุดระบบการศึกษาอย่างยั่งยืน


ข้อสอบ

ข้อที่ 1: จากสถิติของ สอศ. ที่พบว่านักศึกษาไม่ประสงค์กลับเข้าสู่ระบบสูงที่สุดเนื่องจาก "สภาพความเป็นอยู่ของครอบครัว" หากท่านเป็นผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา ท่านควรใช้นโยบายใดเข้ามา "แก้ปัญหาที่ต้นตอ" เพื่อดึงดูดนักศึกษากลุ่มนี้กลับมามากที่สุด?

ก. นโยบายโรงเรียนคุณภาพ (Stand Alone)

ข. โครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ

ค. ระบบ MOE Safety Center เพื่อความปลอดภัย

ง. การปักหมุด กศน. รุกถึงที่ ลุยถึงถิ่น 

ข้อที่ 2: ในสังกัด สพฐ. สาเหตุหลักคือ "จบการศึกษาภาคบังคับแล้วไม่ประสงค์เรียนต่อ" ในฐานะผู้บริหารโรงเรียนมัธยม ท่านจะวางแผน "เชิงรุก" (Proactive) อย่างไรเพื่อลดตัวเลขนี้ในอนาคต?

ก. บังคับให้นักเรียนทุกคนต้องลงทะเบียนเรียนต่อก่อนจบ ม.3

ข. พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาที่เน้นทักษะอาชีพและทางเลือกการศึกษาต่อที่หลากหลายตั้งแต่ระดับ ม.ต้น

ค. จัดทำบันทึกข้อความ (MOU) กับโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อส่งนักเรียนเข้าทำงานทันทีที่จบ ม.3

ง. เพิ่มความเข้มงวดในการสอบไล่เพื่อให้นักเรียนเห็นความสำคัญของการศึกษา 

ข้อที่ 3: สถานศึกษาของท่านอยู่ในสังกัด สช. และพบว่านักเรียนหลุดระบบเนื่องจาก "การย้ายถิ่นที่อยู่" ตามสถิติ หากท่านติดตามพบตัวเด็กแล้วแต่เด็กย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด ท่านควรตัดสินใจดำเนินการอย่างไรตามหลัก "พาน้องกลับมาเรียน"?

ก. จำหน่ายชื่อเด็กออกจากระบบทันทีเพื่อให้สถิติของโรงเรียนเป็นศูนย์

ข. ประสานงานส่งต่อข้อมูลเด็กไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่ที่เด็กย้ายไปเพื่อเข้าเรียนต่อ

ค. ขอความร่วมมือผู้ปกครองให้ส่งเด็กกลับมาเรียนที่เดิมโดยสถานศึกษาจะออกค่าเดินทางให้

ง. บันทึกในระบบว่าไม่พบตัวเนื่องจากอยู่นอกพื้นที่รับผิดชอบ 

ข้อที่ 4: จากสถิติภาพรวมที่เหลือผู้เรียนอีก 9.83% ที่ยังติดตามไม่พบ ในเชิงการบริหารจัดการ "Big Data" ท่านคิดว่าความท้าทายที่สุดในการบรรลุเป้าหมาย 100% ภายในปี 2565 คือข้อใด?

ก. งบประมาณในการลงพื้นที่ติดตามไม่เพียงพอ

ข. การขาดแคลนเครื่องมือดิจิทัลในระดับสถานศึกษา

ค. ความเชื่อมโยงของฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์กับฐานข้อมูลผู้เรียนระหว่างกระทรวง

ง. จำนวนครูผู้รับผิดชอบงานทะเบียนมีน้อยเกินไป 

ข้อที่ 5: หากท่านต้องรายงานความคืบหน้าโครงการต่อ รมว.ศธ. โดยใช้ "ผลลัพธ์เชิงพฤติกรรม" มากกว่า "ตัวเลขสถิติ" ข้อใดคือตัวชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริงของโครงการนี้?

ก. ร้อยละของเด็กที่กลับเข้ามาแล้วสามารถเรียนจนจบหลักสูตรหรือมีทักษะอาชีพเลี้ยงตนเองได้

ข. จำนวนเงินงบประมาณที่ประหยัดได้จากการที่เด็กกลับเข้าเรียน

ค. ความพึงพอใจของครูผู้ลงพื้นที่ติดตามปักหมุด

ง. จำนวนการกดไลก์และแชร์ข้อมูลโครงการผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย 

ข้อที่ 6: สถานการณ์ด้านการบริหารจัดการข้อมูล (Big Data) ในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา ท่านพบว่าระบบ "พาน้องกลับมาเรียน" ของโรงเรียนมียอดเด็กที่ "ยังติดตามไม่พบ" (Missing) อยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกจ้างชั่วคราวที่ย้ายตามผู้ปกครอง ท่านจะใช้ "นวัตกรรมการบริหาร" ข้อใดในการแก้ปัญหานี้ให้สอดคล้องกับนโยบาย ศธ. มากที่สุด?

ก. ติดประกาศรายชื่อเด็กผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเพื่อให้สังคมช่วยตามหา

ข. พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือกับ "อาสาสมัครพัฒนาสังคมฯ (อพม.)" ในพื้นที่เพื่อเอ็กซเรย์รายบ้าน

ค. เสนอให้ปรับตัวเลขในระบบเป็น "ไม่ประสงค์เรียนต่อ" เพื่อให้สถิติการติดตามเป็น 100%

ง. จัดซื้อโดรน (Drone) เพื่อใช้บินสำรวจในพื้นที่ทุรกันดารที่เข้าไม่ถึง 

ข้อที่ 7: สถานการณ์ด้านการลดความเหลื่อมล้ำ (สอศ.) จากการวิเคราะห์สถิติ สอศ. พบเด็กไม่ประสงค์กลับเข้าเรียนสูงมากจากปัญหาครอบครัว หากท่านเป็น ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิค และต้องลงพื้นที่ปักหมุดด้วยตนเอง ท่านจะใช้วิธีการ "เจรจาเชิงกลยุทธ์" (Strategic Negotiation) อย่างไรกับผู้ปกครองที่ต้องการให้เด็กทำงานหาเงินมากกว่าเรียน?

ก. ชี้ให้เห็นถึงโทษทางกฎหมายหากไม่ส่งบุตรหลานเข้าเรียนตาม พ.ร.บ.การศึกษา

ข. เสนอรูปแบบการเรียน "ทวิภาคี" ที่เด็กได้ฝึกงานในสถานประกอบการและมีรายได้เบี้ยเลี้ยงระหว่างเรียน

ค. ให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้ทุนการศึกษาเป็นเงินสดรายเดือนโดยไม่มีเงื่อนไข

ง. แนะนำให้เด็กลาออกอย่างถูกระเบียบเพื่อไปทำงานก่อน แล้วค่อยกลับมาเรียนเมื่อพร้อม 

ข้อที่ 8: สถานการณ์ด้านการตัดสินใจเชิงนโยบาย (สพฐ.) นักเรียนชั้น ม.3 ในโรงเรียนของท่านเกือบ 20% ระบุว่า "จบภาคบังคับแล้วจะออกไปช่วยงานเกษตรกรรมที่บ้าน" ท่านจะใช้ "ภาวะผู้นำ" ในการปรับเปลี่ยนทัศนคตินี้อย่างไรให้เห็นผลเป็นรูปธรรม?

ก. จัดค่ายติวเข้มวิชาการเพื่อให้นักเรียนสอบเข้าโรงเรียนดังๆ ได้มากขึ้น

ข. นำโมเดล "โรงเรียนคุณภาพ" มาใช้โดยเชิญปราชญ์ชาวบ้านและ Smart Farmer มาสอนวิชาเกษตรสมัยใหม่ที่สร้างรายได้สูงในโรงเรียน

ค. สั่งการให้ครูแนะแนวโทรศัพท์ไปกดดันผู้ปกครองทุกวันจนกว่าจะยอมให้ลูกเรียนต่อ

ง. ย้ายนักเรียนกลุ่มนี้ไปเรียนในห้องเรียนพิเศษทางวิชาการเพื่อกระตุ้นการแข่งขัน 

ข้อที่ 9: สถานการณ์ด้านการประสานงาน (สช.) ท่านเป็นผู้บริหารโรงเรียนเอกชน และได้รับแจ้งว่ามีเด็กย้ายถิ่นฐานไปต่างจังหวัดโดยไม่แจ้งที่อยู่ใหม่ แต่ท่านสืบทราบจากเพื่อนสนิทของเด็กว่าเด็กย้ายไปอยู่แถบเขตนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดชลบุรี ท่านควรตัดสินใจดำเนินการข้อใดตามระบบ "รุกถึงที่ ลุยถึงถิ่น"?

ก. เดินทางไปจังหวัดชลบุรีด้วยตนเองเพื่อตามหาตัวเด็กให้พบตามเป้าหมาย 100%

ข. บันทึกข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งคร่าวๆ ลงในแพลตฟอร์ม "ปักหมุด" เพื่อส่งต่อให้ศูนย์บริหารจัดการในพื้นที่ชลบุรีเข้าตรวจสอบ

ค. ตัดชื่อเด็กออกเพื่อให้โรงเรียนปลายทางจัดการเองเมื่อเด็กไปสมัครเรียน

ง. ทำหนังสือแจ้งความคนหายไว้เป็นหลักฐานเพื่อป้องกันความรับผิดชอบ 

ข้อที่ 10: สถานการณ์ด้านการประเมินผล (Evaluation) รมว.ศธ. กำหนดเป้าหมายติดตามเด็กกลับมาให้ครบ 100% ภายในปี 2565 ในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา ท่านคิดว่า "ความสำเร็จที่ยั่งยืน" (Sustainability) ของนโยบายนี้ควรวัดจากสิ่งใดหลังจากเด็กกลับเข้าสู่ห้องเรียนแล้ว?

ก. จำนวนภาพถ่ายการลงพื้นที่ของครูที่ลงในเพจโรงเรียน

ข. อัตราการ "คงอยู่" ในระบบการศึกษา (Retention Rate) ของเด็กที่ตามกลับมาได้ภายใน 1 ปีการศึกษา

ค. คะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบระดับชาติ (O-NET) ของกลุ่มเด็กที่กลับเข้าเรียน

ง. จำนวนรางวัลที่สถานศึกษาได้รับจากการดำเนินโครงการ 

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น