สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M403_เริ่มใช้แล้ว พ.ร.บ.กยศ. เก็บดอกเบี้ยไม่เกิน 1%

เมื่อวันที่ 19 มี.ค. ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อให้มีกลไกการชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ อันจะทำให้กองทุนมีความมั่นคงและสามารถให้โอกาสในการเข้าถึงเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาแก่นักเรียนหรือนักศึกษา ได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว 

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอม ของรัฐสภา ดังต่อไปนี้

สาระสำคัญของพระราชบัญญัติฉบับนี้ อยู่ที่มาตรา 18 ซึ่งแก้ไขมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 เกี่ยวกับการคิดอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมกองทุน กยศ. โดยบัญญัติให้เก็บดอกเบี้ยไม่เกิน 1% ต่อปี และคิดค่าปรับการผิดนัดชำระหนี้ ไม่เกินร้อยละ 0.5% ต่อปี โดยระบุไว้ดังนี้

มาตรา ๑๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน 

มาตรา ๔๔ เมื่อสำเร็จการศึกษา เลิกการศึกษา หรือพ้นสภาพการศึกษาแล้ว ให้ผู้กู้ยืมเงินมีหน้าที่ต้องชำระเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ได้รับไปตามสัญญากู้ยืมเงินคืนให้กองทุนโดยจะชำระเงินคืนกองทุนทั้งจำนวนหรือผ่อนชำระก็ได้ ทั้งนี้ ตามจำนวน ระยะเวลา และวิธีการที่กองทุนกำหนด 

คณะกรรมการจะกำหนดให้เริ่มคิดดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้กู้ยืมเงินนับแต่เวลาใด ภายหลังที่สำเร็จการศึกษา เลิกการศึกษา หรือพ้นสภาพการศึกษาแล้วก็ได้ แต่อัตราดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่นใดที่คิด ณ วันที่ทำสัญญา ต้องไม่เกินอัตราร้อยละหนึ่งต่อปี และห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยทบต้น หรือจะยกเว้นหรือลดหย่อนดอกเบี้ยให้แก่ผู้กู้ยืมเงินที่ชำระเงินคืนกองทุนครบถ้วน หรือมีประวัติชำระเงินคืนกองทุนดีต่อเนื่อง หรือกรณีที่มีเหตุจำเป็นและสมควร ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด

ในการชำระเงินคืนกองทุนตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้กู้ยืมเงินมีสิทธิได้รับประโยชน์จากระยะเวลาปลอดหนี้เป็นเวลาสองปีนับแต่วันที่สำเร็จการศึกษา เลิกการศึกษา หรือพ้นสภาพการศึกษา ทั้งนี้คณะกรรมการจะขยายระยะเวลาปลอดหนี้ให้อีกไม่เกินสองปีก็ได้ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นและสมควร

เพื่อบรรเทาภาระของผู้กู้ยืมเงินให้สามารถชำระเงินคืนกองทุนได้ กองทุนอาจผ่อนผันให้ผู้กู้ยืมเงินชำระเงินคืนกองทุนแตกต่างไปจากจำนวน ระยะเวลา หรือวิธีการที่กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง หรือลดหย่อนหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ แปลงหนี้ใหม่ หรือระงับการชำระเงินคืนกองทุนตามที่ผู้กู้ยืมเงินร้องขอเป็นรายบุคคลหรือเป็นการทั่วไปก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด

การดำเนินการตามวรรคสี่ ให้กระทำได้แม้จะอยู่ในระหว่างการดำเนินคดี หรือมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดแล้ว หรืออยู่ในระหว่างการบังคับคดี

ในกรณีที่มีการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ภายหลังมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดแล้วหรือในระหว่างการบังคับคดี หากผู้กู้ยืมเงินผิดนัดไม่ชำระเงินคืนกองทุนตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ถ้าระยะเวลาการบังคับคดีได้สิ้นสุดลงก่อนแล้วหรือเหลือไม่ถึงสามปี ให้ดำเนินการบังคับคดีได้ภายในสามปีนับแต่วันที่ผิดนัดชำระเงินคืนกองทุนตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้

ในกรณีที่มีการทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่ภายหลังมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดแล้วหรือในระหว่างการบังคับคดี ให้ถือว่าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นอันระงับไป หากมีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ให้ถอนการยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น และให้ผู้กู้ยืมเงินมีหน้าที่ชำระเงินคืนกองทุนตามที่ระบุไว้ในสัญญาแปลงหนี้ใหม่

ในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินผู้ใดผิดนัดการชำระเงินคืนกองทุน และไม่ได้รับอนุญาตให้ผ่อนผันตามวรรคสี่ ผู้กู้ยืมเงินต้องเสียเงินเพิ่มอีกไม่เกินร้อยละศูนย์จุดห้าต่อปี เว้นแต่คณะกรรมการจะยกเว้นหรือลดหย่อนให้ตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด”

ทั้งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งคือวันที่ 20 มี.ค.66

สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา เป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา อันเป็นรากฐานสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ ทางเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม แต่บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ใช้บังคับ อยู่ในปัจจุบัน ยังไม่อำนวยให้การให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาบรรลุถึงวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้ภายใต้บริบท การศึกษาเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไป สมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติดังกล่าวเพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึง เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาให้มากขึ้นเพื่อรองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้มีระบบการให้ทุนการศึกษาในสาขาวิชา ขาดแคลนที่ต้องได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ ปรับเปลี่ยนการดำเนินงานของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาให้ทำงานเชิงรุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ข้อมูลแก่นักเรียนหรือนักศึกษาก่อนเลือกสาขาวิชาที่จะกู้ยืมเงินเรียน เพื่อให้สอดคล้องกับอาชีพแห่งอนาคต รวมทั้งให้มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม รวมถึงกำหนดกลไกให้ผู้กู้ยืมเงินสามารถชำระเงินคืนกองทุนตามความสามารถ ในการหารายได้และสร้างวินัยในการชำระเงินคืนกองทุนเพื่อสร้างความยั่งยืนแก่กองทุน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ 

ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์  20 มีนาคม 2566 

สรุปสาระสำคัญ 

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม คณะผู้จัดทำเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาประกาศพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราขึ้นตามคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา เนื่องจากเห็นความจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายเดิมที่ไม่สอดคล้องกับบริบทการศึกษาและการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป พระราชบัญญัตินี้มีเนื้อหาสำคัญอยู่ที่การแก้ไขมาตรา 44 ของ พ.ร.บ.กยศ. ปี 2560 เพื่อกำหนดระบบการชำระหนี้ที่เป็นธรรม โปร่งใส และสอดคล้องกับความสามารถในการชำระของผู้กู้ โดยกำหนดเพดานดอกเบี้ยไม่เกิน 1% ต่อปี ค่าปรับผิดนัดไม่เกิน 0.5% ต่อปี ห้ามคิดดอกเบี้ยทบต้น และให้สิทธิระยะเวลาปลอดหนี้ 2 ปี (ขยายได้อีก 2 ปีเมื่อมีเหตุจำเป็น) รวมถึงเปิดทางให้กองทุนผ่อนผัน ลดหย่อน หรือปรับโครงสร้างหนี้ได้แม้คดีถึงที่สุดแล้ว ทั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความยั่งยืนของกองทุน ลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา และเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการเงินกู้ให้ตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 20 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป 

ข้อสอบ 

1. การห้ามคิด “ดอกเบี้ยทบต้น” ตามมาตราใหม่ ส่งผลต่อกองทุนในมิติใดมากที่สุด 

ก. ลดรายได้กองทุนอย่างมีนัยสำคัญ
ข. เพิ่มความโปร่งใสและเป็นธรรมในการจัดการหนี้
ค. ส่งเสริมให้ผู้กู้เร่งชำระหนี้เร็วขึ้น
ง. ทำให้กองทุนต้องพึ่งงบประมาณรัฐมากขึ้น

2. หากสถานศึกษาให้คำปรึกษานักเรียนก่อนตัดสินใจกู้ยืม กยศ. ตามเจตนารมณ์ พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะต้องเน้นประเด็นใดมากที่สุด

ก. โอกาสได้ทุนอื่นแทนการกู้
ข. ความเชื่อมโยงสาขาวิชากับอาชีพในอนาคต
ค. จำนวนเงินกู้ที่กู้ได้สูงสุด
ง. เงื่อนไขคดีความกรณีผิดนัด

3. การเปิดให้กองทุน “ลดหย่อนหรือปรับโครงสร้างหนี้แม้คดีถึงที่สุดแล้ว” สะท้อนนโยบายใดของรัฐมากที่สุด

ก. การลดการใช้กลไกศาลในคดีแพ่ง
ข. การสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
ค. การบริหารความเสี่ยงทางการคลังของกองทุน
ง. การสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

4. หากพบผู้กู้รายหนึ่งมีรายได้ต่ำในช่วง 2 ปีหลังจบการศึกษา การตัดสินใจที่สอดคล้องกับ พ.ร.บ. นี้มากที่สุดคือข้อใด

ก. แจ้งเริ่มดำเนินคดีตามขั้นตอน
ข. บังคับให้ชำระขั้นต่ำตามเกณฑ์
ค. พิจารณาขยายระยะเวลาปลอดหนี้ตามความจำเป็น
ง. แนะนำให้แปลงหนี้ใหม่ทันที

5. ข้อใดสะท้อน “เหตุผลหลัก” ของการแก้ไข พ.ร.บ. กยศ. ฉบับนี้ 

ก. ลดภาระงบประมาณของรัฐในระยะยาว
ข. เพิ่มประสิทธิภาพการติดตามหนี้เป็นอันดับแรก
ค. ขยายโอกาสการเข้าถึงเงินกู้เพื่อการศึกษาที่ทั่วถึงและยั่งยืน
ง. ส่งเสริมการแข่งขันของสถาบันการเงินในการปล่อยกู้รายย่อย

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น