สมาชิกเข้าสู่ระบบ

คำสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการชอบด้วยกฎหมาย

ศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ ฟ. 34/2563 คดีหมายเลขดำที่ ฟ. 42/2555

เรื่อง วินัย : ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษปลดออกจากราชการและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม

(พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๘๒ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๘๕ วรรคสอง, พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๕๗ มาตรา ๘๕ (๑) มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๓ มาตรา ๙๗ วรรคสอง และมาตรา ๑๓๒, พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๔๓ วรรคหนึ่ง, กฎ ก.พ. ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความใน พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา ข้อ ๑๔ ข้อ ๑๕ และข้อ ๒๑ และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ข้อ ๑๐ (๑) และข้อ ๗๑)

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ ฟ.๓๔/๒๕๖๓

เมื่อผู้ฟ้องคดีในฐานะกรรมการตรวจรับพัสดุลงลายมือชื่อในใบตรวจรับพัสดุ โดยไม่ได้ตรวจสอบพัสดุให้ถูกต้องครบถ้วน จึงเป็นเหตุให้นาย ณ. นำใบตรวจรับพัสดุไปเป็นหลักฐานขอเบิกเงินจากทางราชการไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่โดยที่ไม่ปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดี มีเจตนาหรือกระทำการอันเป็นการช่วยเหลือหรือสนับสนุนเพื่อให้นาย ณ. ได้ประโยชน์ อันมิควรได้ดังกล่าว กรณีจึงถือไม่ได้ว่า ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา ๘๒ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ฟ้องคดีลงลายมือชื่อใน ใบตรวจพัสดุโดยไม่ได้ตรวจสอบพัสดุให้ถูกต้องครบถ้วน อันเป็นการการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามข้อ ๗๑ ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และเป็นเหตุให้นาย ณ. นำใบตรวจรับพัสดุดังกล่าวมาใช้เป็นหลักฐานในการขอเบิกเงินไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ทำให้ทางราชการเสียหายอย่างร้ายแรง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา ๘๕ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น

 

การที่อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์มีคำสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีกระทำความผิดฐานละเว้นไม่ปฏิบัติตามระเบียบ รวมทั้งกระทำความผิด ตามมาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๑๖๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา อันเป็นความผิดวินัย ตามมาตรา ๘๕ (๑) แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา ๙๗ แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ สมควรลงโทษไล่ออก แต่มีเหตุอันควรลดหย่อนโทษ จึงสมควรลดโทษเป็นปลดออกนั้น

แม้เป็นการนำบทบัญญัติว่าด้วยความผิดวินัยฐานทุจริต ต่อหน้าที่ราชการตามมาตรา ๘๕ (๑) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว มาใช้บังคับกับการกระทำผิดวินัยของผู้ฟ้องคดี โดยรวมเอาความผิดตามมาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๑๖๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา มาเป็นเหตุในการลงโทษผู้ฟ้องคดีในความผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการด้วย ซึ่งเป็นการปรับบทกฎหมายที่ไม่ถูกต้องกับการกระทำของผู้ฟ้องคดี แต่ความไม่ถูกต้องดังกล่าวก็มิได้มีผลเปลี่ยนแปลงโทษที่จะลงแก่ผู้ฟ้องคดี แต่ถือว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครอง ที่มีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงที่เจ้าหน้าที่อาจแก้ไขเพิ่มเติมได้ตามมาตรา ๔๓ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ มีคำสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งการกระทำของ ผู้ฟ้องคดีแล้ว ดังนั้น คำสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว และคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ย่อมชอบด้วยกฎหมายด้วยเช่นกัน

 

ที่มา ; FB เขาว่าเป็นคดีปกครอง ส่วนแยกจากศาลปกครองระยอง

ความเห็นของผู้ชม