
ต้นแบบกระบวนการจัดการเรียนการสอน 12 S-Curve กรณีศึกษา: ประเทศฟินแลนด์
ฟินแลนด์ หนึ่งในประเทศมหาอำนาจด้านการศึกษา มีชื่อเสียงจากผลคะแนน PISA (Program for International Student Assessment) ของ OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) โดยการเปรียบเทียบความสามารถของนักเรียนอายุ 15 ปี ในด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ผ่านการทดสอบทุกๆ 3 ปี ผลปรากฏว่า นักเรียนของฟินแลนด์ติดอันดับ TOP TEN ของโลกทั้ง 3 ด้าน
นอกจากผลคะแนน PISA แล้ว การศึกษาของฟินแลนด์ยังโดดเด่นในเรื่องคุณภาพการศึกษาที่ไม่แตกต่างกันทั้งประเทศ ช่องว่างระหว่างนักเรียนที่มีความสามารถสูงกับนักเรียนที่มีความสามารถต่ำมีความแตกต่างกันไม่มาก ทว่า เมื่อไม่นานมานี้ ฟินแลนด์กลับดำเนินนโยบายใหม่ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการทดสอบเพื่อจัดอันดับ (Ranking) ใดๆ อีก ไม่ว่าจะเป็น PISA หรือการทดสอบอื่นๆ
ปรีดี บุญซื่อ (2560) ได้กล่าวถึง กระบวนการจัดการเรียนการสอนประเทศฟินแลนด์ เอาไว้ว่า ฟินแลนด์ใช้แนวคิด Supply Approach หรือความคิดรวบยอดในมุมมองการศึกษาแบบ “อุปทาน” กล่าวคือ การศึกษาเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน และเป้าหมายการศึกษา คือการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมแก่พลเมืองทุกคน และเพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่คนทุกคน เมื่อฟินแลนด์ปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษ 1970 ให้โรงเรียนมีหลักสูตรเป็นเอกภาพเดียวกัน วัตถุประสงค์ของการปฏิรูปดังกล่าวก็เพื่อให้ฟินแลนด์บรรลุเป้าหมาย การเป็นประเทศที่เศรษฐกิจอิงอาศัยองค์ความรู้ และประสบความสำเร็จในศตวรรษที่ 21
สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญในความสำเร็จของฟินแลนด์ คือความสามารถที่จะประสานและบูรณาการ 3 อย่างเข้าด้วยกัน คือ เศรษฐกิจที่มีสมรรถนะสูง ระบบการศึกษาที่ดีเลิศ และระบบรัฐสวัสดิการ นักการศึกษาฟินแลนด์กล่าวว่า การศึกษาฟินแลนด์ที่เป็นเลิศ ไม่ใช่เพราะต้องการสร้างอัจฉริยะ แต่ต้องการยกระดับนักเรียนทุกคนที่อยู่ต่ำสุดให้สูงขึ้นมา รัฐสวัสดิการช่วยส่งเสริมระบบการศึกษาที่สร้างความเสมอภาค ความสำเร็จในเรื่องระบบการศึกษาของฟินแลนด์ จึงมาจากความมุ่งมั่นของทุกส่วนในสังคม ที่มองเห็นว่า การศึกษาคือปัจจัยสร้างความมั่งคั่งแก่ประเทศ และแก่ประชากรแต่ละคน ความมุ่งมั่นนี้ทำให้เกิดระบบการศึกษามีคุณภาพสูงแก่นักเรียนทุกคน ความสำเร็จทางการศึกษา ยังมาจากลักษณะเฉพาะของฟินแลนด์เอง การนำโมเดลการศึกษาของฟินแลนด์ ไปใช้อีกประเทศหนึ่ง จึงต้องพิจารณาถึงความแตกต่างด้านสังคมด้วย
สอดคล้องกับ Silander (2015) ที่กล่าวว่า ฟินแลนด์ได้นำเสนอแนวความคิดใหม่ทางการศึกษาที่เรียกว่า Phenomenon-Based Approach (หลักการเรียนรู้จากปรากฏการณ์) และได้มีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับใหม่ของฟินแลนด์ใน ค.ศ.2014 โดยได้นำเสนอโมดูลการเรียนรู้แบบพหุวิทยาการ (Multidisciplinary Learning Modules: MLs) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาสมรรถนะข้ามพิสัย (Transversal Competencies) ของผู้เรียน โดยจัดการเรียนรู้ให้อยู่ในรูปแบบของคาบเรียนที่เน้นการสอนแบบบูรณาการระหว่างวิชาผ่านการทำโครงงาน ซึ่งนักเรียนจะได้ศึกษาปรากฏการณ์ตามสภาพจริง (Authentic Phenomena) แบบองค์รวม จึงเป็นการทำความเข้าใจประเด็นต่างๆ ในชีวิตจริงว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาวิชาใดวิชาหนึ่งเท่านั้น แต่ช่วยให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ที่กว้างขวาง มีการกระตุ้นการเรียนรู้ และสร้างการเรียนรู้ที่มีความหมาย โดยหวังว่าผู้เรียนจะได้เรียนรู้อย่างน้อยปีละ 1 โมดูล
พงศธร มหาวิจิตร (2558) ได้ยกตัวอย่าง Phenomenon-Based Approach โดยใช้ตัวอย่างปรากฏการณ์สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) มาเป็นประเด็นเพื่อให้ผู้เรียนบูรณาการองค์ความรู้ศาสตร์ต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยในการศึกษาปรากฏการณ์นี้ ผู้เรียนจะใช้องค์ความรู้จากศาสตร์ต่างๆ รวมทั้งการนำเสนอข้อมูลคณิตศาสตร์ เทคโนโลยีการเรียนรู้และการออกแบบ โครงสร้างประชากรและสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ และงานอาชีพ เพื่อทำความเข้าใจรอบด้านอย่างครบทุกแง่มุม ฝึกการใช้กระบวนการการนำความคิดและเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการศึกษาเรียนรู้ และท้ายที่สุดผู้เรียนจะได้นำเสนอองค์ความรู้หรือแนวทางการจัดการแก้ปัญหาอันเป็นผลผลิตจากการเรียนในรูปแบบที่สร้างสรรค์ต่อไป
กล่าวโดยสรุป กระบวนการจัดการเรียนการสอนประเทศฟินแลนด์ ได้ก้าวข้ามความเป็นเลิศทางวิชาการสาขาใดสาขาหนึ่ง มาสู่การให้ความสำคัญกับการบูรณาการการจัดการเรียนการสอนแบบข้ามกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบ Phenomenon-Based Learning (การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน) ซึ่งเป็นการตั้งโจทย์จากปรากฏการณ์ใดปรากฏการณ์หนึ่ง แล้วให้นักเรียนค้นคว้าหาความรู้ที่มีความเกี่ยวโยง นำมาอธิบายและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ต่างๆ สอดคล้องกับนโยบายการผลิตกำลังคนให้มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 S-Curve
โดยหากจะประยุกต์กระบวนการจัดการเรียนการสอนประเทศฟินแลนด์ที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมการเรียนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การคิดวิเคราะห์ และการประกอบอาชีพ เพื่อเป็นต้นแบบให้โรงเรียนในพื้นที่ EEC แล้ว อาจมีการทดลองจัดการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับ IoT (Internet of Things) ซึ่งมีหลักสูตรการเรียนรู้และอุปกรณ์การเรียน IoT ระดับพื้นฐานมากมายที่สามารถบูรณาการเข้ากับกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การงานอาชีพและเทคโนโลยี หรือภาษาต่างประเทศ เนื่องจาก IoT เป็นเทคโนโลยีที่สามารถต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ A.I. (Artificial Intelligence) ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างน้อย 4 สาขาคืออุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และดิจิทัล
กระบวนการจัดการเรียนการสอนประเทศฟินแลนด์ ได้ก้าวข้ามความเป็นเลิศทางวิชาการสาขาใดสาขาหนึ่ง มาสู่การให้ความสำคัญกับการบูรณาการการจัดการเรียนการสอนแบบข้ามกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบ Phenomenon-Based Learning (การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน) ซึ่งเป็นการตั้งโจทย์จากปรากฏการณ์ใดปรากฏการณ์หนึ่ง แล้วให้นักเรียนค้นคว้าหาความรู้ที่มีความเกี่ยวโยง นำมาอธิบายและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ต่างๆ สอดคล้องกับนโยบายการผลิตกำลังคนให้มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 S-Curve
โดยหากจะประยุกต์กระบวนการจัดการเรียนการสอนประเทศฟินแลนด์ที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมการเรียนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การคิดวิเคราะห์ และการประกอบอาชีพ เพื่อเป็นต้นแบบให้โรงเรียนในพื้นที่ EEC แล้ว อาจมีการทดลองจัดการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับ IoT (Internet of Things) ซึ่งมีหลักสูตรการเรียนรู้และอุปกรณ์การเรียน IoT ระดับพื้นฐานมากมายที่สามารถบูรณาการเข้ากับกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การงานอาชีพและเทคโนโลยี หรือภาษาต่างประเทศ เนื่องจาก IoT เป็นเทคโนโลยีที่สามารถต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ A.I. (Artificial Intelligence) ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างน้อย 4 สาขาคืออุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และดิจิทัล ดังตัวอย่างต่อไปนี้
การสอนด้านการเขียนโปรแกรม (Programming/Coding)
การเขียนโปรแกรมเป็นทักษะที่นักเรียนสมัยใหม่จำเป็นที่จะต้องรู้เนื่องจากเป็นการช่วยให้ฝึกคิดอย่างมีระบบ Critical Thinking ในประเทศอังกฤษได้มีการบรรจุวิชาทางด้านคอมพิวเตอร์และการเขียนโปรแกรมไว้ในหลักสูตรชั้นประถมศึกษา เพื่อพัฒนาศักยภาพ ด้านภาษา (Literacy) การอ่าน การเขียน และแก้ปัญหา นักเรียนสามารถเริ่มเรียนรู้ง่ายๆด้วยโปรแกรมภาษาภาพก่อน เช่น โปรแกรม Scratch โดยการนำบล็อกคำสั่งต่างๆ มาเรียงต่อกันเป็นโปรแกรมสั่งให้ตัวละครเกิดกรเคลื่อนไหวเป็นต้น เมื่อนักเรียนมีพื้นฐานที่ดี มีความเข้าใจมากขึ้น ก็สามารถศึกษาการเขียนโปรแกรมที่มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นได้ เช่นการเขียนโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก single-board computers เช่น Raspberry Pi (RPi) หรือ ไมโครคอนโทรลเลอร์ เช่น Arduino หรือ Intel Galileo การเขียนโปรแกรมบนอุปกรณ์ขนาดเล็กนี้สามารถทำให้นักเรียนได้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ทันที เมื่อเราเชื่อมต่อเข้ากับเซนเซอร์ มอเตอร์ จอแสดงผล ลำโพง เช่นการเขียนโปรแกรมปิดไฟเมื่อไม่มีแสงสว่างเปิดไฟเมื่อมีแสงสว่าง เขียนโปรแกรมควบคุมมอเตอร์ เขียนโปรแกรมตรวจผู้บุกรุกบ้าน หรือควบคุมหุ่นยนต์ เป็นต้น
การเรียนการสอนด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี Science & technology
การบันทึกข้อมูล Data logging นักเรียนสามารถใช้ IoT ช่วยในการเก็บ บันทึกข้อมูล และวิเคราะห์ผล เช่น การใช้แอพลิเคชั่น Google Science Journal เป็นการใช้ประโยชน์จากเซนเซอร์ตรวจจับความเข้มของแสงสว่าง ระดับเสียง วัดระยะห่าง การเคลื่อนไหว ที่อยู่บนสมาร์ทโฟนเพื่อเก็บข้อมูล หรือมาประยุกต์สร้างการทดลองทางวิทยาศาสตร์ https://makingscience.withgoogle.com/science-journal/activities หรือการนำข้อมูลมาใช้ควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ เช่นใช้เซนเซอร์ตรวจสอบความชื้นในดิน เมื่อในดินไม่มีความชื้นเพียงพอก็ใช้ข้อมูลนั้นๆ ไปควบคุมหรือสั่งงานให้เครื่องรดน้ำต้นไม้ทำงาน
การเรียนรู้แบบนักประดิษฐ์ (Thinkering/Making)
เนื่องจากปัจจุบันเครื่องมือที่สนับสนุนนักประดิษฐ์ มีหลากหลาย มากมาย และราคาถูก นักเรียนสามารถคนหาข้อมูล หรือตัวอย่างได้สะดวกรวดเร็วจากอินเทอร์เน็ต หรือจากกลุ่มนักประดิษฐ์ ซึ่งมีเครื่องมือสนับสนุนนักประดิษฐ์ที่น่าสนใจเช่น เครื่องพิมพ์สามมิติ 3D printer เข้ามามีบทบาทมากในปัจจุบัน สนับสนุนให้เมกเกอร์สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ตามต้องการได้ง่ายดายขึ้น อีกทั้งยังสนับสนุนการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ได้อีกด้วย นักเรียนสามารถศึกษาถึงกระบวนการการทำงาน ศึกษาเรื่องพลาสติกที่นำมาพิมพ์ เรื่องการออกแบบโครงสร้างก่อนพิมพ์ด้วยสมการคณิตศาสตร์ เรียนรู้เรื่องสองมิติ และสามมิติ เรื่องโครงสร้างสะสาร อะตอม โมเลกุล ที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ เพราะสามารถพิมพ์ออกมาจริงๆ ได้
เทคโนโลยีสวมใส่ (Wearable Technology) เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับนักเรียนถ้าพวกเขาสามารถทำให้เสื้อผ้า สร้อยข้อมือ รองเท้าสามารถเปล่งแสง แสดงข้อความ หรือส่งเสียงออกมาได้ นักเรียนจะได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ควบคู่กับได้ความรู้ในด้านการออกแบบ วงจรอิเล็กทรอนิกส์ และเขียนโปรแกรม
บทความโดย Jakkrit Siririn
ที่มา ; SALIKA
เกี่ยวข้องกัน
ต้นแบบกระบวนการจัดการเรียนการสอน 12 S-Curve กรณีศึกษา: ประเทศสิงคโปร์
ผลการเปรียบเทียบความสามารถของนักเรียนอายุ 15 ปี ในด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ การทดสอบ PISA (Program for International Student Assessment) ของ OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) ซึ่งจะมีการจัดการทดสอบทุกๆ 3 ปี ผลปรากฏว่าในปี ค.ศ.2015 นักเรียนของสิงคโปร์ได้คะแนน PISA เป็นอันดับหนึ่ง ทั้ง 3 สาขาวิชา
ปรีดี บุญซื่อ (2560) ได้กล่าวถึง ปัจจัยที่ทำให้ประเทศสิงคโปร์ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษาว่า สิงคโปร์ก็มีจุดที่เป็นความได้เปรียบ การเป็นท่าเรือน้ำลึกที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิก และการค้าระหว่างตะวันออกกับตะวันตก เป็นปัจจัยที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อุตสาหกรรมเริ่มแรกมาจากการแปรรูปวัตถุดิบนำเข้า เช่น ยางพารา ดีบุก และน้ำมันปาล์ม เพื่อส่งออกต่อไปอีก ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องก็พัฒนาขึ้นมา เช่น การเดินเรือ การประกันภัย และธนาคาร
แม้ว่า เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ภาพลักษณ์ของสิงคโปร์คือความยากจน คนงานส่วนใหญ่เป็นกุลีตามท่าเรือ ประเทศขาดทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อมีเอกราชสมบูรณ์ในปี 1965 ผู้นำประสบปัญหาที่ใหญ่หลวงว่า จะสร้างชาติขึ้นมาได้อย่างไรเพื่อให้ประเทศอยู่รอดทางการเมืองและเศรษฐกิจ การขาดทรัพยากร ทำให้ความหวังเหลืออยู่ที่การพัฒนาแรงงานของประเทศ และหัวใจการพัฒนาคือการสร้างระบบการศึกษาที่เข้มแข็ง โดยเริ่มจากการศึกษาพื้นฐานแก่คนสิงคโปร์ทั่วไป ปลายทศวรรษ 1970 เริ่มยกระดับการศึกษาที่มีหลักสูตรคุณภาพสูง และจากปี 1997 เป็นต้นมา การศึกษาเข้าสู่ระดับการสร้างความสามารถของนักเรียน
ในปี 2015 สิงคโปร์เฉลิมฉลอง 50 ปีของการมีเอกราช ในระยะ 5 ทศวรรษที่ผ่านมา สิงคโปร์ได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวอย่างประเทศในศตวรรษ 20 ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในการพัฒนาด้านสำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว การมีงานทำเต็มที่ของประชากร การปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน คุณภาพของระบบการศึกษา และการสร้างที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชน
สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ (2561) ได้กล่าวว่า จุดมุ่งหมายทางการศึกษาในระบบโรงเรียนของสิงคโปร์ เป็นไปเพื่อพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะความรู้ความสามารถเพื่อการดำรงชีพ มีคุณธรรมจริยธรรม มีความรับผิดชอบและเป็นพลเมืองดีของชาติ กระบวนการพัฒนาการศึกษามุ่งให้เด็กแต่ละคนสามารถพัฒนาศักยภาพให้ได้สูงสุด การศึกษาภาคบังคับของสิงคโปร์จะต้องเรียนรู้ 2 ภาษาควบคู่กันไป ได้แก่ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก และเลือกเรียนภาษาแม่ (Mother Tongue) อีก 1 ภาษา คือ จีน (แมนดาริน) มาเลย์ หรือทมิฬ (อินเดีย)
สอดคล้องกับ ศูนย์พัฒนาการศึกษาระหว่างประเทศ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2548) ที่กล่าวว่า รัฐบาลสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการศึกษามาก โดยถือว่าประชาชนเป็นทรัพยากรที่สำคัญ และมีค่าที่สุดของประเทศ ในการนี้ รัฐบาลได้ให้การอุดหนุนด้านการศึกษาจนเสมือนกับเป็นการศึกษาแบบให้เปล่า โรงเรียนในระดับประถม และมัธยมล้วนเป็นโรงเรียนของรัฐบาลหรือกึ่งรัฐบาล สถานศึกษาของเอกชนในสิงคโปร์ มีเฉพาะในระดับอนุบาล และโรงเรียนนานาชาติเท่านั้น อันนำไปสู่การประกาศยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาเพื่อเป็นการเตรียมอนาคตของประเทศ โดยรัฐบาลสิงคโปร์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อศึกษาระบบบริหารและการจัดสรรงบประมาณและการบริหารงานบุคคลเพื่อให้สนองตอบความท้าทายสังคมโลกยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ โดยได้มีการพัฒนาระบบการตรวจสอบเพื่อให้งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาลมีการใช้อย่างเหมาะสม นำไปสู่ผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ
โดยเฉพาะหากพิจารณาถึงรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของประเทศสิงคโปร์ ที่ได้มีการวางรากฐานสำคัญในระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาด้วยการวางระบบ IT ครอบคลุมทั้งประเทศ เสถียร อุสาหะ (2544) กล่าวว่า สิงคโปร์ได้ให้ความสนใจและทุ่มงบประมาณสนับสนุน ในด้านการศึกษาเป็นจำนวนมาก โดยกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ได้กำหนดพันธกิจและวิสัยทัศน์ด้านการจัดการศึกษาของประเทศดังนี้ 1) พันธกิจ (Mission): Molding the future of Our nation เป็นการหล่อหลอมประชากรของชาติเพื่อการพัฒนาชาติในอนาคต 2) วิสัยทัศน์ (Vision): Thinking Schools, Learning Nation เป็นการพัฒนาทักษะความคิดเชิงสร้างสรรค์ และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องให้กับคนในชาติ จากพันธกิจและวิสัยทัศน์ทางการศึกษาดังกล่าว ประกอบกับความมุ่งมั่นในการที่จะนำ IT มาพัฒนาในด้านการศึกษา จึงได้มีการกำหนดแผนแม่บท IT ด้านการศึกษาขึ้น ซึ่งแผนแม่บทดังกล่าวมีบทบาทสำคัญมากในการพัฒนาให้ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์เป็นเกาะอัจฉริยะในเวลาต่อมา ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ (2561) ได้กล่าวว่า จากการสำรวจของ INSEAD Business School (Institut Européen d’Administration des Affaires) ระบุว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่ติดอันดับ1 ในเอเชีย และอันดับ 2 ของโลกด้านการดึงดูดและสนับสนุนปัญญา/ความสามารถ และจากดัชนีนวัตกรรมของ Bloomberg สิงคโปร์ขึ้นเป็นประเทศในอันดับ 2 ของโลกในด้านการมีนวัตกรรม ซึ่งนวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวเร่งอุตสาหกรรม การส่งเสริมการลงทุน และการสนับสนุนจากภาครัฐบาล Mishcon International Asia (2018) ได้กล่าวว่า สิงคโปร์กลายเป็นเกาะแห่งปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: A.I.) ด้วยเป็นฐานของการสร้าง A.I. ของหลากหลายบริษัท อาทิ 1) บริษัท Alibaba ของจีนที่ใช้สิงคโปร์เป็นฐานในการวิจัย A.I. ในต่างประเทศแห่งแรก โดยร่วมกับสิงคโปร์ 2) บริษัท Marvelstone ได้มีการร่วมทุน โดยใช้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางสำหรับ A.I. Start-up 3) บริษัท intel ได้มีโครงการอบรมด้าน A.I. ร่วมกับสิงคโปร์ นอกจากนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ยังอนุมัติงบประมาณ 115 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 2,800 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมและพัฒนา AI กล่าวโดยสรุป กระบวนการจัดการเรียนการสอนประเทศสิงคโปร์ ได้ก้าวเข้าสู่ยุคของการใช้ A.I. อย่างเต็มรูปแบบ โดยเป็นพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดจากประเทศกำลังพัฒนาสู่ประเทศพัฒนาแล้ว โดยใช้เวลาเพียง 50 ปี จากรากฐานการมีท่าเรือน้ำลึก ซึ่งมีบริบทสอดคล้องกับ EEC ในส่วนของ Eastern Seaboard ท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุด ระยะที่ 1-3 ผ่านการปฏิรูปการศึกษาที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ IT (Information Technology) เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เพื่อยกระดับมาตรฐานทางการศึกษา ก่อนที่จะต่อยอดด้วย Artificial Intelligence: A.I. ทำให้สิงคโปร์กลายเป็นเกาะแห่งปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบัน โดยหากจะประยุกต์กระบวนการจัดการเรียนการสอนประเทศสิงคโปร์ที่ประสบความสำเร็จในการเป็นเกาะแห่งปัญญาประดิษฐ์ (Island of A.I.) ที่ให้มีการทดลองจัดการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับ Artificial Intelligence: A.I. ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างน้อย 6 สาขาคืออุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ ดิจิทัล รวมถึง A.I. Applied กับอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ หรือการแพทย์ครบวงจร เพื่อเป็นต้นแบบให้โรงเรียนในพื้นที่ EEC ต่อไป บทความโดย Jakkrit Siririn ที่มา ; SALIKA ข่าวเกี่ยวกัน ต้นแบบกระบวนการจัดการเรียนการสอน 12 S-Curve กรณีศึกษา: โรงเรียนกำเนิดวิทย์ กระบวนการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ที่กล่าวถึง การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ (Learning Integration) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ กล่าวคือ 1) การบูรณาการภายในวิชา (Intradisciplinary Instruction) 2) การบูรณาการระหว่างวิชา (Interdisciplinary Instruction) ซึ่งการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการทั้ง 2 ลักษณะดังกล่าว สามารถจัดเป็นรูปแบบของการบูรณาการ (Models of Integration) ได้ 4 รูปแบบคือ 1) บูรณาการแบบสอดแทรก (Infusion Instruction) 2) บูรณาการแบบขนาน (Parallel Instruction) 3) บูรณาการแบบสหวิทยาการ (Multidisciplinary Instruction) 4) บูรณาการแบบข้ามวิชา (Transdisciplinary Instruction) (กิตติภูมิ มีประดิษฐ์, 2560) สอดคล้องกับ พงศธร มหาวิจิตร (2560) ที่กล่าวว่า การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เต็มไปด้วยแนวคิดในการเรียนการสอนมากมาย ทั้ง Problem-Based Learning, Project-Based Learning, Inquiry-Based Learning, Issue-Based Learning, Topic-Based Learning, Theme-Based Learning, Context-Based Learning หรือแม้แต่ Phenomenon-Based Learning ทั้งหมดนี้ ล้วนได้มาจากปรัชญาพื้นฐานแบบพิพัฒนาการนิยม (Progressivism) ที่เชื่อว่าผู้เรียนสามารถผลิตความรู้ใหม่ขึ้นมาได้เองจากการมีประสบการณ์ตรง และการจัดการเรียนรู้จะต้องให้ผู้เรียนมีบทบาทเชิงรุก (Active) ดังนั้นหากจะเลือกนำวิธีการเหล่านี้มาใช้ ครูผู้สอนจำเป็นต้องมีความเชื่อในปรัชญาดังกล่าวก่อน กระบวนการจัดการเรียนการสอนโรงเรียนกำเนิดวิทย์ ในยุคการศึกษา 4.0 ของไทย ไม่เพียงแต่มีการเปิดสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทาง อาทิ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ สถาบันวิทยสิริเมธี ฯลฯ ยังมีการเปิดสถาบันการศึกษาขั้นพื้นฐานเฉพาะทาง เช่น โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โรงเรียนสัตยาไส โรงเรียนกำเนิดวิทย์ ฯลฯ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนเอกชน สามัญศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ 4-มัธยมศึกษาปีที่ 6) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาระยอง เขต 2 สนับสนุนโดย กลุ่ม ปตท.ซึ่งเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยมีอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวิภาพและเคมีชีวภาพ เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ (2560) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของครูผู้สอนที่มีส่วนสำคัญมากที่ทำให้เด็กไทยรักวิทยาศาสตร์ว่า ประเทศที่มีการศึกษาวิทยาศาสตร์ดีๆ ต้องมีกระบวนการสอนครูวิทยาศาสตร์ในคณะครุศาสตร์ที่ดี เช่น การสอนวิทยาศาสตร์ สอนคณิตศาสตร์ และสะเต็มศึกษา (STEM Education: วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) การสอนวิทยาศาสตร์เชิงรุกในยุค Thailand 4.0 จึงจำเป็นต้องมี 1) Inspiration สร้างแรงดลใจ 2) Insight เห็นข้อมูล เห็นข้อเท็จจริง เห็นปรากฏการณ์ 3) Intuition เกิดญาณทัศน์ ไม่ต้องมีใครบอก เช่น รูปแบบการเรียนการสอนของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ ที่ขาไปได้ในเวทีระดับโลก นักเรียนโรงเรียนกำเนิดวิทย์จะได้รับการส่งเสริมและพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อเป็นนักวิจัย นักประดิษฐ์ และนักนวัตกรรมชั้นนำของประเทศในอนาคต โดยสามารถทำงานร่วม และแข่งขันกับนานาชาติได้ สามารถสร้างองค์ความรู้ ประดิษฐ์คิดค้น และพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ให้กับสังคมไทยและประเทศชาติ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ไทย ลดการพึ่งพาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากต่างชาติ ช่วยพัฒนาประเทศชาติให้สามารถดำรงอยู่และแข่งขันได้ในประชาคมโลก เป็นสังคมผู้ผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น สังคมแห่งภูมิปัญญา สังคมแห่งการเรียนรู้ สังคมแห่งคุณภาพและแข่งขันได้ และสังคมที่ยั่งยืน พอเพียง และมีความสมานฉันท์เอื้ออาทรต่อกัน (โรงเรียนกำเนิดวิทย์, 2561) โรงเรียนกำเนิดวิทย์ได้พัฒนาหลักสูตรขึ้นตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้สถานศึกษาสามารถพัฒนารายวิชาเพิ่มเติมและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถและความต้องการของนักเรียนเป็นรายบุคคล ช่วยให้นักเรียนค้นพบความถนัดและความสนใจของตนเอง และช่วยส่งเสริมให้นักเรียนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพเป็นรายบุคคลได้เป็นอย่างดี กล่าวโดยสรุป กระบวนการจัดการเรียนการสอนโรงเรียนกำเนิดวิทย์ เน้นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักเรียน เพื่อเป็นนักวิจัย นักประดิษฐ์ และนักนวัตกรรมชั้นนำของประเทศในอนาคต โดยสามารถทำงานร่วม และแข่งขันกับนานาชาติได้ สามารถสร้างองค์ความรู้ ประดิษฐ์คิดค้น และพัฒนานวัตกรรม โดยมีการพัฒนาหลักสูตรขึ้นตามหลักสูตรแกนกลางฯ เสริมด้วยการเพิ่มเติมรายวิชา และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถและความต้องการของนักเรียนเป็นรายบุคคล ช่วยให้นักเรียนค้นพบความถนัดและความสนใจของตนเอง โดยหากจะประยุกต์กระบวนการจัดการเรียนการสอนโรงเรียนกำเนิดวิทย์ สนับสนุนโดย กลุ่ม ปตท.ซึ่งเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยมีอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวิภาพและเคมีชีวภาพ เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 S-Curve โดยอาจจัดให้มีการทดลองจัดการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวิภาพและเคมีชีวภาพเพื่อเป็นต้นแบบให้โรงเรียนในพื้นที่ EEC ต่อไป บทความโดย Jakkrit Siririn ที่มา ; SALIKA
บทความกล่าวถึงต้นแบบการจัดการเรียนการสอนของประเทศฟินแลนด์และการเชื่อมโยงสู่แนวคิดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยฟินแลนด์มีชื่อเสียงด้านผลการทดสอบ PISA ที่อยู่ในระดับสูง และระบบการศึกษาที่มีความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้เรียน แนวคิดสำคัญคือการมองการศึกษาเป็น “สิทธิมนุษยชน” และเน้นการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมมากกว่าการแข่งขันเชิงจัดอันดับ
ฟินแลนด์ใช้แนวคิด Phenomenon-Based Learning และการเรียนรู้แบบพหุวิทยาการ (Multidisciplinary Learning) โดยบูรณาการข้ามกลุ่มสาระผ่านการเรียนรู้จากปรากฏการณ์จริง เพื่อพัฒนาสมรรถนะข้ามพิสัย (Transversal Competencies) ให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง ตัวอย่างเช่น การเรียนรู้เรื่องสังคมผู้สูงอายุที่เชื่อมโยงหลายศาสตร์
การจัดการศึกษาของฟินแลนด์ยังผสานเศรษฐกิจ ระบบการศึกษา และรัฐสวัสดิการเข้าด้วยกัน โดยมุ่งยกระดับผู้เรียนทุกคน ไม่ใช่เฉพาะผู้เรียนเก่ง นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยี เช่น IoT และ AI มาใช้ในการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอาชีพ รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 S-Curve
โดยสรุป ฟินแลนด์เป็นต้นแบบการเรียนรู้ที่เน้นบูรณาการ ข้ามวิชา ใช้ปัญหาเป็นฐาน เชื่อมโยงชีวิตจริง และพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน เพื่อรองรับเศรษฐกิจฐานความรู้และการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต
แนวคิดหลักของการจัดการศึกษาฟินแลนด์ตามบทความคือข้อใด
ก. การแข่งขันเชิงจัดอันดับ
ข. การเรียนรู้เพื่อสอบ PISA
ค. การบูรณาการข้ามวิชาและความเสมอภาค
ง. การเน้นวิชาวิทยาศาสตร์เป็นหลัก
เฉลย: ค
เหตุผล: ฟินแลนด์เน้น Phenomenon-based และความเท่าเทียม ไม่เน้นแข่งขันหรือวิชาเดียว
เหตุผลสำคัญที่ฟินแลนด์ไม่เน้นการจัดอันดับการศึกษา คือข้อใด
ก. ลดต้นทุนการสอบ
ข. ลดความเหลื่อมล้ำและเน้นคุณภาพผู้เรียนทุกคน
ค. ขาดเทคโนโลยีในการประเมิน
ง. ต้องการลดจำนวนครู
เฉลย: ข
เหตุผล: ฟินแลนด์มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับผู้เรียนทุกคน
Phenomenon-Based Learning มีลักษณะสำคัญอย่างไร
ก. เรียนแยกตามรายวิชา
ข. เรียนจากตำราเป็นหลัก
ค. เรียนจากปรากฏการณ์จริงแบบบูรณาการ
ง. เรียนเพื่อสอบมาตรฐานเท่านั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นเรียนจากสถานการณ์จริงและบูรณาการหลายวิชา
เป้าหมายของ Multidisciplinary Learning Modules คืออะไร
ก. เพิ่มจำนวนชั่วโมงเรียน
ข. พัฒนาสมรรถนะข้ามพิสัยของผู้เรียน
ค. เน้นการท่องจำ
ง. ลดวิชาที่เรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: มุ่งพัฒนาทักษะข้ามศาสตร์ (Transversal Competencies)
ตัวอย่าง “ปรากฏการณ์” ในการเรียนรู้แบบฟินแลนด์คือข้อใด
ก. ตารางธาตุ
ข. สังคมผู้สูงอายุ
ค. สูตรคณิตศาสตร์
ง. ไวยากรณ์ภาษา
เฉลย: ข
เหตุผล: Aging Society ใช้บูรณาการหลายศาสตร์
แนวคิด Supply Approach ในบทความหมายถึงข้อใด
ก. การผลิตสินค้า
ข. การศึกษาคือสิทธิมนุษยชนและสร้างโอกาสเท่าเทียม
ค. การจัดซื้ออุปกรณ์เรียน
ง. การเพิ่มนักเรียนต่อห้อง
เฉลย: ข
เหตุผล: มองการศึกษาเป็นสิทธิพื้นฐานและลดความเหลื่อมล้ำ
บทบาทของ IoT ในการจัดการเรียนรู้คือข้อใด
ก. ใช้เล่นเกม
ข. ใช้แทนครูทั้งหมด
ค. ใช้เก็บข้อมูลและควบคุมอุปกรณ์เพื่อเรียนรู้จริง
ง. ใช้ลดวิชาวิทยาศาสตร์
เฉลย: ค
เหตุผล: IoT ใช้เก็บข้อมูล ทดลอง และควบคุมระบบจริง
ความสัมพันธ์ของการศึกษาและเศรษฐกิจฟินแลนด์คือข้อใด
ก. แยกจากกันโดยสิ้นเชิง
ข. การศึกษาคือกลไกสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้
ค. เศรษฐกิจไม่เกี่ยวกับการศึกษา
ง. เน้นแรงงานไร้ทักษะ
เฉลย: ข
เหตุผล: การศึกษาขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานความรู้
แนวคิด 12 S-Curve เกี่ยวข้องกับบทความในด้านใด
ก. การท่องเที่ยว
ข. การพัฒนากำลังคนสู่ 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย
ค. การเกษตร
ง. การเงินธนาคาร
เฉลย: ข
เหตุผล: เชื่อมการศึกษาไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย
การเรียนรู้แบบบูรณาการในบทความมุ่งเน้นอะไรเป็นสำคัญ
ก. การแยกวิชาอย่างชัดเจน
ข. การสอบปลายภาค
ค. การเชื่อมโยงความรู้เพื่อแก้ปัญหาจริง
ง. การเรียนออนไลน์เท่านั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการประยุกต์ใช้ความรู้แก้ปัญหาจริงแบบองค์รวม