สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M227_เด็กเกือบทุกประเทศ เผชิญการเรียนรู้ถดถอยจากโควิด 19

รายงานฉบับใหม่โดยองค์การยูเนสโก องค์การยูนิเซฟ และธนาคารโลก พบว่าเด็กนักเรียนในเกือบทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะถดถอยทางความรู้ ซึ่งเป็นผลมาจากการปิดโรงเรียนอย่างต่อเนื่องในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด 19 โดยเฉพาะเด็กจากครอบครัวยากจน เด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เด็กพิการ เด็กเล็ก ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหานี้รุนแรงที่สุด 

รายงานฉบับดังกล่าวซึ่งเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยมีนางสเตฟาเนีย จิอานนีนี ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ด้านการศึกษา องค์การยูเนสโก พร้อมนายโรเบิร์ต เจนกินส์ ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษา องค์การยูนิเซฟ และนายเจมี ซาเวดรา ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษา ธนาคารโลก ออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อเรียกร้องให้นานาประเทศออกมาตราการเร่งด่วนเพื่อช่วยให้เด็กทุกคนได้กลับมาเรียนหนังสือและชดเชยความรู้ที่ถดถอย ซึ่งอาจส่งผลกระทบในระยะยาวต่อสุขภาพ ความเป็นอยู่ ตลอดจนการเรียนรู้และหน้าที่การงานในอนาคตของเด็ก ๆ

คำแถลงการณ์ร่วมระบุว่า “นับตั้งแต่มีการปิดโรงเรียนในเดือนมีนาคม 2563 เด็กนักเรียนทั่วโลกสูญเสียชั่วโมงเรียนไปมากกว่าสองล้านล้านชั่วโมง และเด็ก ๆ มากกว่า 4 ใน 5 ประเทศมีการเรียนรู้ที่ถดถอย ทักษะขั้นพื้นฐานในทุกมิติที่เด็ก ๆ ได้สะสมไว้กำลังหายไป เด็ก ๆ ลืมวิธีการอ่านและเขียน บางคนจำไม่ได้แม้แต่ตัวอักษร เด็กเล็กในเกือบทุกประเทศซึ่งกำลังจะเริ่มเข้าเรียนต่างไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ทักษะเหล่านี้เลยเนื่องจากการศึกษาปฐมวัยที่ขาดหายไป” 

คำแถลงการณ์ร่วมระบุต่อไปว่า “ตั้งแต่หกเดือนแรกหลังการแพร่ระบาด เป็นที่ทราบกันแล้วว่าเด็กอย่างน้อย 1 ใน 3 คนทั่วโลกถูกตัดขาดจากการศึกษาโดยสิ้นเชิงเพราะไม่สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ทางไกล เรารู้ดีว่าเด็กและเยาวชนประมาณ 24 ล้านคนมีความเสี่ยงที่ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา เรารู้ว่าแรงงานเด็กและการแต่งงานในวัยเด็กจะเพิ่มขึ้น แม้ข้อมูลต่างๆ จะถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการมากพอที่จะช่วยให้เด็ก ๆ ฟื้นฟูสิ่งที่พวกเขาต้องเสียไป” 

ในประเทศไทย การปิดโรงเรียนอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อเด็กนับล้านคน โดยเฉพาะเด็กกลุ่มเปราะบางที่เข้าไม่ถึงการเรียนออนไลน์ ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2563 พบว่าครอบครัวในประเทศไทยเกือบครึ่งหนึ่งไม่พร้อมที่จะให้ลูกเรียนออนไลน์ โดยร้อยละ 51 ไม่มีอุปกรณ์สำหรับการเรียนออนไลน์, ร้อยละ 26 ไม่มีอินเทอร์เน็ต และพ่อแม่ผู้ปกครองร้อยละ 40 ไม่มีเวลาที่จะดูแลลูกในการเรียนออนไลน์ 

นอกจากนี้ รายงานของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเมื่อเดือนที่แล้ว ระบุว่า แม้ว่าจะมีความพยายามในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ต หรือการผสมผสานเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ตลอดจนการลดขนาดห้องเรียนในโรงเรียนลง แต่การแพร่ระบาดได้ส่งผลกระทบทางลบต่อภาพรวมของคุณภาพการเรียนการสอน จำนวนเด็กที่ขาดเรียนก็เพิ่มขึ้นทั้งในการเรียนในห้องเรียนและการเรียนออนไลน์

องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กำลังทำงานกับพันธมิตร เช่น กระทรวงศึกษาธิการและกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อให้มั่นใจว่าโรงเรียนจะเปิดเรียนได้อย่างปลอดภัยและเด็ก ๆ จะสามารถเรียนตามบทเรียนได้ทัน ภายใต้ความร่วมมือในโครงการนำร่องในโรงเรียน 40 แห่งในจังหวัดสมุทรสาคร ยูนิเซฟได้สนับสนุนพันธมิตรในการประเมินภาวะความรู้ถดถอยของเด็ก ๆ และจัดอบรมครู ตลอดจนจัดเตรียมสื่อการเรียนการสอนและทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้ซ่อมเสริมที่ตรงกับความต้องการของเด็กแต่ละคนและสามารถฟื้นฟูการเรียนรู้ที่ถดถอยของเด็ก ๆ ได้ ทั้งนี้ จะมีการถอดบทเรียนจากโครงการนำร่องนี้เพื่อใช้วางแผนฟื้นฟูภาวะถดถอยทางความรู้ในโรงเรียนทั่วประเทศต่อไป 

นางคยองซัน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยได้มุ่งดำเนินการเพื่อระบุเด็ก ๆ ที่ไม่กลับเข้าเรียนและเด็กที่มีความเสี่ยงในการหลุดออกจากระบบ เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการศึกษาอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ดังนั้น ยูนิเซฟจึงมุ่งมั่นทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและพันธมิตรอื่น ๆ ในการทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องเด็ก ๆ จากการเรียนรู้ที่ถดถอยและการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และในโอกาสที่ภาคการศึกษาใหม่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เราต้องดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่า เด็ก ๆ จะได้รับการสนับสนุนในทุกด้านเพื่อให้พวกเขากลับมาเรียนตามบทเรียนได้ทันและเรียนรู้มากยิ่งกว่าที่พวกเขาเสียไป แต่เราต้องรีบเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน มิฉะนั้นแล้ว เด็กทั้งรุ่นอาจจะต้องเผชิญกับผลกระทบที่แก้กลับคืนมาไม่ได้” 

รายงานของยูเนสโก ยูนิเซฟ และธนาคารโลก ระบุเพิ่มเติมด้วยว่า มีประเทศที่ได้ทำการสำรวจไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่ออกมาตรการฟื้นฟูการเรียนรู้ที่ถดถอยของเด็ก ๆ ในขณะเดียวกันงบประมาณด้านการศึกษายังคงลดลงต่อเนื่องอย่างน่าใจหาย โดยเฉลี่ยประเทศต่าง ๆ จัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาเพียงร้อยละ 3 จากแผนฟื้นฟูโควิด-19 โดยประเทศรายได้ต่ำหรือค่อนข้างต่ำจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาเพียงแค่ร้อยละ 1 เท่านั้น 

หมายเหตุถึงบรรณาธิการ
รายงานร่วมโดยองค์การยูเนสโก องค์การยูนิเซฟ และธนาคารโลก ได้ชี้ให้เห็นถึงภาวะถดถอยทางความรู้ของเด็กทั่วโลกตลอดจนมาตรการของแต่ละประเทศในการแก้ปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้ รายงาน Where are we on education recovery? เป็นผลสำรวจเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2565 ใน 122 ประเทศที่ยูนิเซฟดำเนินงานอยู่ ข้อมูลในแถลงการณ์ร่วมมาจากรายงานฉบับนี้ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาทั้ง 5 ด้านของการฟื้นฟูการศึกษา ได้แก่

เข้าถึงเด็กทุกคนและช่วยให้เด็ก ๆ ได้เรียนที่โรงเรียน
ประเมินระดับความสามารถการเรียนรู้
ให้ความสำคัญกับการสอนความรู้พื้นฐาน
เพิ่มการสอนชดเชยและช่วยให้เด็กมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้มากกว่าที่พวกเขาเสียไป
ส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพใจเพื่อให้เด็กทุกคนมีความพร้อมที่จะเรียน

ที่มา ; ศธ.360 องศา 

สรุปสาระสำคัญ 

รายงานร่วมขององค์การยูเนสโก ยูนิเซฟ และธนาคารโลก ชี้ให้เห็นว่า การปิดโรงเรียนจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้เด็กนักเรียนทั่วโลกเผชิญภาวะ “ถดถอยทางความรู้” อย่างรุนแรง โดยเฉพาะเด็กจากครอบครัวยากจน เด็กในพื้นที่ห่างไกล เด็กพิการ และเด็กเล็ก ซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุด เด็กทั่วโลกสูญเสียชั่วโมงเรียนกว่า 2 ล้านล้านชั่วโมง และมากกว่า 4 ใน 5 ประเทศพบว่าการเรียนรู้ของเด็กถดถอย ทักษะพื้นฐานด้านการอ่าน เขียน และคณิตศาสตร์ลดลงอย่างน่ากังวล ขณะเดียวกัน เด็กอย่างน้อย 1 ใน 3 ไม่สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ทางไกล และมีเด็กกว่า 24 ล้านคนเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา 

ในประเทศไทย การเรียนออนไลน์เผชิญข้อจำกัดสำคัญ ทั้งการขาดอุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต และการดูแลจากผู้ปกครอง ส่งผลให้คุณภาพการเรียนรู้ลดลงและอัตราการขาดเรียนเพิ่มขึ้น ยูนิเซฟร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ดำเนินโครงการนำร่องเพื่อประเมินภาวะถดถอย อบรมครู และจัดการเรียนรู้ซ่อมเสริมเฉพาะบุคคล รายงานยังเน้นว่าหลายประเทศยังขาดมาตรการฟื้นฟูที่เป็นระบบ และมีการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาต่ำกว่าที่ควร ทั้งนี้ การฟื้นฟูการศึกษาควรมุ่งพัฒนา 5 ด้าน ได้แก่ การเข้าถึง การประเมิน การสอนพื้นฐาน การเรียนชดเชย และการดูแลสุขภาพกายใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กทั้งรุ่นถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างถาวร 

ข้อสอบ 

ข้อ 1 

ประเด็นใดสะท้อน “ความเสี่ยงเชิงระบบ” ต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มากที่สุดจากภาวะถดถอยทางความรู้
ก. เด็กสูญเสียชั่วโมงเรียนจำนวนมาก
ข. งบประมาณด้านการศึกษาลดลงอย่างต่อเนื่อง
ค. เด็กจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ทางไกล
ง. ผลกระทบต่อสุขภาพ การทำงาน และคุณภาพชีวิตในระยะยาว
 

 

ข้อ 2

หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องการแก้ปัญหา “Learning Loss” อย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางใดสอดคล้องกับรายงานมากที่สุด
ก. เพิ่มชั่วโมงเรียนให้เท่าก่อนโควิด
ข. เร่งใช้เทคโนโลยีออนไลน์ทุกระดับชั้น
ค. ประเมินระดับความสามารถรายบุคคลก่อนจัดการเรียนรู้
ง. ลดเนื้อหาหลักสูตรเพื่อให้เรียนทันเวลา

 

ข้อ 3

ข้อใดอธิบายสาเหตุที่เด็กกลุ่มเปราะบางได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รุนแรงกว่าเด็กทั่วไปได้ดีที่สุด
ก. ขาดแรงจูงใจในการเรียน
ข. ไม่สามารถปรับตัวกับการเรียนออนไลน์
ค. ขาดทรัพยากร โอกาส และการสนับสนุนจากระบบ
ง. หลักสูตรไม่เหมาะสมกับบริบทชีวิต

 

ข้อ 4

หากโรงเรียนมีงบประมาณจำกัด การดำเนินการใดควรได้รับ “ลำดับความสำคัญสูงสุด” ตามข้อเสนอของรายงาน
ก. จัดซื้อสื่อดิจิทัลใหม่ทั้งหมด
ข. ลดขนาดชั้นเรียนในทุกระดับ
ค. จัดการเรียนรู้ซ่อมเสริมเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย
ง. เพิ่มกิจกรรมเสริมทักษะพิเศษหลังเลิกเรียน

 

ข้อ 5

บทเรียนสำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายการศึกษาควรนำไปใช้จากรายงานฉบับนี้คือข้อใด
ก. การศึกษาสามารถฟื้นตัวได้เองเมื่อเปิดโรงเรียน
ข. เทคโนโลยีคือคำตอบหลักของการศึกษาในวิกฤต
ค. การฟื้นฟูการศึกษาต้องทำอย่างเร่งด่วนและเป็นระบบ
ง. ปัญหาการเรียนรู้ถดถอยเป็นเรื่องเฉพาะช่วงโควิด

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม