สมาชิกเข้าสู่ระบบ

เปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยยังพอมีโอกาสอยู่ไหม

ในวันที่สังคมเรายังเต็มไปด้วยคำถามที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการศึกษา ตั้งแต่ ทำไมครูไทยอยากลาออก จนมาถึง พี่ตูนวิ่งทำไม สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำที่สูง คุณภาพที่ต่าง เด็กออกจากระบบ เรียนไม่ตอบโจทย์โลกปัจจุบัน ฯลฯ อีกเพียบ แต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างการระดมทุนช่วยเหลือเป็นครั้งคราวแบบที่กำลังเกิดขึ้น ใช่คำตอบหรือไม่? 

The Active ร่วมกับ เครือข่ายภาคี TSDF-การศึกษา สรุปประเด็นจากวงสนทนา Thailand Social Development Forum – Education 5 เวที ที่มีภาคส่วนของสังคมกว่า 30 องค์กร ร่วมบอกสถานการณ์ แบ่งปันประสบการณ์ และวิธีลงมือแก้ปัญหาแบบไม่รอใคร ในรูปแบบ Visual Note สรุปเนื้อหาจากบทสนทนากว่า 10 ชั่วโมง 

 

Roundtable 1 : ความเหลื่อมล้ำและความไม่พร้อมของโรงเรียนขนาดกลาง–เล็ก

 

ความเหลื่อมล้ำและความไม่พร้อมของโรงเรียนขนาดกลาง-เล็ก” คือ ความท้าทายแรกที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาไทย ปัจจุบันเด็กในโรงเรียนชนบท มีพัฒนาการด้านการเรียนรู้ล่าช้ากว่าเด็กโรงเรียนในเมืองถึง 2 ปีการศึกษา นี่ไม่ใช่เรื่องความสามารถเฉพาะบุคคล แต่เป็นผลจากการสนับสนุนไม่ทั่วถึงกันในเรื่องอุปกรณ์ บุคลากร และงบประมาณ ที่กระทรวงศึกษาธิการยังคงลงทุนกับเด็กแบบนับหัว ซึ่งนอกจากเด็กทั่วไปจะยังเข้าไม่ถึงการศึกษาได้ครบ ในกลุ่มเด็กพิการก็มีมากถึง 38% ที่ไม่ได้เข้าเรียนในระบบการศึกษา สวนทางคำประกาศ “Education For All”

เชื่อไหม ? การศึกษาไทยยุค 5G มีเด็กโรงเรียนยากจน เข้าไม่ถึงคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตถึง 80% ขณะที่โรงเรียนขนาดใหญ่เข้าถึงได้มากกว่า 85% ขณะที่ครูผู้มีส่วนสำคัญต่อคุณภาพนักเรียน ก็มีเฉลี่ยเพียง 4 คนตามโรงเรียนขนาดเล็ก รับหลายหน้าที่ ไม่มีเวลาโฟกัสงานสอน โดยพบว่าโรงเรียนมากกว่า 13,000 แห่ง หรือ กว่าครึ่งหนึ่งของโรงเรียนทั่วประเทศอยู่ในสภาพนี้ ตอกย้ำด้วยดัชนีการเข้าถึงทรัพยากรครูและอุปกรณ์การศึกษาของไทย มีความเหลื่อมล้ำสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านทั้งเวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย

นักเรียนยากจน เรียนในโรงเรียนยากจน” เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เด็กกลุ่มนี้ มีโอกาสเรียนต่อระดับอุดมศึกษาเพียง 5%

มีความพยายามแก้ปัญหานี้ทั้งจากระดับบุคคล กลุ่ม องค์กร และภาคี เช่น จัดทำ Big Data หรือระบบสารสนเทศขนาดใหญ่ชื่อว่า iSEE โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รวบรวมข้อมูลนักเรียนจากคุณครู  ปักหมุดแผนที่นักเรียนยากจนและสภาพปัญหาแบบรายคน หวังให้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแบบถูกจุดถูกคน ใช้งบประมาณคุ้มค่าไม่หว่านแจก

มีโครงการชื่อ FSQL ที่ธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย กำลังทำงานกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรให้โรงเรียนอย่างเหมาะสม มี Startup พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาสนับสนุนเด็ก ๆ ให้เข้าถึงการเรียนรู้ได้หลากหลายและเน้นคุณภาพ โดย สสวท. , Startdee, LearnEd และมีความพยายามพัฒนาครู โดย HCEC, กสศ., Trainkru มีการสนับสนุนให้คนพิการเข้าถึงการศึกษาโดยมูลนิธินวัตกรรมสังคม และ Smarttricks

การทำงานความร่วมมือข้ามภาคส่วน” คือ สิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าควรขยายผลความร่วมมือ ด้วยการช่วยกันหาแหล่งทุน สร้างกลไกร่วมกันบริหารจัดการ และใช้วิธีทำงานแบบร้อยพลังการศึกษาที่มีประสบการณ์หรืองานของแต่ละคนคอยเป็นพี่เลี้ยง ชวนท้องถิ่นและเอกชนในพื้นที่มาร่วมขยายผลการทำงานให้มีขนาดใหญ่ขึ้น 

 

Roundtable 2 : ปัญหาเด็กหลุดจากระบบและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโควิด

 

เด็กหลุดจากระบบและผลกระทบจากโควิด” โจทย์ใหม่ทับซ้อนปัญหาเก่าในระบบการศึกษาที่รอแก้ ก่อนการระบาดโควิด-19 การศึกษาภาคบังคับ ไม่สามารถบังคับนักเรียน ป.1 ถึง ม.3 ให้อยู่ในระบบการศึกษาได้แล้วกว่า 500,000 คน และผลกระทบจากการระบาด ทำให้ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 เพิ่มจำนวนเด็กยากจนขึ้นกว่า 300,000 คน มีนักเรียนชั้นอนุบาล 3 ป.6 และ ม.3 ไม่เรียนต่อช่วงชั้นถัดไปเกือบ 50,000 คน และมีนักเรียนยากจนอีกกว่า 1.8 ล้านคน ตกอยู่ในสภาวะเสี่ยง Drop out หรือ หลุดออกจากระบบเพราะความไม่พร้อม

ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมและค่าเล่าเรียน ต้องเป็นแรงหลักหาเงิน” เป็นเหตุผลอันดับ 1 เพื่อโบกมือลาการศึกษาชั้น ม.ปลาย หลังจากได้วุฒิ ม.3 ของเด็กยากจน 47.3% แต่ไม่ใช่เหตุผลเดียว มีปัญหาอื่น ๆ อีกมาก เช่น เรียนไม่ทันเพื่อน ความรุนแรงและความขัดแย้งในครอบครัว ไร้ที่ปรึกษาและผู้แนะนำ ก็ทำให้เด็ก Drop out หรือ ออกจากระบบ เพราะความไม่พร้อมเยอะมาก การถูกตีตราว่าเป็นผู้แพ้ และไม่รักดี เหนี่ยวนำความรู้สึกให้เด็กกลายเป็นยุวอาชญากรถึง 6 จาก 10 คน ทันทีที่หันหลังให้ระบบการศึกษาไม่เกิน 3 เดือน

ทั้งหมดนี้ มีความพยายามจากหลายภาคส่วนในการดูแลเด็ก Drop out และเสี่ยง Drop out ด้วยระบบทุนการศึกษาและเป็นที่ปรึกษา เช่น กสศ., มูลนิธิยุวพัฒน์ และมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. เพื่อเด็กและเยาวชน ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 

ระบบประคับประคองการเรียนรู้ถดถอย หรือ Learning loss เช่น อาสาสมัครผู้สนับสนุนการเรียนรู้ นักจิตวิทยาส่งเสริมการเรียนรู้หลายรูปแบบจาก สสวท. , Startdee และ LearnEd มีการหาช่องทางเชื่อมโยงกับครอบครัวและชุมชน ในรูปแบบร้อยพลังการศึกษา และความพยายามดึงเด็ก ๆ กลับมาเข้าระบบด้วยพลังของครูในโรงเรียนและการแนะแนว

นอกจากนี้ ยังเห็นความพยายามปรับหลักสูตรการเรียนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ความหลากหลายของนักเรียนและพื้นที่ ปรับตัวชี้วัดให้เด็กได้เลือกแนวทางการเรียนรู้ของตนเอง เช่น โรงเรียนเซนต์โยเซฟแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ 

 

Roundtable 3 : ทักษะชีวิตและการเป็นพลเมืองที่ดี

 

พัฒนาทักษะชีวิตและความเป็นพลเมืองที่ดีของเด็กเยาวชน” คือความมุ่งหวังที่คนส่วนมากอยากเห็นจากระบบการศึกษา วันนี้ เด็กไทย “เน้นวิชาการหนักไป” ขาดสมดุลการเติมทักษะอื่น ๆ เพื่อสร้างสมรรถนะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ได้ใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงมากกว่า รู้หรือไม่ ? ไทยมีโครงการและหลักสูตรการเรียนรู้ที่มุ่งเน้น “คุณธรรมจริยธรรมและการทำความดีของเยาวชน” อย่างน้อย 31 โครงการใหญ่ แต่ “คอร์รัปชัน ยังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ” เรื่องนี้หลายคนเชื่อว่า เป็นเพราะโครงการหรือหลักสูตรเหล่านี้ เป็นนโยบายสั่งการแบบ “เบื้องบน ชี้” ไม่ทำความเข้าใจความพร้อมของพื้นที่ และไม่ถาม 

และถึงแม้ว่า ทักษะชีวิตและการเป็นพลเมืองที่ดี จะเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนเห็นตรงกันมานานว่าสำคัญ แต่จนถึงวันนี้ สภาพแวดล้อมในระบบการศึกษาก็ยังไม่เอื้อเฟื้อให้เกิดระบบหนุนเสริมทักษะการคิดและการแก้ปัญหา ไม่เพิ่มบรรยากาศแห่งการลงมือลองผิดลองถูก ขณะที่ “ครอบครัว” หนึ่งในภาคส่วนสำคัญต่อการปลูกฝังทักษะและความเป็นพลเมือง ก็เจอปัญหาเศรษฐกิจทำให้ไม่สามารถดูแลช่วยกันได้อย่างที่ควรจะเป็น

การเชื่อมโยง In school + Out school” คือโมเดลทางออกของปัญหาที่ เครือข่ายภาคี TSDF-การศึกษา เชื่อว่าทุกภาคส่วนช่วยได้ สำหรับกระทรวงศึกษาธิการ หากตั้งใจปรับหลักสูตรแกนกลางให้เหมาะสมกับยุคสมัยจะช่วยให้การศึกษาไทยไปต่อได้ในเรื่องคุณภาพ ส่วนครอบครัวให้มีบทบาทนักส่งเสริมการเรียนรู้อย่างใส่ใจ ขณะที่ครูเป็นนักจัดกระบวนการเรียนรู้ที่สร้างสภาพแวดล้อมให้เด็ก ๆ ได้ทดลองทำ และผู้บริหารโรงเรียนต้องหนุนนำเต็มที่ โยนทิ้งระบบสั่งการ 

มาถึงตรงนี้ “การสร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วนของภาคีเครือข่าย” กำลังเริ่มขึ้นโดยกลุ่มคนที่เห็นความสำคัญและทำมาแล้ว เช่น ธุรกิจเพื่อสังคม a-chieve ได้สร้างแพลตฟอร์มค้นหาตัวตนและระบบแนะแนวที่ทันสมัย มีความพยายามพัฒนาเครื่องมือเสริมประสบการณ์ด้านธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วมของครูและนักเรียนโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเรียนรู้จริงของแฮนด์วิสาหกิจเพื่อสังคม, สถาบันพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวพัฒน์ และการพัฒนาหลักสูตรคุณธรรมที่น่าสนใจมากขึ้นโดย CG fund และ Trainkru

นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มการเรียนรู้โรงเรียนวันเสาร์ หรือ Saturday school ที่สร้าง Learning space ให้เด็ก ๆ มีพื้นที่เรียนรู้ตามความสนใจ แบบที่หาไม่ได้ในระบบโรงเรียน

 

Roundtable 4 : ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อสาธารณะ และโครงการเพื่อร่วมผลักดันหลัง TSD Forum

จากการสนทนาใน Roundtable 1-3 “ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและยกระดับโรงเรียนขนาดกลาง-เล็ก, เด็กหลุดออกจากระบบและลดผลกระทบจากโควิด Learning loss, การพัฒนาทักษะชีวิตและความเป็นพลเมือง” คือ ประเด็นที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันในการตั้งต้นระดมความร่วมมือเพื่อสร้างสรรค์สังคมดี ด้วยความเชื่อว่า “การศึกษาไทยเป็นโจทย์ร่วมของคนไทยทุกคน” 

ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อสาธารณะที่เห็นตรงกัน คือ ให้อำนาจโรงเรียนมีสิทธิเลือกแนวทางจัดการเรียนรู้ของตนเอง เปิดโอกาสความร่วมมือข้ามภาคส่วนด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนท้องถิ่นและภาคเอกชนในพื้นที่มีส่วนร่วมด้วยมาตรการจูงใจทางภาษี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ต้องมีส่วนร่วมแท้จริงเพื่อสร้างหลักสูตรฐานสมรรถนะที่ใช้ได้จริง มีหลักสูตรที่อ่อนตัวกับความหลากหลายของผู้เรียนและพื้นที่ สร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน มีศูนย์ร้องเรียนที่ปลอดภัย  ปฏิรูปงบประมาณ เปลี่ยนการลงทุนรายหัวเป็นตามความจำเป็นของโรงเรียน ลดค่าใช้จ่ายแอบแฝงให้นักเรียนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการศึกษาแบบไม่มีค่าใช้จ่ายได้จริง จัดให้นักเรียนทุกคนได้ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และจัดให้นักเรียนมัธยมปลายมีอุปกรณ์เพื่อการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี ใช้เครื่องมือที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดสรรทรัพยากรให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ เช่น FSQL 

ทั้งนี้ เครือข่ายภาคี TSDF-การศึกษา จะสนับสนุนงานพัฒนา Big Data ผลักดันการใช้ข้อมูล เชื่อมโยงภาคีอาสาสมัคร และการมีส่วนร่วมจากชุมชนและครอบครัว รวมทั้งระดมแหล่งทุนและความร่วมมือในรูปแบบต่าง ๆ ลงขันประสบการณ์ออกจากทางตันการศึกษา เพื่อทำให้ความคาดหวังเกิดเป็นความจริง 

ที่มา ; BLOCKDIT

 
 

สรุปสาระสำคัญ 

บทความสะท้อนปัญหาการศึกษาไทยที่มี “ความเหลื่อมล้ำสูง” ทั้งด้านทรัพยากร คุณภาพโรงเรียน และโอกาสของผู้เรียน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดกลาง–เล็กในชนบทที่ขาดครู อุปกรณ์ และงบประมาณ ส่งผลให้เด็กมีผลการเรียนรู้ล่าช้ากว่าในเมือง อีกทั้งยังมีเด็กจำนวนมากหลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งรุนแรงขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 โดยสาเหตุหลักคือความยากจน ปัญหาครอบครัว และการเรียนที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริง

ระบบการศึกษายังเน้นวิชาการมากกว่าทักษะชีวิตและความเป็นพลเมือง ทำให้ผู้เรียนขาดสมรรถนะสำคัญในศตวรรษที่ 21 ขณะที่นโยบายจำนวนมากยังเป็นแบบสั่งการจากส่วนกลาง ไม่สอดคล้องบริบทพื้นที่

แนวทางแก้ไขเน้น “ความร่วมมือข้ามภาคส่วน” เช่น การใช้ Big Data (iSEE) เพื่อช่วยเหลือรายบุคคล การบริหารทรัพยากรอย่างเหมาะสม (FSQL) การพัฒนาครู เทคโนโลยีการเรียนรู้ และการดึงชุมชน–ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วม รวมถึงการปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่น เชื่อมโยง in-school และ out-of-school

ข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญคือ กระจายอำนาจให้โรงเรียน ปรับงบประมาณตามความจำเป็น ลดค่าใช้จ่ายแฝง เพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยี และสร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น เท่าเทียม และตอบโจทย์ผู้เรียน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน

ข้อสอบ

ข้อ 1 ปัญหาหลักของโรงเรียนขนาดเล็กที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนคือข้อใด
ก. ขาดหลักสูตรกลาง
ข. ขาดการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง
ค. ขาดทรัพยากรและครูต้องทำหลายหน้าที่
ง. ขาดการประเมินผลระดับชาติ
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความชี้ชัดว่าครูมีน้อยและต้องรับหลายบทบาท ทำให้คุณภาพการสอนลดลง

ข้อ 2 แนวคิด “นักเรียนยากจน เรียนในโรงเรียนยากจน” สะท้อนอะไร
ก. ความขยันของผู้เรียน
ข. วงจรความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
ค. การเลือกโรงเรียนของผู้ปกครอง
ง. การบริหารของโรงเรียนเอกชน
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นการตอกย้ำความเหลื่อมล้ำซ้ำซ้อน

ข้อ 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้นักเรียนหลุดจากระบบคือข้อใด
ก. หลักสูตรยากเกินไป
ข. ขาดแรงจูงใจจากครู
ค. ความยากจนและภาระครอบครัว
ง. เทคโนโลยีไม่ทันสมัย
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุชัดว่าเป็นสาเหตุอันดับ 1

ข้อ 4 Learning loss ควรแก้ด้วยวิธีใดเหมาะสมที่สุด
ก. เพิ่มการสอบ
ข. ลดเวลาเรียน
ค. เสริมระบบสนับสนุนการเรียนรู้
ง. เพิ่มการบ้าน
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องมีระบบช่วยฟื้นฟูการเรียนรู้

ข้อ 5 ข้อใดสะท้อนปัญหานโยบายการศึกษาไทย
ก. ขาดงบประมาณ
ข. นโยบายจากส่วนกลางไม่สอดคล้องพื้นที่
ค. ขาดเทคโนโลยี
ง. ขาดครูต่างชาติ
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นนโยบายแบบ “เบื้องบนชี้”

ข้อ 6 แนวทาง “In school + Out school” เน้นอะไร
ก. การสอบแข่งขัน
ข. การเรียนเฉพาะในห้องเรียน
ค. การเรียนรู้เชื่อมโยงชีวิตจริง
ง. การลดบทบาทครู
เฉลย: ค
เหตุผล: เชื่อมการเรียนรู้ทั้งในและนอกระบบ

ข้อ 7 หากผู้บริหารต้องการลดความเหลื่อมล้ำ ควรดำเนินการใด
ก. เพิ่มจำนวนนักเรียน
ข. จัดสรรทรัพยากรตามความจำเป็น
ค. ใช้หลักสูตรเดียวกันทุกโรงเรียน
ง. ลดบทบาทชุมชน
เฉลย: ข
เหตุผล: ตรงกับข้อเสนอปฏิรูปงบประมาณ

ข้อ 8 การใช้ Big Data เช่น iSEE มีประโยชน์หลักคืออะไร
ก. เพิ่มคะแนนสอบ
ข. วิเคราะห์ช่วยเหลือรายบุคคล
ค. ลดภาระครู
ง. ใช้แทนครู
เฉลย: ข
เหตุผล: ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด

ข้อ 9 ปัญหาการเน้นวิชาการมากเกินไปส่งผลอย่างไร
ก. เด็กเก่งขึ้นทุกด้าน
ข. เด็กขาดทักษะชีวิต
ค. ครูมีเวลามากขึ้น
ง. โรงเรียนมีคุณภาพสูง
เฉลย: ข
เหตุผล: ขาดสมรรถนะที่ใช้ในชีวิตจริง

ข้อ 10 ข้อใดเป็นแนวทางเชิงนโยบายที่เหมาะสมที่สุด
ก. เพิ่มการควบคุมจากส่วนกลาง
ข. ลดการมีส่วนร่วมของเอกชน
ค. กระจายอำนาจและสร้างความร่วมมือ
ง. ยกเลิกหลักสูตรแกนกลาง
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นข้อเสนอหลักของบทความในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

ความเห็นของผู้ชม