
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีที่เข้าสู่ปีที่ 21 ของการสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งจากการประเมินงานในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ตนได้วิเคราะห์ถึงบทบาทหน้าที่ของ สพฐ.แล้ว คิดว่ามีสิ่งที่ยังทำไม่บรรลุเป้าหมายและยังต้องทำต่อไป เช่น มิติโอกาสที่เราอาจจะมีพัฒนาการการจัดการศึกษาได้ทั่วถึง แต่ก็ยอมรับว่ายังขาดในเรื่องของความมีคุณภาพที่อาจจะยังมีปัญหาอยู่
นายอัมพรกล่าวต่อว่า รวมถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำในเชิงพื้นที่และขนาดของโรงเรียนก็ยังเป็นปัญหาสำคัญที่จะต้องเร่งแก้ไข เป็นต้น อย่างไรก็ตามจากประเด็นเหล่านี้ คิดว่าในทศวรรษที่สามของ สพฐ. สิ่งที่คนจะมาเป็นเลขาธิการ กพฐ.คนใหม่ ต้องทำต่อเพื่อให้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานมีความเข้มแข็งประกอบด้วย 4 เรื่องหลัก คือ
1. การทำโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนแห่งความสุข ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ เพราะวันนี้มีเด็กมีปัญหาด้านสุขภาพ กาย ใจ ค่อนข้างสูง แสดงว่ามิติความสุขของเด็กลดลง เพราะฉะนั้นวิธีการที่จะแก้ไขคือ ทำอย่างไรที่ สพฐ.จะร่วมกับกรมสุขภาพจิตออกแบบวางระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้เขามีความสุขมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสุขอนามัยสำหรับเด็กในอนาคต
2. เรื่องโอกาสหรือความทั่วถึง ความเท่าเทียม ซึ่ง สพฐ.มีเด็กอยู่ 3 กลุ่ม คือ เด็กที่มีความสามารถพิเศษ เด็กกลุ่มปกติ และ เด็กกลุ่มด้อยโอกาส แต่จะทำอย่างไรเด็กสามกลุ่มนี้จึงจะได้รับการจัดการศึกษาที่มีความเท่าเทียมและทั่วถึง หมายความว่าเด็กที่มีความสามารถพิเศษก็ควรได้รับการต่อยอดให้ไปถึงเป้าหมายได้ไวกว่าไม่ใช่กวาดเด็กมาอยู่รวมกัน ส่วนเด็กปกติจะทำอย่างไรจึงจะพัฒนาไปสู่การเป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษ หรือเด็กด้อยโอกาสจะทำอย่างไรที่มีพัฒนาการให้สามารถพึ่งตนเองได้หรือมีความก้าวหน้า
3.เรื่องคุณภาพของผู้เรียนที่สังคมคาดหวังอยากเห็นสมรรถนะเด็กไทยไปสู่การแข่งขันในเวทีโลก นั่นคือการจัดการศึกษาต่อไปนี้จะจัดแค่ให้รู้ และจำ ไม่เพียงพอแล้วกับโลกในอนาคต เพราะฉะนั้นจะต้องสอนให้เด็กสามารถเอาความรู้ที่จำและเข้าใจไปใช้ ลงมือทำ หรือแก้ไขปัญหาชีวิต หรือ ใช้ในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ ที่เรียกว่า คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น ซึ่งในอนาคตจะต้องทำในเรื่องของฐานสมรรถนะ ซึ่งอาจต้องมีการปรับปรุงหลักสูตร รวมไปถึงการปรับการเรียนการสอนใหม่โดยต้องไม่ลืมว่าจะต้องมีเรื่องของเทคโนโลยีด้วย ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่เลขาธิการ กพฐ.คนต่อไปจะต้องมาสานต่อ
4. สุดท้ายที่เป็นปัญหาใหญ่ คือ เนื่องจากเรามีโรงเรียนเป็นจำนวนมาก โดยเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่กระจายอยู่ในทุกภูมิภาค เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท้าทายคือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้โรงเรียนมีขนาดใกล้เคียงกัน มีจำนวนนักเรียนที่พอเหมาะมีครูครบชั้น แล้วจึงไปว่าเรื่องคุณภาพอย่างมีประสิทธิภาพ
หมายความว่า ในการบริหารจัดการโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนคุณภาพ มีความจำเป็นที่จะต้องจำแนกโรงเรียน ออกเป็น 3 กลุ่มหลักใหญ่ๆ ได้แก่
1. โรงเรียนที่ไปสู่ความเป็นเลิศหรือแข่งขันสูงซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ มีเด็กที่ต้องการเข้าเรียนเป็นจำนวนมาก
2. โรงเรียนปกติ ซึ่งกลุ่มนี้มีโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมาก โดยเป็นโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กถึงกว่า 15,000 โรง จะทำอย่างไรจึงจะมีจำนวนที่พอดีควรจะเหลือไม่เกิน 8,000 โรง
3. กลุ่มโรงเรียนที่จำเป็นต้องมี โรงเรียนสแตนด์อโลน ที่อยู่บนเกาะแก่ง บนดอย บนภูเขาสูง ที่ยังต้องคงอยู่ ซึ่งล้วนแต่เป็นความท้าทายว่า สพฐ.จะบริหารจัดการโรงเรียนอย่างไรให้มีคุณภาพใกล้เคียงกัน คือ โรงเรียนอยู่ในถิ่นทุรกันดารห่างไกลกับโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ปกติ แต่เป็นพื้นที่ขนาดเล็กจะใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างไร หรือโรงเรียนที่แข่งขันสูงจะควบคุมขนาดของโรงเรียนได้แค่ไหนเพื่อไม่ให้โอเวอร์โหลด เป็นต้น”
ถ้าทำได้ทั้ง 4 เรื่องหลักนี้ คิดว่าเรื่องการบริหารจัดการจะไปต่อได้แน่นอน
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 16 มิถุนายน 2566
สรุปสาระสำคัญ
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวถึงการประเมินผลการดำเนินงานของ สพฐ.ในช่วง 20 ปี พบว่ายังมีประเด็นสำคัญที่ไม่บรรลุเป้าหมาย เช่น ความเหลื่อมล้ำคุณภาพ การเข้าถึง และปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กกระจายจำนวนมาก จึงเสนอทิศทางสำคัญสำหรับทศวรรษที่สามของ สพฐ. 4 ด้าน ได้แก่ (1) สร้างโรงเรียนแห่งความสุข โดยร่วมกับกรมสุขภาพจิตพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อลดปัญหาสุขภาพกาย–ใจ (2) สร้างโอกาสและความเท่าเทียมให้เด็ก 3 กลุ่ม—เด็กความสามารถพิเศษ เด็กปกติ และเด็กด้อยโอกาส—ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพอย่างเหมาะสม (3) ยกระดับคุณภาพผู้เรียนสู่สมรรถนะที่แข่งขันได้ระดับโลก เน้นคิดเป็น ทำเป็น ใช้ความรู้แก้ปัญหา และปรับหลักสูตร–การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ (4) บริหารจัดการโรงเรียนให้มีขนาดเหมาะสม โดยจำแนกเป็นโรงเรียนแข่งขันสูง โรงเรียนปกติ/ขนาดเล็กที่ต้องควบรวม และโรงเรียนสแตนด์อโลนในพื้นที่พิเศษ หากจัดการได้ครบทั้ง 4 ด้าน จะช่วยให้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเข้มแข็งและมีคุณภาพใกล้เคียงกันทั่วประเทศ
ข้อสอบ
ก. การขาดแคลนสื่อเทคโนโลยี
ข. การกระจายโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมาก
ค. การเปลี่ยนครูบ่อยในโรงเรียนขนาดใหญ่
ง. การมีหลักสูตรที่เน้นความจำมากเกินไป
2. ข้อใดสะท้อน “ทิศทางคุณภาพผู้เรียน” ตามแนวคิดของนายอัมพรมากที่สุด?
ก. เพิ่มคะแนน O-NET ให้สูงขึ้นทุกปี
ข. จัดกิจกรรมให้เด็กเรียนตามความสนใจอย่างอิสระ
ค. เน้นสมรรถนะ คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น
ง. เน้นการจำเนื้อหาเพื่อนำไปประกวดแข่งขันวิชาการ
3. การทำ “โรงเรียนแห่งความสุข” สอดคล้องกับบทบาทใดในระบบประกันคุณภาพการศึกษามากที่สุด?
ก. ด้านผลลัพธ์ผู้เรียน
ข. ด้านผู้บริหารสถานศึกษา
ค. ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้และระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
ง. ด้านการพัฒนาครูและบุคลากร
4. การจำแนกโรงเรียนเป็น 3 กลุ่มของ สพฐ. ช่วยแก้ปัญหาเชิงระบบอย่างไร?
ก. เพิ่มการแข่งขันระหว่างโรงเรียนในทุกกลุ่ม
ข. ทำให้ทรัพยากรบุคคลและงบประมาณกระจายสู่กลุ่มที่เหมาะสม
ค. ลดจำนวนนักเรียนในเมืองให้ย้ายกลับชนบท
ง. ทำให้โรงเรียนสแตนด์อโลนถูกควบรวมเร็วขึ้น
5. หากคุณเป็นผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก การตัดสินใจใดสอดคล้องกับแนวทาง สพฐ. มากที่สุด?
ก. รักษาโรงเรียนเดิมไว้ทุกกรณีเพื่อรักษาเอกลักษณ์ชุมชน
ข. ควบรวมโรงเรียนทันทีโดยไม่ต้องประเมินบริบท
ค. วางแผนใช้ทรัพยากรร่วมกับโรงเรียนใกล้เคียง เพื่อเพิ่มคุณภาพก่อนพิจารณาควบรวม
ง. เน้นสร้างอาคารเรียนใหม่เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน
คลิกเฉลย >>>