
ต้องยอมรับว่าประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศต้นแบบในหลายเรื่อง โดยเฉพาะด้านการศึกษา ที่มีการวางโครงสร้างการศึกษาอย่างครอบคลุมการเรียนรู้ในทุกช่วงวัยของชีวิต โดยแนวคิดล่าสุดคือการเปลี่ยนมหาวิทยาลัยระดับชาติให้เป็น มหาวิทยาลัยตลอดชีวิต ที่จะดูแลประชากร ไม่เพียงแต่ในระดับปริญญาตรี 4 ปี และโท-เอก เท่านั้น แต่ยังช่วยดูแลและคอยอัปเดตทักษะความรู้ให้ประชากรก้าวหน้าทันสมัยตลอดเวลา
โดยแนวคิด มหาวิทยาลัยตลอดชีวิต นี้เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ ประเทศสิงคโปร์ สามารถยกระดับและปรับตัวทางการศึกษาครั้งใหญ่ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเป็นอย่างมาก
และนี่เป็นสาเหตุหลักให้เกิดการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ไทย-สิงคโปร์ ในบทบาทอนาคตของมหาวิทยาลัยและวิศวกรรมศาสตร์ สมาคมและสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย โดย รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และประธานสมัยที่ 44 ของสมาชิกสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย (สควท.) ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่มุ่งยกระดับและพัฒนาการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ของไทยสู่มาตรฐานโลก ร่วมมือกับสองมหาวิทยาลัยชื่อดังของสิงคโปร์ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้การพัฒนาวิศวกรรมศาสตร์ การออกแบบทางวิศวกรรม นวัตกรรมหุ่นยนต์ และเทคโนโลยีการฟื้นฟูสุขภาพบนฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน
ถอดบทเรียนแนวคิด ‘การเรียนรู้ตลอดชีวิต’ สร้างชาติสิงคโปร์
ก่อนจะไปติดตามโครงการล่าสุด ที่เป็นความร่วมมือในภาคการศึกษาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง ไทย-สิงคโปร์ ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวคิดในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างเข้มข้น โดย สิงคโปร์ ได้กำหนดเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมประชาชนให้สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลก dynamic future ด้วยการเสริมทักษะดิจิทัลให้กับประชาชนผ่านโครงการ SkillsFuture โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การพัฒนายกระดับความรู้และเสริมทักษะพื้นฐานด้านดิจิทัลให้กับชาวสิงคโปร์มากกว่า 100,000 คน ในระยะเวลา 3 ปี
SkillsFuture Singapore (SSG) คือ คณะกรรมการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่วางนโยบายและจัดงบประมาณพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้กับแรงงานและประชาชนทุกคนในทุกวัย รวมทั้งเด็กนักเรียน ผู้ที่ทำงานในระดับเริ่มต้นถึงระดับกลาง และคนทำงานในระดับสูง โดยโปรแกรมพัฒนาที่รู้จักกันดีคือ SkillsFuture Credit ที่ให้เงินงบประมาณอุดหนุนค่าเล่าเรียนจำนวน 500 เหรียญสิงคโปร์ให้กับพลเมืองทุกคนที่มีวัย 25 ปีขึ้นไป ที่ผ่านการอนุมัติให้เข้าคอร์ส และยังอุดหนุนการเรียนของคนทำงานในระดับกลางของอาชีพด้วย ในปี 2016 ได้จัดให้มีการเรียนถึง 18,000 คอร์ส มีผู้เข้าเรียนกว่า 126,000 คน ทั้งนี้ SkillsFuture มีการอบรม 8 ด้าน ประกอบด้วย Data Analytics, Finance, Tech-enabled Services, Digital Media, Cyber Security, Entrepreneurship, Urban Solutions และ Advanced Manufacturing โดยมี Institutes of Higher Learning (IHL) เป็นองค์กรที่รับผิดชอบพัฒนาหลักสูตรได้ถึง 800 หลักสูตร นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ยังได้ขยายโอกาสด้าน reskill และยกระดับทักษะ upskill ไปยังอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจัดหลักสูตรย่อยมากขึ้น หลักสูตรเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนทางการเงินล่วงหน้าแล้ว 70% และมีหลายหลักสูตรที่ได้ปรับให้เป็น Professional Conversion Programs (PCPs) ซึ่งมีเป้าหมายผู้ที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพในช่วงกลางของอาชีพ เพื่อเพิ่มทักษะด้านการสนทนา และขยับขึ้นไปสู่อาชีพใหม่หรือไปอยู่ในภาคธุรกิจใหม่ ที่มีโอกาสมีแนวโน้มที่จะก้าวหน้า Ong Ye Kung รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (การศึกษาระดับสูงขึ้นและทักษะ) เปิดเผยว่า การสำเร็จการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยด้วยเวลา 3-4 ปี ไม่ใช่เป็นจุดสิ้นสุดของการเรียนการศึกษา เพราะการเทรนนิ่งการเพิ่มทักษะมีความสำคัญมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และในอนาคต มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาอื่น จะมีบทบาทมากขึ้นในการศึกษาผู้ใหญ่ เพื่อส่งเสริมศิษย์เก่า SkillsFuture ไม่ใช่เรื่องของการเก็บหน่วยกิต และไม่ใช่เพียงการจัดหลักสูตรของ IHL ให้กับประชากรวัยผู้ใหญ่ แต่เป็นการปฏิรูประบบการศึกษา ที่เปิดให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ค้นหาความสนใจและความชื่นชอบของตัวเขาเองและมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นระบบที่ให้นายจ้างเอกชนที่ให้การเทรน และ IHL ต่างทำหน้าที่ของของตัวเองในการส่งเสริมการเรียนรู้ รวมไปถึงสังคมที่จะตอบรับและตระหนักถึงผลสำเร็จ นอกจากนี้ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยที่เป็นอิสระก็ได้ขยายขอบเขตของการมอบประกาศนียบัตรเพื่อแสดงถึงการให้ยอมรับตระหนักถึงความสำเร็จในการเรียนรู้ของบุคคล โดยที่ไม่จำเป็นต้องผ่านการเรียนแบบทางการเต็มรูปแบบ อีกทั้ง องค์กรจากภาครัฐและเอกชนก็ได้ส่งเสริม Lifelong Learning โดยมีสถาบันการศึกษา 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore: NUS) และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยาง (Nanyang Technological University: NTU) ได้พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ศิษย์เก่าและประชาชนทั่วไป โดยมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ พัฒนาหลักสูตร NUS Lifelong Learners NUS L3 ให้กับศิษย์เก่าทุกคนไม่ว่าจะเรียนจบไปกี่ปีแล้วก็ตาม ได้มีโอกาสกลับมารื้อฟื้นความรู้ รวมทั้ง upskill และ reskill เพื่อให้มีความสามารถแข่งขันในตลาดแรงงานอยู่ตลอด ทางด้านมหาวิทยาลัยหนานหยางประกาศอุดหนุนค่าเล่าเรียน 1,600 เหรียญสิงคโปร์ต่อหัวให้กับศิษย์เก่า ผู้ที่กลับเข้ามาเรียนคอร์สเสริมทักษะ ที่มีให้เลือกมากถึง 120 คอร์ส ตั้งแต่การเงินธุรกิจไปจนถึงการกราฟิกดีไซน์, data analytics, cloud computing, nanomaterials และ immunology ในแต่ละปีคอร์สเสริมทักษะจะเปิดรับผู้เรียนราว 5,000 คน ซึ่งศิษย์เก่าสามารเข้ามาเรียนได้ 2 คอร์สต่อปี เลือกจากคอร์สระยะสั้นที่มี 63 คอร์ส ใช้เวลาเรียน 1 วันไปจนถึง 1 สัปดาห์ หรือคอร์สที่ใช้เวลาเรียนกันเป็นเทอม มีตั้งแต่ 13-15 สัปดาห์ต่อเทอมและให้เลือก 55 คอร์ส และยังมี 8 คอร์สระดับปริญญาโทสำหรับผู้ที่สนใจในหัวข้อระดับสูงขึ้นไป บางคอร์สเป็นการสอนแบบออนไลน์ ถอดบทเรียน 5 แนวคิด สร้าง มหาวิทยาลัยตลอดชีวิต ของสิงคโปร์ สู่แนวทางการพัฒนาการเรียนรู้ของไทย มาถึงโครงการล่าสุดที่เป็นการปรับเอา Success case ของการสร้าง มหาวิทยาลัยตลอดชีวิต ของประเทศสิงคโปร์ เข้ากับการศึกษาและการเรียนรู้ของไทย โดยมี สมาชิกสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย (สควท.) เป็นกำลังสำคัญในการชี้ให้เห็นว่าวิศวกรรมศาสตร์เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนทั้งการพัฒนากำลังคน และนวัตกรของประเทศไทย โดยการวิจัยพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมนี้เอง ที่เป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างความเจริญก้าวหน้าบนฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน และคุณภาพชีวิตในทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ การแพทย์ การผ่าตัดและรักษา การลดความเหลื่อมล้ำ การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ เครื่องกลเครื่องจักรเพื่อสายการผลิตอัจฉริยะ ด้วยเหตุนี้ สมาชิก สควท.จากประเทศไทย ได้ร่วมประชุมหารือและศึกษาดูงานเทคโนโลยีในประเทศสิงคโปร์ กอปรกับการถอดบทเรียนการที่ในปัจจุบันหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยและสิงคโปร์ก้าวสู่สังคมสูงวัยและเผชิญภาวะโรคระบาดหลายระลอก ดังนั้นการรักษาและฟื้นฟูสุขภาพจึงมีความสำคัญต่อผู้ป่วยและผู้สูงวัย สิงคโปร์จึงก่อตั้งสถาบันวิจัย RRIS หรือ Rehabilitation Research Institute Of Singapore ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (Nanyang Technological University : NTU) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลก ตอบโจทย์การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน สร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์ที่ใช้ทำงานร่วมกับมนุษย์ โดยจะทำงานวิจัยที่ได้รับโจทย์จากโรงพยาบาลในเครือของ NTU และนำผลมาทดลองใช้กับผู้ป่วยเกิดประโยชน์ได้จริง อาทิ หุ่นยนต์วีลแชร์อัจฉริยะ (Mobile Robotic Balance Assistant : MRBA) ซึ่งเป็นวีลแชร์ที่มีระบบอัจฉริยะ ช่วยให้ผู้ป่วยและผู้สูงวัยสามารถควบคุมเส้นทางได้อย่างง่ายดาย ปลอดภัยและแม่นยำ ในการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ได้มีการพบปะผู้บริหารและเยี่ยมชม NUS College of Design and Engineering (CDE) มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore : NUS) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของเอเชียและอันดับต้นๆ ของโลก ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทของมหาวิทยาลัยเป็น มหาวิทยาลัยตลอดชีวิต ที่จะดูแลประชากร ไม่เพียงแต่ในระดับปริญญาตรี 4 ปี และโท-เอก เท่านั้น แต่ยังช่วยดูแลและคอยอัพเดททักษะความรู้ให้ประชากรก้าวหน้าทันสมัยตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้จึงมีส่วนทำให้ลูกค้าของมหาวิทยาลัยขยายออกไปอีกมาก เช่น นักศึกษาที่จบไปสามารถกลับเข้าไปเรียนเพิ่มทักษะได้ฟรี 2 โมดูล ภายใน 3 ปี ซึ่งก็จะทำให้ได้ลูกค้าใหม่ ที่เป็นลูกค้าเก่ากลับเข้าไปใช้บริการ หากผู้เรียนสะสมคอร์สให้เหมาะสมจนครบตามมาตรฐาน สามารถเปลี่ยนไปเป็นปริญญาได้ เช่น ปริญญาตรีใบใหม่ หรือ ปริญญาโทในสาขาต่างๆ อีกด้วย ภายใต้มาตรฐานที่สูงของสิงคโปร์ นับเป็นการยกระดับและปรับตัวทางการศึกษาครั้งใหญ่ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ NUS ยังได้พัฒนาหุ่นยนต์ คล้ายสุนัขมี 4 ขา สามารถเคลื่อนที่และก้าวกระโดดได้คล่องแคล่ว เหมาะกับการใช้ในงานกู้ภัย ซึ่งสามารถวางระบบสั่งการในฟังก์ชั่นต่างๆ เช่น สังเกตว่ามีคลื่นชีพจรอยู่ที่ไหน รวมถึงหุ่นยนต์ที่เป็นลักษณะแขนกลสามารถใช้หยิบสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทรงกล่อง ทรงกลม ปรับทิศทางได้รอบด้าน โดยใช้ AI ในการเขียนโปรแกรมให้สามารถหยิบจับวัตถุได้ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชมสิงคโปร์สมาร์ทซิตี้ (Smart City) ซึงเป็นแนวโน้มของโลกในการทำให้เมืองน่าอยู่และบริหารจัดการเมืองด้วยเทคโนโลยี รวมทั้งได้ศึกษาแนวโน้มเศรษฐกิจในย่านธุรกิจประเทศสิงคโปร์อีกด้วย จากการศึกษาดูงานครั้งนี้ ทำให้ตระหนักว่า การสร้างผลกระทบการเปลี่ยนแปลงต่อผู้เรียนมากกว่าเกรด ผลิตคนหลากหลายตามความต้องการของผู้เรียน และเป็นมหาวิทยาลัยสำหรับทุกช่วงวัยของชีวิต ต้องทำผ่าน 5 แนวคิดสำคัญ คือ · Experiential Learning มหาวิทยาลัยในอนาคตจะมีลักษณะเรียนไป ทำงานไป เป็นผู้ประกอบการไปเปลี่ยนการเรียนรู้แบบทฤษฎีในห้องเรียน มาเป็นการเรียนรู้ฝึกฝนจากประสบการณ์ ผสมผสานการทำงานจริง แก้ปัญหาจริง เพราะความรู้เสาะหาได้ง่ายมากขึ้น · Promote Digital Literacy คนรุ่นใหม่สิงคโปร์ต้องสามารถอยู่ในโลกยุคการค้าแห่งดิจิทัลได้ มีทักษะ การคิดเชิงคำนวณเพื่อวิเคราะห์-แก้ไขปัญหา (Computational Thinking) และมีทักษะด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) · Diversify Higher Education Pathways เพิ่มความหลากหลายของอุดมศึกษา เยาวชนสามารถเลือกเส้นทางตามความสนใจและความชอบของตน ให้รู้ว่าถนัดอะไร มีสายอาชีพให้เลือกหลากหลาย แนะนำเส้นทางต่างๆ ตั้งแต่วัยเด็ก · Encourage Lifelong Learning ยุคต่อไปคนเราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต และมหาวิทยาลัยต้องคอยติดตาม คอยตอบสนองว่าคนที่จบไปแล้วอยากกลับมาเรียนอะไร · Broadening The Role of Universities การปรับตัวของมหาวิทยาลัย จะเพียงแค่สอน-วิจัย ไม่ได้แล้ว ต้องเพิ่มเติมบทบาทตัวเองทางสังคมและเป็นฮับของการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้มากขึ้น อ้างอิง : Article Skills for the Future จากเว็บไซต์ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ เรื่อง “Lifelong Learning ใช้ต่อกรกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุค Disruption” ที่มา ; SALIKA บทความกล่าวถึงแนวคิด “มหาวิทยาลัยตลอดชีวิต (Lifelong University)” ของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นการปฏิรูประบบการศึกษาให้รองรับการเรียนรู้ของประชาชนทุกช่วงวัย ไม่จำกัดเฉพาะระดับปริญญา แต่เน้นการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว สิงคโปร์ผลักดันผ่านโครงการ SkillsFuture โดยสนับสนุนงบประมาณและหลักสูตรพัฒนาทักษะ เช่น ด้านดิจิทัล Data Analytics, Cyber Security และ AI พร้อมระบบอุดหนุนค่าเรียนและการ reskill/upskill รวมถึงหลักสูตรปรับเปลี่ยนอาชีพ (PCPs) มหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น NUS และ NTU มีบทบาทสำคัญในการเปิดหลักสูตรระยะสั้นและการเรียนรู้สำหรับศิษย์เก่า พร้อมเชื่อมโยงงานวิจัยกับนวัตกรรม เช่น หุ่นยนต์และเทคโนโลยีสุขภาพ เพื่อรองรับสังคมสูงวัย บทความยังสะท้อนความร่วมมือไทย–สิงคโปร์ โดยสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย เพื่อถอดบทเรียนการพัฒนากำลังคนและนวัตกรรม โดยสรุปแนวคิดสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การเรียนรู้จากประสบการณ์ การรู้เท่าทันดิจิทัล การเพิ่มเส้นทางการศึกษา การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการขยายบทบาทมหาวิทยาลัยสู่สังคม แนวคิด “มหาวิทยาลัยตลอดชีวิต” ของสิงคโปร์มีเป้าหมายหลักข้อใด เฉลย: ค โครงการ SkillsFuture มีบทบาทสำคัญด้านใดมากที่สุด เฉลย: ข ข้อใดเป็นตัวอย่างทักษะใน SkillsFuture ที่สอดคล้องเศรษฐกิจยุคใหม่ เฉลย: ข บทบาทใหม่ของมหาวิทยาลัยตามแนวคิดสิงคโปร์คือข้อใด เฉลย: ค PCPs (Professional Conversion Programs) มีจุดประสงค์เพื่ออะไร เฉลย: ก แนวคิดใดสะท้อน “Experiential Learning” มากที่สุด เฉลย: ค เหตุผลสำคัญที่สิงคโปร์ส่งเสริม Lifelong Learning คืออะไร เฉลย: ข มหาวิทยาลัย NUS และ NTU มีบทบาทอย่างไร เฉลย: ข แนวคิด “Digital Literacy” เน้นเรื่องใด เฉลย: ข บทบาทใหม่ของมหาวิทยาลัยในอนาคตตามบทความคือข้อใด เฉลย: ขสรุปสาระสำคัญ
ข้อสอบ
ข้อ 1
ก. เพิ่มจำนวนนักศึกษาปริญญาตรี
ข. ผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงานเท่านั้น
ค. พัฒนาทักษะประชาชนตลอดช่วงชีวิต
ง. ลดงบประมาณการศึกษา
เหตุผล: เน้นการเรียนรู้ต่อเนื่อง (lifelong learning) ไม่จำกัดระดับปริญญาข้อ 2
ก. สร้างงานวิจัยพื้นฐาน
ข. สนับสนุนการพัฒนาทักษะประชาชน
ค. ควบคุมมหาวิทยาลัย
ง. ลดจำนวนหลักสูตร
เหตุผล: มุ่ง reskill/upskill แรงงานและประชาชนข้อ 3
ก. วรรณคดี
ข. Cyber Security
ค. ประวัติศาสตร์
ง. ศิลปะพื้นบ้าน
เหตุผล: เป็นทักษะดิจิทัลสำคัญในโลกเทคโนโลยีข้อ 4
ก. สอนเฉพาะนักศึกษาใหม่
ข. ลดงานวิจัย
ค. เป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต
ง. จำกัดหลักสูตรปริญญา
เหตุผล: มหาวิทยาลัยต้องรองรับผู้เรียนทุกวัยข้อ 5
ก. เปลี่ยนสายอาชีพ
ข. เพิ่มชั่วโมงเรียน
ค. ลดงบการศึกษา
ง. ยกเลิกการอบรม
เหตุผล: สนับสนุนการเปลี่ยนอาชีพในช่วงวัยทำงานข้อ 6
ก. เรียนจากตำรา
ข. ท่องจำเนื้อหา
ค. เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง
ง. สอบข้อเขียน
เหตุผล: เน้นเรียนรู้จากประสบการณ์จริงข้อ 7
ก. ลดจำนวนครู
ข. เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
ค. ลดมหาวิทยาลัย
ง. ลดประชากร
เหตุผล: โลกดิจิทัลเปลี่ยนเร็ว ต้องอัปสกิลต่อเนื่องข้อ 8
ก. ผลิตแรงงานเท่านั้น
ข. พัฒนาหลักสูตร lifelong learning
ค. ปิดหลักสูตรระยะสั้น
ง. ไม่เกี่ยวกับชุมชน
เหตุผล: เปิดคอร์ส upskill/reskill สำหรับศิษย์เก่าข้อ 9
ก. อ่านออกเขียนได้
ข. ทักษะดิจิทัลและคิดเชิงคำนวณ
ค. การพูดภาษาไทย
ง. การวาดภาพ
เหตุผล: ใช้เทคโนโลยีและคิดแก้ปัญหาเชิงระบบข้อ 10
ก. เน้นสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ข. เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของสังคม
ค. ลดการมีส่วนร่วมกับภาคเอกชน
ง. จำกัดการเรียนออนไลน์
เหตุผล: มหาวิทยาลัยเป็น hub ของการเรียนรู้ตลอดชีวิต