สมาชิกเข้าสู่ระบบ

นักเรียน14 ถูกรุ่นพี่ข่มขืนในห้องน้ำของโรงเรียน

จากกรณีผู้ปกครองลูกสาวนักเรียนอายุ 14 ปี เข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับนักเรียนชายรุ่นพี่ของลูกสาว ที่ข่มขืนลูกสาวภายในห้องน้ำโรงเรียนประจำแห่งหนึ่ง ในจังหวัดพัทลุงนั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 18 พ.ย. นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ตนทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้คงต้องแยกเรื่องนี้ออกเป็นสองส่วน ซึ่งในส่วนของผู้ปกครองนักเรียนหญิงที่ไปแจ้งความดำเนินคดีกับนักเรียนที่ก่อเหตุ ก็ให้ว่ากันไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง ตนได้สั่งการให้สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว โดยให้สืบหามูลเหตุของปัญหามาจากเรื่องใด และทางโรงเรียนมีความบกพร่องในจุดใดหรือไม่ แล้วให้รายงานให้ตนทราบโดยเร็วที่สุด คาดว่าภายใน 1-2 วันนี้ น่าจะรู้เรื่อง.

ที่ผ่านกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ได้ให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยของนักเรียน และ สพฐ. เองก็มอบนโยบายกับผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา และโรงเรียนไปแล้ว ให้โรงเรียนกำหนดมาตรการในการดูแลลูกศิษย์ให้ดี แต่เมื่อเกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้น ก็ต้องมาดูว่าเป็นเพราะอะไร หากเกิดเพราะความบกพร่อง ไม่ใส่ใจ ก็ต้องดำเนินการสอบสวนวินัยของทางราชการต่อไป แต่ตอนนี้ขอรอผลการสืบสวนข้อเท็จจริงให้ชัดเจนก่อน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

 

"อัมพร" สั่งตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง นักเรียนหญิง 14 ถูกรุ่นพี่ข่มขืนในห้องน้ำโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งใน จ.พัทลุง คาดทราบผลที่แท้จริง 1-2 วันนี้

 

ที่มา ; เดลินิวส์ 18 พฤศจิกายน 2565

ข่าวเดียวกัน

ตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงนร.14 ถูกรุ่นพี่ขืนใจในห้องน้ำ 

จากกรณีผู้ปกครองนักเรียนอายุ 14 ปี เข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับนักเรียนชายรุ่นพี่ที่ข่มขืนลูกสาวภายในห้องน้ำโรงเรียนประจำแห่งหนึ่ง ในจังหวัดพัทลุงดังที่เป็นข่าวนั้น

ล่าสุดวันที่ 18 พ.ย.2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ได้ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และคงต้องแยกออกเป็นสองเรื่อง ในส่วนของผู้ปกครองนักเรียนหญิงที่ไปแจ้งความดำเนินคดีกับนักเรียนที่ก่อเหตุให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย อีกด้านหนึ่งได้สั่งการให้สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว โดยให้สืบหามูลเหตุของปัญหา และทางโรงเรียนมีความบกพร่องในจุดใด พร้อมรายงานให้ทราบโดยเร็วคาดว่าภายใน 1-2 วันน่าจะรู้เรื่อง

ทั้งนี้ที่ผ่านกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ได้ให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยของนักเรียน และ สพฐ. เองก็มอบนโยบายกับผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา และโรงเรียนไปแล้ว ให้โรงเรียนกำหนดมาตรการในการดูแลลูกศิษย์ให้ดี แต่เมื่อเกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้น ก็ต้องมาดูว่าเป็นเพราะอะไร หากเกิดเพราะความบกพร่อง ไม่ใส่ใจ ก็ต้องดำเนินการสอบสวนวินัยของทางราชการต่อไป แต่ตอนนี้ขอรอผลการสืบสวนข้อเท็จจริงให้ชัดเจนก่อน 

ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์

ข่าวเกี่ยวกัน

ไม่ป้องคนผิด กรณีนักเรียนหญิงพัทลุงถูกล่วงละเมิด

19 พฤศจิกายน 2565 นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัว รมช.ศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) เปิดเผยว่า ตามที่มีรายงานข่าวกรณีนักเรียนหญิง ชั้น ม.4 ของโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์จังหวัดพัทลุง ถูกเพื่อนชายโรงเรียนเดียวกันล่วงละเมิดทางเพศ และมีรายงานข่าวปรากฏว่านักเรียนหญิงคนดังกล่าวได้รับผลกระทบทางจิตใจเป็นอย่างมากนั้น

จากกรณีดังกล่าว ดร.คุณหญิงกัลยา ในฐานะที่กำกับโรงเรียนที่อยู่ในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษรับทราบและมีความไม่สบายใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง จึงได้กำชับสถานศึกษาให้เร่งตรวจสอบ และสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างใกล้ชิด พร้อมให้การดูแล เยียวยา เยาวชนผู้ได้รับผลกระทบเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมโดยเร่งด่วน 

นางดรุณวรรณ  กล่าวต่อด้วยว่า ดร.คุณหญิงกัลยา มีความไม่สบายใจและห่วงใยเป็นอย่างยิ่งโดยได้กำชับให้ผู้บริหารสถานศึกษา รายงานความคืบหน้ามายังหน่วยงานต้นสังกัดพร้อมกันนี้คุณหญิงกัลยายังได้มีบัญชาให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยดูแลเยียวยาเยาวชนผู้ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะเรื่องของการเยียวยาบาดแผลจิตใจที่อาจส่งผลทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ อีกทั้งให้สถานศึกษาทุกแห่ง ตลอดจนครู อาจารย์ ร่วมกันตรวจตรา เอาใจใส่นักเรียนอย่างเข้มงวด จริงจังมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีนักเรียนอยู่ประจำแบบพักค้าง เพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำรูปแบบเดียวกันในสถานศึกษาทุกแห่ง 

"คุณหญิงกัลยา เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยในโรงเรียน และรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่เกิดกรณีแบบนี้ในสถานศึกษา ซึ่งควรจะเป็นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน ยืนยันว่าจะไม่ปกป้องผู้กระทำผิดอย่างแน่นอน หากการสอบสวนพบว่ากระทำผิดจริง ก็ต้องให้รับโทษตามกระบวนการทางกฏหมายต่อไป และขอให้ผู้ปกครองสบายใจว่าจะให้การช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างเต็มที่" นางดรุณวรรณ กล่าว  

คุณหญิงกัลยา” ยันไม่ป้องคนผิด กรณีนักเรียนหญิงพัทลุงถูกล่วงละเมิด กำชับสถานศึกษาติดตามตรวจสอบเข้มงวด พร้อมดูแลเยียวยาเหยื่ออย่างเต็มที่ 

ที่มา ; แนวหน้า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ติดตามความคืบหน้ากรณีนักเรียนหญิงโรงเรียนแห่งหนึ่งในจ.พัทลุง ถูกล่วงละเมิด 

เมื่อวันที่ 24 พ.ย.นายณรงค์ ดูดิง ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้ตน พร้อมด้วยนางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย คณะที่ปรึกษา และโฆษกรมช.ศธ. ลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์ความคืบหน้ากรณีนักเรียนหญิงโรงเรียนแห่งหนึ่งในจ.พัทลุง ถูกล่วงละเมิด โดยได้ประชุมร่วมกับตัวแทนผู้บริหารสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ผู้บริหารโรงเรียนและผู้ที่เกี่ยวข้อง รับทราบรายงานสถานการณ์ หลังจากนั้นได้เดินทางไปเยี่ยมนักเรียนหญิง ร่วมพูดคุยให้กำลังใจผู้ปกครองและนักเรียน 

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ในฐานะที่คุณหญิงกัลยาที่กำกับโรงเรียนที่อยู่ในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ มีความห่วงใยต่อเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก จึงได้สั่งการให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะเรื่องการเรียนของเด็กที่เกี่ยวข้องทุกคนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ พร้อมให้การดูแล เยียวยา ฟื้นฟูจิตใจนักเรียนหญิงที่เป็นผู้เสียหายซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีความเป็นห่วงต่อเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง และการลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อต้องการสร้างความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดด้วยความถูกต้อง รวมถึงเพื่อแสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่และหน่วยงานส่วนกลางในการแก้ไขปัญหาและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ตลอดจนหาแนวทางในการป้องกันเพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก โดยเฉพาะในโรงเรียนการศึกษาพิเศษที่มีเด็กพักค้างในโรงเรียนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับเด็กนักเรียนและผู้ปกครองโดยทั่วไป 

ด้านนางดรุณวรรณ กล่าวว่า ศธ.ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงทันทีที่รับทราบเหตุการณ์ พร้อมทั้งมีแนวทางในการดูแลเด็กนักเรียนที่เกี่ยวข้องทั้ง 5 คน ซึ่งประกอบไปด้วยนักเรียนชายผู้ที่ถูกกล่าวหา นักเรียนหญิงที่เป็นผู้ที่ถูกกระทำ รวมถึงเพื่อนนักเรียนหญิงอีก 3 คนที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ในเบื้องต้นได้มีการเยียวยาช่วยเหลือเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจโดยเฉพาะเด็กหญิงผู้ที่ถูกกระทำซึ่งยังคงต้องให้การดูแลแบบใกล้ชิดโดยคุณครูแนะแนวของโรงเรียน ทั้งนี้ในเรื่องของคดีความคุณหญิงกัลยาได้กำชับว่าให้ดำเนินการไปตามขบวนการยุติธรรม ไม่เข้าไปก้าวก่าย ซึ่งขณะนี้ทราบว่าอยู่ในระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และจะไม่มีการปกป้องผู้กระทำความผิดอย่างแน่นอน สำหรับเด็กหญิงผู้เสียหายจากการลงพื้นที่ไปพบมีกำลังใจดีขึ้น ทั้งตัวน้องเองและคุณแม่ ซึ่งเด็กก็ได้ขอบคุณศธ. โรงเรียน และผู้ที่เกี่ยวข้องที่ให้การช่วยเหลือ โดยขณะนี้ได้เรียนหนังสือในรูปแบบ On Hand คือเรียนอยู่ที่บ้าน โดยครูผู้สอนจะเดินทางไปแจกเอกสารใบงานให้กับนักเรียนที่บ้านทุกวัน เพื่อให้เด็กสามารถเรียนหนังสือได้อย่างต่อเนื่องจนกว่าจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ส่วนที่ผู้ปกครองอยากจะย้ายโรงเรียนนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างกลางเทอมคงต้องรอให้เด็กเรียนจบเทอม 2 ก่อน 

 

“คุณหญิงกัลยา รู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ในสถานศึกษา ยืนยันว่าจะไม่ปกป้องผู้กระทำผิดให้ว่าไปตามขบวนการยุติธรรม แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาเป็นเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ในแง่ของการรับโทษหากมีการตัดสินว่ามีการกระทำความผิดจริงตามข้อกล่าวหา ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมายที่ระบุไว้ เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหา และผู้ถูกกระทำยังอยู่ในวัยเรียน ทุกคนก็ยังคงต้องเรียนหนังสือ เด็กชายจึงยังอยู่ในโรงเรียน โดยมีครูเฝ้าติดตามและดูแลเป็นพิเศษ เพราะการที่เราให้เด็กอยู่ในพื้นที่โรงเรียนจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าสู่กระขบวนการยุติธรรมได้อย่างเต็มที่เพื่อสร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” นางดรุณวรรณ กล่าวและว่า  สำหรับมาตรการเรื่องความปลอดภัยในโรงเรียนนั้น ทางกระทรวงศึกษามี นโยบายและแนวทางให้กับโรงเรียนทุกแห่งถือปฏิบัติอยู่แล้ว ซึ่งจะต้องกำชับให้เข้มงวดมากขึ้น ส่วนมาตรการที่เร่งด่วนที่จะดำเนินการที่โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พัทลุง คือ จะมีการเพิ่มจำนวนครูเวร และความถี่ในการตรวจดูแลเด็กนักเรียนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเฝ้าติดตามเด็กที่มีความเสียง หรือมีพฤติกรรมที่อาจจะก่อให้เกิดการข่มเหงรังแกผู้อื่น ให้ครูดูแลเป็นกรณีพิเศษ เพื่อเฝ้าติดตามไม่ให้เกิดปัญหาต่อไป 

ที่มา ; เดลินิวส์

 

ข่าวเกี่ยวกัน

เด็ก ‘ป.3’ ถูกลงโทษ สั่งลุกนั่ง 300 ครั้งจนเดินไม่ได้ แค่ไม่ปิดก๊อกน้ำ ผอ.แจงแล้ว

 

ล่าสุดจากการติดตามเรื่องดังกล่าว ณ โรงพยาบาลรือเสาะ จ.นราธิวาส หลังทราบว่า ด.ช.มูหมัดอิฟัต ซึ่งป่วยจากการถูกลงโทษนอนรักษาตัวอยู่ที่ตึกผู้ป่วยในชาย โดยมี น.ส.นิมูรณี ผู้เป็นมารดากำลังเฝ้าดูแลอาการบุตรชาย โดยทางโรงพยาบาลได้นำป้ายงดเข้าเยี่ยมแพทย์กำลังตรวจผู้ป่วยมาตั้งไว้บริเวณประตูทางเข้าตึกผู้ป่วยในชาย และอนุญาตให้เพียงญาติ 1 คน ที่สามารถอยู่เฝ้าเตียงผู้ป่วยได้

ทำให้ยายและญาติของ ด.ช.มูหมัดอิฟัต รวม 2 คน ต้องออกมานั่งอยู่ที่บริเวณเก้าอี้ที่ตั้งไว้หน้าตึกผู้ป่วยในชาย ส่วน น.ส.นิมูรณี ผู้เป็นมารดา ได้แจ้งผ่านทางโทรศัพท์มือถือมายังผู้สื่อข่าว หากแพทย์ทำการตรวจบุตรชายแล้วเสร็จ จะออกมาพบเพื่อให้รายละเอียดต่างๆ ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น 

โดยในระหว่างรอ น.ส.นิมูรณี มารดาของ ด.ช.มูหมัดอิฟัต ญาติคนหนึ่งที่ออกมานั่งรอที่เก้าอี้หน้าตึกผู้ป่วยในชาย ได้ให้รายละเอียดเบื้องต้นว่า ด.ช.มูหมัดอิฟัต เรียนหนังสืออยู่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน จ.นราธิวาส พักประจำที่หอภายในโรงเรียนจันทร์ถึงศุกร์ ซึ่งในทุกวันศุกร์จะกลับบ้าน และเมื่อวันเสาร์ที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา ยายเห็นผิดปกติที่ไม่ยอมลุกเดินเมื่อสอบถาม ด.ช.มูหมัดอิฟัต เอาแต่ร้องไห้ เมื่อคาดคั้นจึงทราบว่าถูกผู้ดูแลหอพักทำโทษ จากมูลเหตุไม่ได้ปิดก๊อกน้ำในหอพักล็อกชั้น ป.1 ถึง ป.3 ผู้ดูแลสอบถามนักเรียนในหอพักที่ใช้น้ำในล็อกดังกล่าว ต่างไม่มีนักเรียนคนใดยอมรับจึงถูกผู้ดูแลลงโทษนักเรียนทั้งหมดที่อยู่ในล็อกดังกล่าวด้วยการให้ลุกนั่ง จำนวน 300 ที ซึ่งเป็นที่มาที่ไปของอาการป่วย ด.ช.มูหมัดอิฟัต 

ต่อมา นายซุลกอรนัย อายุ 45 ปี บิดาของ ด.ช.มูหมัดอิฟัต ได้เดินทางมาเยี่ยมอาการบุตร และได้เปิดเผยถึงรายละเอียดถึงปมเหตุเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดว่า สาเหตุมาจากเด็กนักเรียนไม่ปิดก๊อกน้ำจึงโดนทำโทษลุกนั่งจำนวน 300 ครั้ง ในล็อกชั้น ป.1 ถึง ป.3 ทั้งหมด เหตุเกิดช่วงเย็นวันพฤหัสที่ 19 ม.ค.66 ลูกกลับมาบ้านรู้สึกเจ็บๆแต่ยังไม่บอก ตกดึกแม่เค้าเฝ้าดูอาการพบว่าฉี่ไม่ออก ตอนเช้าผมกลับไปบ้านดูสภาพลูกแล้วน้ำตาไหล พอเย็นวันเสาร์ได้พาลูกมาโรงพยาบาล หมอตรวจเลือดพบค่าตับสูง ล่าสุดอาการดีขึ้นเริ่มฉี่ได้ จึงอยากฝากถึงกระทรวงศึกษาธิการ ช่วยพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวกับผู้ดูแลเด็กให้ดีกว่านี้ 

รายงานข่าวแจ้งว่า ล่าสุด น.ส.นิมูรณี มารดา ด.ช.มูหมัดอิฟัต ได้เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.เสกสรร เรืองฤทธิ์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.รือเสาะ เมื่อวันที่ 20 ม.ค.66 เวลา 12.57 น. โดยแจ้งว่าเมื่อวันที่ 20 ม.ค.66 บุตรชายกลับมาจากโรงเรียนสังเกตเห็นอาการผิดปกติไม่สามารถเดินได้ จึงถามบุตรชายทราบว่า โดนสั่งลุกนั่งเพื่อเป็นการทำโทษจำนวนหลายครั้ง จนทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ จนต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาลรือเสาะ จึงได้เดินทางมาลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน 

ในเวลา 11.00 น. วันนี้ น.ส.สุธิภรณ์ ขนอม รอง ผอ.สพป.นราธิวาส เขต 1 และนายจรัญ เหล็มเจริญ ผอ.โรงเรียนบ้านยะบะอุปการวิทยา รวมทั้งผู้ดูแลหอพักนักเรียนชายอีก 2 คน ได้เดินทางเข้าเยี่ยมอาการ ด.ช.มูหมัดอิฟัต ที่นอนรักษาตัวอยู่ที่ตึกผู้ป่วยในชาย โดยทางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลรือเสาะ ไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปในภายตึกผู้ป่วยในชาย รวมถึงไม่อนุญาตให้มีการบันทึกภาพ แต่คาดว่าน่าจะเป็นการนำผู้ดูแลหอพักนักเรียนชายมาขอโทษ พร้อมทั้งได้มีการพูดคุยเพื่อเชิญผู้ปกครองของ ด.ช.มูหมัดอิฟัต ไปตกลงกันเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งทางโรงเรียนจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายการรักษาทั้งหมด 

ด้านนายจรัญ เหล็มเจริญ ผอ.โรงเรียนบ้านยะบะอุปการวิทยา กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้น มีเด็กไม่รู้คนไหนเปิดน้ำทิ้งไว้ในห้องน้ำจนล้น ซึ่งได้เกิดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง พอครั้งที่ 2 ถามใครก็ไม่รับผิดชอบผู้ดูแลหาก็บอกว่า ฉันจะทำโทษเธอนะยกห้องคือทั้งหมด 21 คน โดยบอกว่าจะให้ลุกนั่ง 500 ครั้ง ก็ทำไปเรื่อยช้าๆ เพราะจะเข้าแถวไปกินข้าวพอละหมาดเสร็จทำเป็นปกติอย่างนี้ ซึ่งไว้อย่างนั้นก่อน ซึ่งทำจริงไม่ถึง 100 ครั้ง และเราก็มีมาตรการ ซึ่งคุยกับผู้ดูแลหอว่า หากจะทำโทษเด็กนั้นทำได้แต่ให้เด็กเก็บขยะ

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีการคาดโทษจะมีการดำเนินการอย่างไรบ้าง ผอ.กล่าวว่า มีตามลำดับ เช่น การตักเตือนอะไรประมาณนี้ 

ขณะที่ นพ.ซัมซุดดีน หามะ ผอ.โรงพยาบาลรือเสาะ กำลังตรวจอาการ ด.ช.มูหมัดอิฟัด ซึ่งมีมารดาและเครือญาติจำนวนหนึ่ง สามารถเข้าเยี่ยมอาการได้ โดย นพ.ซัมซุดดีนกล่าวถึงอาการ ด.ช.มูหมัดอิฟัต ว่า ผู้ป่วยเป็นกล้ามเนื้ออักเสบ ซึ่งวิธีการรักษาก็คือ การให้น้ำเกลือและติดตามค่าตับค่าไตทุกวัน ถ้าเกิดว่าค่าไตดีขึ้นค่าตับดีขึ้นสามารถกลับบ้านได้

ผู้ดูแลหอพักสั่งลงโทษ ป.3 เหตุไม่ปิดก๊อกน้ำ ลุกนั่ง 300 ครั้ง จนเดินไม่ไหว-ไตทำงานผิดปกติ ผอ.แจงทำจริงไม่ถึง 100 ครั้ง ตักเตือนผู้ดูแลหอแล้ว ด้านหมอวินิจฉัยอาการ เป็นกล้ามเนื้ออักเสบ ต้องจับตาค่าตับ-ไต หากลดลงสามารถกลับบ้านได้ ส่วนผู้ปกครองไม่ทน บุกโรงพักขอความเป็นธรรม 

ข่าวเกี่ยวกัน

สพฐ. แจงปมนร.หญิง ถูกถ่ายคลิปล่วงละเมิด ยันไม่ไล่ผู้เสียหายออก 

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( กพฐ.) เปิดเผยว่า จากกรณีข่าวการล่วงละเมิดทางเพศ ของนักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดพิจิตร ตนได้สอบถามข้อเท็จจริงไปยังผู้บริหารในเขตพื้นที่ และได้รับรายงานว่า ได้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้นจริง โดยทางโรงเรียนได้เรียกผู้ก่อเหตุทั้งหมดมาสอบสวนตามกระบวนการ จากนั้นได้ดำเนินการอบรม สั่งสอน ด้านพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักเรียน และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งกฎหมายคดีอาญา และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พร้อมทั้งดำเนินการหาทางออก ส่งต่อ แก้ไข ของนักเรียนชายทั้ง 5 คน ร่วมกับผู้ปกครอง เพื่อที่จะไม่ให้กระทบกระเทือนจิตใจกับผู้เสียหาย และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนักเรียน ซึ่งผู้ปกครองยินยอมให้นักเรียนชายย้ายสถานศึกษา โดยทางโรงเรียนเป็นผู้ประสานโรงเรียนปลายทางให้ตามที่ผู้ปกครองต้องการ ส่วนในเรื่องของคดีความให้เป็นไปตามกระบวนการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ส่วนนักเรียนหญิงผู้เสียหาย ที่มีข่าวออกไปว่าทางโรงเรียนให้เด็กออกจากโรงเรียนนั้น ขอยืนยันว่าไม่มีการให้เด็กออกจากโรงเรียนแต่อย่างใด โดยทางโรงเรียนพร้อมดูแลช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง ได้ให้กำลังใจและร่วมกันปรึกษาหาทางออกกับผู้ปกครองนักเรียนเพื่อเยียวยาจิตใจ โดยมอบหมายให้ครูที่ปรึกษา ครูแนะแนว ครูจิตวิทยาของโรงเรียน พร้อมด้วยนักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่ ร่วมกันประสานการดูแลอย่างใกล้ชิด และทางฝ่ายบริหารได้ให้นักเรียนหยุดพักผ่อนหลังเกิดเหตุเพื่อเยียวยาสภาพจิตใจ พร้อมทั้งติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง

ด้าน สพม.พิจิตร ได้ตั้งกรรมการระดับเขตตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วยแล้ว โดยผู้บริหารเขตพื้นที่พร้อมด้วยนักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่ ได้ดำเนินการประสานงานกับโรงเรียนเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการลงพื้นที่เพื่อติดตามดูแล เยียวยาจิตใจให้กับนักเรียนที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง พร้อมทั้งกำชับโรงเรียนให้ความช่วยเหลือนักเรียนอย่างเป็นธรรม และติดตามดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด โดยเน้นมาตรการความปลอดภัยของนักเรียนเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ สพฐ. จะดำเนินการถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำแผนเผชิญเหตุ พร้อมทั้งกำชับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาในสังกัดทุกแห่ง หากเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้ ให้ดูแลช่วยเหลือทั้งด้านร่างกายและจิตใจของเด็กตามมาตรการความปลอดภัยเป็นอันดับแรก พร้อมทั้งแจ้งมาที่ศูนย์ความปลอดภัยกระทรวงศึกษาธิการ (MOE Safety Center) และแจ้งให้ สพฐ. รับทราบโดยทันที” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว 

ที่มา ; เดลินิวส์ 25 มกราคม 2566

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น