
เมื่อพูดถึงการเรียนการสอนในโรงเรียน ภาพที่คุ้นตาคือห้องเรียนที่มีนักเรียนพร้อมตำราเรียนตรงหน้า นั่งตาแป๋วฟังคุณครูสอนบทเรียนอยู่หน้าชั้น บางครั้งครูจะเปิดโอกาสให้ซักถาม แต่ปัจจัยทางวัฒนธรรมไทย ผู้น้อยมักจะเป็นผู้รับฟัง อาจมีการซักถามแต่ไม่โต้แย้ง ความรู้ที่ถ่ายทอดมาจึงเป็นแบบเบ็ดเสร็จ กระบวนการเรียนรู้จึงมักจะจบลงที่การถ่ายทอดของครู จึงกล่าวได้ว่าเป็นแนวทางการเรียนการสอนที่เน้นทักษะ ความรู้ และสามารถของผู้เป็นครูในการถ่ายทอดความรู้เป็นหลัก
แต่การเรียนที่ได้ประสิทธิผลต้องมาพร้อมกับทักษะการคิดวิเคราะห์ ต่อยอดออกไปจากสิ่งที่ได้รับฟัง และขยายขอบเขตของการเรียนรู้ออกไปให้กว้างไกลยิ่งขึ้น ซึ่งทักษะนี้มักไม่ค่อยได้รับการปลูกฝังและพัฒนาตั้งแต่เด็ก หากไปเริ่มพัฒนาตอนเริ่มต้นชีวิตการทำงาน อาจช้าไปเสียแล้ว
ปัจจุบันบางโรงเรียนมีการนำวิธีการเรียนรู้ที่เรียกว่า ฮาร์คเนส (Harkness) มาใช้ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่เน้นไปที่การสร้างเสริมทักษะการเรียนรู้ด้วยตัวผู้เรียนเอง เป็นการเรียนรู้ที่มีนักเรียนเป็นหัวใจหลักที่กำหนดทิศทาง ฝึกทักษะการฟัง คิดวิเคราะห์ การโต้แย้งอย่างมีเหตุผล และการต่อยอดความคิดไปสู่สิ่งใหม่ ๆ ซึ่งเป็นบรรยากาศและผลลัพธ์ที่มักหาไม่ได้จากห้องเรียนปกติ
ที่มาของ Harkness
Harkness เป็นแนวทางการเรียนรู้ที่มีมานานกว่าร้อยปี โดยการพัฒนาขึ้นของฟิลลิปส์ เอ็กซีเตอร์ อะคาเดมี (Phillips Exeter Academy) โรงเรียนมัธยมเอกชนชั้นนำที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ที่ได้แรงบันดาลใจจากวิธีการสอนที่เรียกว่า “การตั้งคำถามแบบโสกราตีส (Socratic questioning)” ซึ่งเป็นวิธีการสอนในห้องเรียนที่ครูจะถามคำถามปลายเปิดที่ต้องใช้ความคิดวิเคราะห์ และการใช้เหตุผลเชิงลึกเพื่อให้นักเรียนได้คิดและฝึกตอบคำถาม
ความแตกต่างของสองวิธีการนี้คือ วิธีตั้งคำถามแบบโสกราตีสมีครูผู้สอนควบคุมและกำหนดทิศทางตลอดการสนทนา ในขณะที่ Harkness ให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางที่แท้จริง (student-led conversation)
Harkness ให้นักเรียนนั่งอยู่รอบโต๊ะวงรี และอภิปรายความรู้ต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วม การเปิดใจกว้าง โดยที่มีการแทรกแซงของครูเป็นครั้งคราวหรือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยจุดประสงค์ของ Harkness คือ การส่งเสริมให้นักเรียนได้รู้จักวิธีการตั้งคำถาม การให้คำตอบ และการประเมินความคิด
ทั้งนี้ การจะทำให้ Harkness บรรลุเป้าหมายได้ นักเรียนต้องได้ทำการศึกษาด้วยตนเองมาก่อน และครูจะเข้าแทรกแซงการอภิปรายแลกเปลี่ยนของเด็ก ๆ ให้น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ (หรือไม่แทรกแซงเลย) โดยครูทำหน้าที่เพียงดูแลกระบวนการในการอภิปรายของเด็กเพื่อให้เป็นไปโดยสร้างสรรค์เท่านั้น
เวลลิงตันฯ ใช้ Harkness เต็มรูปแบบ
“คริสโตเฟอร์ นิโคลส์” ครูใหญ่และผู้ร่วมก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสถานศึกษาที่นำวิธี Harkness มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ เล่าว่า Harkness เป็นการนำวิธีการเชิงวิทยาศาสตร์มาใช้กับการคิดวิเคราะห์และหาเหตุผล โดยให้เด็กได้พิจารณาหลักฐานที่ปราศจากอคติใด ๆ ร่วมกัน และหาข้อสรุปที่มีเหตุผลจากหลักฐานที่มีอยู่ตรงหน้า ไม่ใช่การตัดสินจากความเห็นอื่น ๆ ที่มีมาก่อนหน้านี้แล้ว
จากนั้นจึงนำข้อสรุปที่ได้มาอภิปรายกัน การที่นักเรียนได้เรียนรู้จากการกำหนดทิศทางเอง ได้นำเสนอแนวความคิดและข้อสรุปที่มาจากตัวเด็กเอง เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมาก ๆ ในการทำความเข้าใจบทเรียนอย่างลึกซึ้ง
ห้องเรียนสำหรับคลาส Harkness จะมีโต๊ะรูปวงรีขนาดใหญ่อยู่กลางห้อง นักเรียนกลุ่มเล็กราว 8- 12 คนจะนั่งรอบโต๊ะโดยไม่มีใครนั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน และไม่มีจัดลำดับของการสนทนา ทุกอย่างลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติ ท่ามกลางบรรยากาศที่สร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นการแลกเปลี่ยนความคิด
“การเรียนแบบนี้ไม่ใช่นักเรียนที่เสียงดังที่สุด หรือเป็นนักพูดที่เก่งที่สุดได้คะแนนมากกว่า แต่เป็นนักเรียนที่เตรียมความพร้อมมาอย่างดี และสามารถสื่อสารถ่ายทอดความคิดออกมาได้อย่างมั่นใจและมีเหตุผล”
การเรียนรู้แบบ Harkness สามารถเริ่มได้ตั้งแต่เด็กยังอายุน้อย โดยที่เวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพฯ เริ่มให้นักเรียนได้เข้าสู่กระบวนการเรียนนี้ตั้งแต่ year 5 เป็นต้นไป และเห็นได้ว่าเด็กพัฒนาและเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้ในชั้นสูงขึ้นต่อไปของเด็ก และเรามีการจัดทำห้องสำหรับคลาส Harkness ไว้เป็นพิเศษในแต่ละอาคารเรียน
Harkness สำคัญสำหรับผู้นำอย่างไร
Harkness ช่วยปลูกฝังประสบการณ์และทักษะในด้าน critical thinking หรือการคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญสำหรับความคิดและการตัดสินใจ ซึ่งผู้บริหารที่ดีนั้น สามารถมองสิ่งต่าง ๆ รอบด้านและเข้าใจถึงผลกระทบของการตัดสินใจต่อธุรกิจ และเพื่อให้มั่นใจได้ว่าการตัดสินใจใด ๆ นั้นสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรตลอดถึงภาระรับผิดชอบต่อผลลัพธ์จากการตัดสินใจนั้น ๆ
ผู้ใหญ่วัยทำงานโดยเฉพาะในยุคที่ต้องใช้ทักษะแห่งอนาคตต่างเข้าใจดีว่า การประชุมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพนั้นต้องใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์ และการอธิบายเหตุผลมากขนาดไหน ความสำเร็จและความล้มเหลวมีเพียงเส้นบาง ๆ ของความสามารถในการแสดงเหตุผลและจุดยืน
Harkness ไม่ใช่วิธีเรียนรู้ที่เน้นการโต้เถียง แต่คือการดึงเอาทักษะของการเตรียมข้อมูล ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอย่างทั่วถึงและรอบด้าน และพัฒนาวิธีการโต้งแย้งและแสดงเหตุผล นักเรียนที่ผ่านการเรียนรู้แบบ Harkness จึงเป็นเยาวชนที่ใฝ่รู้ มีทักษะการคิดวิเคราะห์และมีความคิดสร้างสรรค์ รวมไปถึงสามารถถ่ายทอดความคิดออกมาได้เป็นอย่างดี
Harkness แนวทางการเรียนรู้นอกกรอบที่เปิดประตูสู่การคิดวิเคราะห์ ที่มีครูมีหน้าที่เพียงกำกับดูแลและมีส่วนร่วมในการอภิปรายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 มีนาคม 2564
การจัดการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมในโรงเรียนไทยมักเน้นการถ่ายทอดความรู้จากครูเป็นหลัก ผู้เรียนมีบทบาทเป็นผู้รับฟังมากกว่าผู้ตั้งคำถาม ส่งผลให้ทักษะการคิดวิเคราะห์และการต่อยอดความรู้ถูกพัฒนาอย่างจำกัด ซึ่งอาจไม่ทันต่อความต้องการของสังคมยุคใหม่ที่ต้องใช้การคิดเชิงวิพากษ์และการตัดสินใจเชิงเหตุผล
แนวทางการเรียนรู้แบบ Harkness จึงถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนาทักษะผู้เรียน โดยเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ ผ่านการอภิปรายรอบโต๊ะวงรีในกลุ่มเล็ก นักเรียนต้องศึกษามาก่อนแล้วจึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตั้งคำถาม วิเคราะห์ และให้เหตุผลอย่างเป็นระบบ ครูทำหน้าที่เพียงผู้กำกับกระบวนการ ไม่ควบคุมการสนทนา
แนวคิดนี้มีรากฐานจากการตั้งคำถามแบบโสกราตีส แต่แตกต่างตรงที่ Harkness ให้อิสระแก่ผู้เรียนมากกว่า ส่งเสริมการคิดอย่างมีหลักฐาน ไม่ใช่การเชื่อจากความเห็นเดิม นักเรียนที่เรียนแบบนี้จะพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และความมั่นใจในการแสดงเหตุผล
Harkness ยังมีความสำคัญต่อการพัฒนาผู้นำ เพราะช่วยฝึกการคิดรอบด้าน การตัดสินใจอย่างมีเหตุผล และความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ จึงเป็นแนวทางการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ทักษะอนาคตและการศึกษาในศตวรรษที่ 21
จุดอ่อนสำคัญของการเรียนแบบดั้งเดิมตามบทความคือข้อใด
ก. ขาดการใช้สื่อเทคโนโลยี
ข. ครูไม่มีความรู้เพียงพอ
ค. ผู้เรียนขาดทักษะการคิดวิเคราะห์
ง. เวลาเรียนไม่เพียงพอ
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุว่าการเรียนแบบเดิมทำให้ทักษะคิดวิเคราะห์และต่อยอดความรู้ไม่ถูกพัฒนา
หัวใจสำคัญของการเรียนแบบ Harkness คือข้อใด
ก. ครูเป็นศูนย์กลางการสอน
ข. การท่องจำเนื้อหา
ค. ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้
ง. การสอบวัดผลปลายภาค
เฉลย: ค
เหตุผล: Harkness เน้น student-led learning ให้ผู้เรียนกำหนดทิศทางการเรียน
บทบาทของครูในห้องเรียนแบบ Harkness คือข้อใด
ก. ผู้นำการอภิปราย
ข. ผู้ควบคุมการตอบคำถามทั้งหมด
ค. ผู้กำกับดูแลกระบวนการ
ง. ผู้บรรยายเนื้อหาเป็นหลัก
เฉลย: ค
เหตุผล: ครูทำหน้าที่ดูแลกระบวนการอภิปราย ไม่ควบคุมเนื้อหา
แนวคิด Harkness ได้รับแรงบันดาลใจจากวิธีใด
ก. การสอนแบบบรรยาย
ข. การทดลองทางวิทยาศาสตร์
ค. การตั้งคำถามแบบโสกราตีส
ง. การเรียนแบบออนไลน์
เฉลย: ค
เหตุผล: มีรากฐานจาก Socratic questioning
ลักษณะสำคัญของการจัดห้องเรียน Harkness คือข้อใด
ก. นั่งเป็นแถวหันหน้าหาครู
ข. นั่งรอบโต๊ะวงรี
ค. แบ่งกลุ่มแข่งขัน
ง. เรียนผ่านหน้าจอ
เฉลย: ข
เหตุผล: ใช้โต๊ะวงรีเพื่อส่งเสริมการสนทนาเท่าเทียม
ผลลัพธ์ที่คาดหวังจากการเรียนแบบ Harkness คือข้อใด
ก. การท่องจำแม่นยำ
ข. คะแนนสอบสูงขึ้นเท่านั้น
ค. การคิดวิเคราะห์และสื่อสารได้ดี
ง. การฟังครูมากขึ้น
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้น critical thinking และการสื่อสารเชิงเหตุผล
สิ่งสำคัญที่สุดก่อนเข้าร่วมการเรียนแบบ Harkness คืออะไร
ก. การอ่านล่วงหน้าและเตรียมข้อมูล
ข. การจดบันทึกจากครู
ค. การทำแบบฝึกหัด
ง. การท่องจำบทเรียน
เฉลย: ก
เหตุผล: นักเรียนต้องศึกษาด้วยตนเองมาก่อน
Harkness แตกต่างจาก Socratic method อย่างไร
ก. ไม่มีการถามคำถาม
ข. ครูควบคุมมากกว่า
ค. นักเรียนเป็นศูนย์กลางมากกว่า
ง. ไม่มีการอภิปราย
เฉลย: ค
เหตุผล: Harkness ให้นักเรียนนำการสนทนาเป็นหลัก
ข้อใดสะท้อนทักษะสำคัญของผู้นำตามแนวคิด Harkness
ก. การสั่งการอย่างเด็ดขาด
ข. การคิดเชิงวิพากษ์และตัดสินใจรอบด้าน
ค. การจำข้อมูลจำนวนมาก
ง. การพูดเก่งที่สุดในกลุ่ม
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้น critical thinking และการตัดสินใจเชิงเหตุผล
เหตุผลสำคัญที่ Harkness เหมาะกับการศึกษาในศตวรรษที่ 21 คือข้อใด
ก. ลดภาระครู
ข. เน้นการสอบแข่งขัน
ค. พัฒนาทักษะคิดวิเคราะห์และการสื่อสาร
ง. ใช้เทคโนโลยีแทนครูทั้งหมด
เฉลย: ค
เหตุผล: ตอบโจทย์ทักษะอนาคต เช่น การคิด วิเคราะห์ และสื่อสาร