สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M201_ตรีนุชเดินหน้าโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู

เช็คขั้นตอน "ลงทะเบียนแก้หนี้สินครู" ได้ตั้งแต่บัดนี้ถึง 15 มี.ค.65

วันนี้ (15 ก.พ.2565) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐบาล โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ให้เร่งดำเนินการแก้ไขหนี้สินให้กับประชาชน และให้ปี 2565 เป็นปีแห่งการแก้ไขหนี้สินภาคครัวเรือน รวมถึงปัญหาหนี้สินของครู ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงมีนโยบายในการช่วยแก้ไขหนี้ครูมาอย่างต่อเนื่อง

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ก.พ.2565 ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ ได้เปิดโครงการ “สร้างโอกาสใหม่ให้ครูไทย" โดยเปิดให้ครูและบุคลากรทางศึกษาเข้ามาลงทะเบียนผ่านออนไลน์เพื่อแจ้งความประสงค์ ในการเข้าสู่ขั้นตอนกระบวนการเพื่อการแก้ไขปัญหาหนี้ โดยในรอบแรกสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.- 15 มี.ค.2565 

น.ส.ตรีนุช กล่าวอีกว่า เป้าหมายของการแก้ไขหนี้ครูนั้น เพื่อต้องการยุบยอดหนี้ให้ลดลง หรือลดภาระหนี้โดยรวมของครูให้น้อยลง รวมถึงการช่วยบริหารจัดการทางการเงินให้ครูมีรายได้ไม่น้อยกว่า 30% ของเงินเดือนในการใช้จ่าย อีกทั้งยังทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพทางการศึกษา และเป็นการสร้างฐานข้อมูลของกระทรวงฯ เกี่ยวกับภาระหนี้สินครู โดยเป็นความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้องจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ และเอกชนมาร่วมกันแก้ไขปัญหาครูที่มีหนี้สิน 

ตั้งสถานีไกล่เกลี่ย ลดดอกเบี้ยเงินกู้ครู

ทั้งนี้ ครูที่มีหนี้สินทุกคนในสหกรณ์ออมทรัพย์ แนวทางในการช่วยเหลือก็คือ การลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง โดยอยู่ระหว่าง 0.05-1.00% ซึ่งขณะนี้มีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการนี้แล้วรวม 70 แห่ง จากสหกรณ์ทั้งหมด 108 แห่งทั่วประเทศ โดยมีสหกรณ์ 10 แห่ง ที่ลดดอกเบี้ยลงเหลือต่ำกว่า 5% การแก้ไขหนี้ครูครั้งนี้ จะมีครูได้รับประโยชน์มากถึง 460,000 คน  

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ยังได้หารือ และได้รับความร่วมมือจากธนาคารออมสิน ในการชะลอการดำเนินการทางกฎหมายกับครูที่เป็นหนี้เอ็นพีแอลอีกจำนวน 25,000 ราย 

สำหรับในกรณีที่ครูต้องการเงินกู้ ในส่วนก็จะมีคณะกรรมการพิจารณา และควบคุมการอนุมัติเงินกู้ โดยได้รับความช่วยเหลือจากเครดิตบูโรในการเชื่อมต่อระบบข้อมูล เพื่อควบคุมยอดหนี้ทั้งหมดไม่ให้มากกว่า 70% ของรายได้ (ครูจะสามารถมีเงินใช้จ่ายได้ 30% ของเงินเดือน)  อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบว่าครูที่ต้องการกู้เงินเพิ่มเติมแต่มีหนี้รวมมากกว่า 70% ก็จะไม่ได้รับการอนุมัติให้กู้เพิ่ม 

ทั้งนี้ กรณีที่ครูมีปัญหาทางการเงินไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้ได้ต้องปรับโครงสร้างหนี้ ก็จะมีสถานีแก้หนี้ 2 ระดับ เพื่อไกล่เกลี่ย หรือทำการประนอมหนี้ หรือปรับโครงสร้างหนี้ โดยในระดับแรกคือ ระดับเขตพื้นที่การศึกษา โดยสถานีแก้หนี้ระดับเขตพื้นที่ของหน่วยงานต้นสังกัด (สพฐ./สอศ./กศน./สช.) ซึ่งมีผู้อำนวยการเขตพื้นที่เป็นประธาน จะทำหน้าที่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างเจ้าหนี้ และครู 

ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ - 14 มี.ค.นี้

ในส่วนของ หากการไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ ก็จะเป็นระดับที่สองโดยการยกระดับการแก้ไขสู่สถานีแก้หนี้ระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าฯ หรือรองผู้ว่าฯ เป็นประธาน ซึ่งจะมีหน้าที่ไกล่เกลี่ยหนี้ที่ไม่สามารถหาแนวทางในระดับเขตพื้นที่ได้ โดยต้องมีตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมเป็นกรรมการในการแก้ไข ศาลยุติธรรมพร้อมให้การสนับสนุน โดยสามารถประสานศูนย์ไกล่เกลี่ยหนี้ของศาล เพื่อหาแนวตกลงร่วมกัน

ทั้งนี้ แนวทางสนับสนุนการแก้ไข นอกจากหารือด้วยการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว อาจสามารถทำได้ (ขึ้นอยู่กับปัญหาลูกหนี้ และสถานะทางการเงินที่มี) โดยสามารถให้ครูนำเงินอนาคตมาใช้เป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันเงินกู้ได้ เช่น เงินบำเหน็จตกทอด เงินชพค. ซึ่งมีประมาณ 900,000 บาทต่อคน ใช้ปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับ ธปท. นอกจากนี้ ยังมีเงินหุ้นสหกรณ์ จากเดิมหากขาดส่งเงินค่าหุ้นประจำเดือนมากกว่า 3 เดือน จะเสียสิทธิประโยชน์ ก็จะมีการแก้ไขโดยให้มีการหักเงินค่าหุ้นสหกรณ์เป็นลำดับต้น เพื่อให้สิทธิครูนำผลประโยชน์ที่ได้จากหุ้นสหกรณ์นำมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ 

สำหรับวิธีลงทะเบียนแก้หนี้สินครู

1. เข้าสู่เว็บไซต์ https://td.moe.go.th/ เพื่อลงทะเบียน

2. กดเลือก “ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ” (อยู่ด้านขวาล่าง)

3. กรอกข้อมูลให้ถูกต้องและครบถ้วน จากนั้นกดบันทึก

4. ข้อมูลที่กรอกแล้วจะถูกส่งไปยังกระทรวงศึกษาธิการ

5. จากนั้นข้อมูลจะถูกส่งต่อไปสำนักงานเขตพื้นที่เพื่อเจรจากับเจ้าหนี้ของผู้ลงทะเบียน 

สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. – 15 มี.ค.2565 รวมเป็นระยะเวลา 1 เดือน 

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 15 ก.พ. 2565 

ข่าวเกี่ยวกัน

ตรีนุช” เผยครูลงทะเบียนแก้หนี้กว่า 7,000 ราย ตั้งสถานีไกล่เกลี่ยเบ็ดเสร็จ-ดึงเครดิตบูโรคุมยอดหนี้

เมื่อวันที่ 15 ก.พ. นางสาวตรีนุชเทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐบาล โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ให้เร่งดำเนินการแก้ไขหนี้สินให้กับประชาชน และให้ปี 2565 เป็นปีแห่งการแก้ไขหนี้สินภาคครัวเรือน รวมถึงปัญหาหนี้สินของครู ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงมีนโยบายในการช่วยแก้ไขหนี้ครูมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ก.พ.2565 ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ ได้เปิดโครงการ “สร้างโอกาสใหม่ให้ครูไทย” โดยเปิดให้ครูและบุคลากรทางศึกษาเข้ามาลงทะเบียนผ่านออนไลน์เพื่อแจ้งความประสงค์ ในการเข้าสู่ขั้นตอนกระบวนการเพื่อการแก้ไขปัญหาหนี้ โดยในรอบแรกสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.-14 มี.ค. 2565

ซึ่งในรอบแรกนี้ หลังเปิดให้ลงทะเบียนแล้ว 2 วัน มีผู้มาลงทะเบียนไม่น้อยกว่า 7,364 ราย เป้าหมายการดำเนินงานครั้งนี้ เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครูในภาพรวมอย่างเป็นระบบ” นางสาวตรีนุช กล่าว

นางสาวตรีนุช กล่าวอีกว่า สำหรับเป้าหมายของการแก้ไขหนี้ครูนั้น เพื่อต้องการยุบยอดหนี้ให้ลดลง หรือลดภาระหนี้โดยรวมของครูให้น้อยลง รวมถึงการช่วยบริหารจัดการทางการเงินให้ครูมีรายได้ไม่น้อยกว่า 30% ของเงินเดือนในการใช้จ่าย อีกทั้งยังทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพทางการศึกษา

และยังเป็นการสร้างฐานข้อมูลของกระทรวงฯ เกี่ยวกับภาระหนี้สินครู โดยเป็นความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้องจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมกันแก้ไขปัญหาครูที่มีหนี้สิน” นางสตรีนุช กล่าว

ทั้งนี้ครูที่มีหนี้สินทุกคนในสหกรณ์ออมทรัพย์ แนวทางในการช่วยเหลือ ก็คือ การลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง โดยอยู่ระหว่าง 0.05-1.00% ซึ่งขณะนี้มีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการนี้แล้วรวม 70 แห่ง จากสหกรณ์ทั้งหมด 108 แห่งทั้วประเทศ โดยมีสหกรณ์ 10 แห่ง ที่ลดดอกเบี้ยลงเหลือต่ำกว่า 5% การแก้ไขหนี้ครูครั้งนี้ จะมีครูได้รับประโยชน์มากถึง 460,000 คน
 

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ยังได้หารือและได้รับความร่วมมือจากธนาคารออมสิน ในการชะลอการดำเนินการทางกฎหมายกับครูที่เป็นหนี้เอ็นพีแอลอีกจำนวน 25,000 ราย

สำหรับในกรณีที่ครูต้องการเงินกู้ ในส่วนก็จะมีคณะกรรมการพิจารณาและควบคุมการอนุมัติเงินกู้ โดยได้รับความช่วยเหลือจากเครดิตบูโรในการเชื่อมต่อระบบข้อมูล เพื่อควบคุมยอดหนี้ทั้งหมดไม่ให้มากกว่า 70% ของรายได้ (ครูจะสามารถมีเงินใช้จ่ายได้ 30% ของเงินเดือน) อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบว่าครูที่ต้องการกู้เงินเพิ่มเติมแต่มีหนี้รวมมากกว่า 70% ก็จะไม่ได้รับการอนุมัติให้กู้เพิ่ม

ทั้งนี้ กรณีที่ครูมีปัญหาทางการเงินไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้ได้ต้องปรับโครงสร้างหนี้ ก็จะมีสถานีแก้หนี้ 2 ระดับ เพื่อไกล่เกลี่ย หรือทำการประนอมหนี้ หรือปรับโครงสร้างหนี้ โดยในระดับแรก คือ ระดับเขตพื้นที่การศึกษา โดยสถานีแก้หนี้ระดับเขตพื้นที่ของหน่วยงานต้นสังกัด (สพฐ./สอศ./กศน./สช.) ซึ่งมีผู้อำนวยการเขตพื้นที่เป็นประธาน จะทำหน้าที่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างเจ้าหนี้ และครู

หากการไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ ก็จะเป็นระดับที่สองโดยการยกระดับการแก้ไขสู่สถานีแก้หนี้ระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าฯ หรือรองผู้ว่าฯ เป็นประธาน ซึ่งจะมีหน้าที่ไกล่เกลี่ยหนี้ที่ไม่สามารถหาแนวทางในระดับเขตพื้นที่ได้ โดยต้องมีตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมเป็นกรรมการในการแก้ไข ศาลยุติธรรมพร้อมให้การสนับสนุน โดยสามารถประสานศูนย์ไกล่เกลี่ยหนี้ของศาล เพื่อหาแนวตกลงร่วมกัน
 

ทั้งนี้ แนวทางสนับสนุนการแก้ไข นอกจากหารือด้วยการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว อาจสามารถทำได้ (ขึ้นอยู่กับปัญหาลูกหนี้ และสถานะทางการเงินที่มี) โดยสามารถให้ครูนำเงินอนาคตมาใช้เป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันเงินกู้ได้ เช่น เงินบำเหน็จตกทอด เงินชพค. ซึ่งมีประมาณ 900,000 บาทต่อคน ใช้ปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับธปท. นอกจากนี้ ยังมีเงินหุ้นสหกรณ์ จากเดิมหากขาดส่งเงินค่าหุ้นประจำเดือนมากกว่า 3 เดือน จะเสียสิทธิประโยชน์ ก็จะมีการแก้ไขโดยให้มีการหักเงินค่าหุ้นสหกรณ์เป็นลำดับต้น เพื่อให้สิทธิครูนำผลประโยชน์ที่ได้จากหุ้นสหกรณ์นำมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้

รมว.ศธ.เผยหลังเปิดโครงการ “สร้างโอกาสใหม่ให้ครูไทย” 2 วันแรก ครูเข้าลงทะเบียนผ่านออนไลน์โครงการแก้หนี้แล้วเกือบ 7,400 ราย เป้าหมายเพื่อลดภาระหนี้โดยรวมของครูให้น้อยลง หนุนให้ครูมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และส่งผลดีต่อคุณภาพทางการศึกษา ตั้งสถานีช่วยไกล่เกลี่ยแก้หนี้แบบเบ็ดเสร็จ ดึงเครดิตบูโรคุมยอดหนี้กู้ใหม่ต้องไม่เกิน 70% พร้อมขานรับนโยบายของ “ประยุทธ์” ที่ต้องการแก้ไขหนี้สินภาคครัวเรือน

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 16 ก.พ. 2565 

ข่าวเกี่ยวข้อง

เปิด 4 แนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครู 9 แสนคน

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)  แถลงข่าวความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา  ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา และประกาศไว้ว่าปี 2565 เป็นปีแห่งการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือน โดยนายกฯ ได้มอบหมายให้นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มาดูแลแก้ไขปัญหานี้สินประชาชนรายย่อย ซึ่งในส่วนของ ศธ.ก็รับนโยบายมาเร่งดำเนินการแก้ปัญหาหนี้สินครูตั้งแต่ต้น โดยพบว่าครูมีหนี้สินกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้รวมครูที่เกษียณฯและครูที่ยังทำการสอนอยู่กว่า 900,000 คน ที่มีปัญหาหนี้ โดยศธ.ได้เร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครูให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ศธ.เห็นว่าครูเป็นส่วนสำคัญที่จะพัฒนาการศึกษาให้กับเยาวชน แต่ปัญหาหนี้สินเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลให้กับครูและครอบครัว จึงอยากสร้างขวัญกำลังใจให้ครู ขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ดังนั้น จะทำอย่างไรให้ครูที่เป็นหนี้ได้มีทางออกและมีกำลังใจในการทำงานพัฒนาการศึกษา โดยศธ.ได้ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีนายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน และมีนายสุทิน แก้วพนา รองปลัดศธ. เข้ามาช่วยดูแลเรื่องดังกล่าว 

เบื้องต้นคณะกรรมการแก้ไขปัญหานี้สินครูฯ ได้ออก 4 มาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยเฟสแรก ดังนี้

          1.การลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงโดยเปิดโครงการแก้ไขปัญหานี้สินครู ให้สหกรณ์ออมทรัพยครู ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ครูรายใหญ่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งขณะนี้มีสหกรณ์ออมทรัพยครูทั่วประเทศ จำนวน 108 แห่ง มีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 70 แห่ง เข้าร่วมโครงการแก้ปัญหาหนี้สินครูฯ และเร่งปรับอัตราดอกเบี้ยลงตั้งแต่ 0.05%-1.0% และพบว่าในจำนวนนี้มีสหกรณ์จำนวน 11 แห่ง ที่ปรับลดดอกเบี้ยต่ำกว่า 5% แล้ว โดยขณะนี้ครูที่ได้รับประโยชน์กว่า 460,000 คน และจะเร่งขยายผลให้ครอบคลุมทั่วประเทศในเฟสถัดไป

          2.การประสานขอความร่วมมือกับธนาคารออมสิน เพื่อขอให้ชะลอการดำเนินคดีทางกฎหมายกับกลุ่มครู ซึ่งจะมีครูได้รับประโยชน์กว่า 25,000 คน และเป็นที่ทราบดีว่าครูมีหนี้หลายด้าน ระบบการพิจารณาอนุมัติเงินกู้นั้นยังไม่เป็นระบบที่เชื่อมโยง ศธ.จึงร่วมมือกับบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) เพื่อเชื่อมต่อระบบข้อมูล และเพื่อควบคุมยอดหนี้ของครูแต่ละคนไม่ให้มากกว่า 70% ของรายได้ ให้ครูมีเงินเหลือใช้จ่ายได้ 30% ของเงินเดือน หากตรวจพบว่าครูต้องการกู้เงินเพิ่มเติมแต่ถ้ามีหนี้รวมมากกว่า 70% แล้ว ก็จะไมได้รับอนุมัติให้กู้เพิ่ม” น.ส.ตรีนุช กล่าว

3.จัดตั้งสถานีแก้หนี้ ระดับเขตและระดับจังหวัด โดยสถานีแก้หนี้ในระดับเขต จะมีผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เป็นประธานเข้ามาช่วยเจรจาไกล่เกลี่ย ประนอมหนี้และปรับโครงสร้างนี้ ส่วนในระดับจังหวัด จะมีผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานมาช่วยดูแลปัญหาหนี้สินให้ครู นอกจากนี้ ได้หารือเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ โดยจะไปดูระเบียบต่าง ๆว่าจะสามารถนำเงินบําเหน็จตกทอดต่าง ๆมาลดเงินต้น หรือลดหนี้ได้หรือไม่ หรือจะสามารถนำเงินโครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) มาใช้เป็นตัวค้ำประกันหนี้ได้หรือไม่ และ

 4.การให้ความรู้ด้านการเงินให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยประสานงานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาให้ความรู้ทางการเงินแก่ครูเพื่อให้สามารถวางแผนการเงินได้อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น 

เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมา ศธ.เปิดโครงการ “สร้างโอกาสใหม่ให้ครูไทย” โดยเปิดให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา เข้ามาลงทะเบียน ผ่านออนไลน์ เพื่อแจ้งความประสงค์ในการเข้าสู่กระบวนการแก้ปัญหาหนี้ พบว่ามีครูสนใจเข้ามาลงทะเบียนไม่น้อยกว่า 7,364 คนแล้ว ซึ่ง ศธ.จะจัดแยกข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครูในภาพรวมอย่างเป็นระบบ ซึ่งก็ยอมรับว่ามีแนวทางแก้ไขปัญหาหลายเรื่อง แต่มีข้อระเบียบต่างๆขณะนี้ ศธ.อยู่ระหว่างแก้ไขปลดล็อกระเบียบต่างๆเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูต่อไป” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

"ตรีนุช"แถลง 4 แนวทาง แก้ไขปัญหาหนี้ครู 9 แสนคน ดึงสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 70 แห่งร่วมโครงการ เฟสแรกลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 

ที่มา ; แนวหน้า วันอังคาร ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

คลิกรายละเอียด โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู

ข่าวเกี่ยวกัน

ครูลงทะเบียนแก้หนี้วันละ 2 พันคน เสมา 1 เตรียมประชุมชี้แจงมาตรการแก้ไข  

วันนี้ (23 ก.พ.) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ว่า ได้รับทราบรายงานถึงจำนวนครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมจนถึงปัจจุบัน มีจำนวน 16,701 ราย โดยเฉลี่ยมีผู้เข้าร่วมวันละประมาณ 2,000 ราย โดยการเปิดรับการลงทะเบียนยังคงมีต่อเนื่องจนถึงวันที่ 15 มีนาคมนี้ ทั้งนี้ หากมีครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ไม่สามารถลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ในเขตพื้นที่การศึกษาเพื่ออำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนได้

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ในวันที่ 3 มีนาคม 2565 นี้ จะมีการประชุมกับผู้เกี่ยวข้องที่ได้รับการแต่งตั้งในคณะกรรมการแก้ไขหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับจังหวัด (สถานีแก้หนี้) เพื่อชี้แจงถึงแนวทางในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครั้งนี้

รวมถึงการชี้แจงถึงข้อปฏิบัติในการตัดยอดหนี้ การทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ การเชื่อมต่อระบบฐานข้อมูลกับบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) รวมถึงการให้ความรู้เพื่อสร้างระเบียบวินัยทางการเงิน

โครงการแก้หนี้สินครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่กำหนดให้ปีนี้ เป็นปีแห่งการไขหนี้สินภาคครัวเรือน ศธ.มีความตั้งใจอย่างที่สุดที่จะยกระดับความเป็นอยู่ของครูให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะครูควรมีรายได้เหลือไม่น้อยกว่า 30 เปอร์เซนต์ของเงินเดือนหลังการหักชำระหนี้แล้ว เพื่อมีไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ครูจะได้ลดข้อกังวลถึงปัญหาในการดำเนินชีวิต และทุ่มเทให้กับการเรียนการสอน เพื่อสร้างคุณภาพทางการศึกษา” นางสาวตรีนุชกล่าว

ขณะเดียวกัน จะมีตัวอย่างรูปธรรมของการปรับโครงสร้างหนี้ครูในหลายกรณี ทั้งการขยายงวดการชำระหนี้ การขอปรับลดค่าธรรมเนียม รวมถึงข้อเจรจาอื่นๆ ที่ส่งผลให้ครูลดภาระการชำระหนี้ต่อเดือนได้ลดลง และสามารถมีเงินในกระเป๋าเพื่อไว้ใช้จ่ายได้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ยังมิได้นับรวมเงินที่เพิ่มขึ้นจากการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ครูทุกคนได้รับ
 

ที่มา ; ผู้จัดการออนไลน์ 23 ก.พ. 2565

ข่าวเกี่ยวกัน 

ครูลงทะเบียนแก้หนี้วันละ 2 พันคน เสมา 1 เตรียมประชุมชี้แจงมาตรการแก้ไข  

วันนี้ (23 ก.พ.) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ว่า ได้รับทราบรายงานถึงจำนวนครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมจนถึงปัจจุบัน มีจำนวน 16,701 ราย โดยเฉลี่ยมีผู้เข้าร่วมวันละประมาณ 2,000 ราย โดยการเปิดรับการลงทะเบียนยังคงมีต่อเนื่องจนถึงวันที่ 15 มีนาคมนี้ ทั้งนี้ หากมีครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ไม่สามารถลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ในเขตพื้นที่การศึกษาเพื่ออำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนได้

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ในวันที่ 3 มีนาคม 2565 นี้ จะมีการประชุมกับผู้เกี่ยวข้องที่ได้รับการแต่งตั้งในคณะกรรมการแก้ไขหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับจังหวัด (สถานีแก้หนี้) เพื่อชี้แจงถึงแนวทางในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครั้งนี้

รวมถึงการชี้แจงถึงข้อปฏิบัติในการตัดยอดหนี้ การทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ การเชื่อมต่อระบบฐานข้อมูลกับบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) รวมถึงการให้ความรู้เพื่อสร้างระเบียบวินัยทางการเงิน

โครงการแก้หนี้สินครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่กำหนดให้ปีนี้ เป็นปีแห่งการไขหนี้สินภาคครัวเรือน ศธ.มีความตั้งใจอย่างที่สุดที่จะยกระดับความเป็นอยู่ของครูให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะครูควรมีรายได้เหลือไม่น้อยกว่า 30 เปอร์เซนต์ของเงินเดือนหลังการหักชำระหนี้แล้ว เพื่อมีไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ครูจะได้ลดข้อกังวลถึงปัญหาในการดำเนินชีวิต และทุ่มเทให้กับการเรียนการสอน เพื่อสร้างคุณภาพทางการศึกษา” นางสาวตรีนุชกล่าว

ขณะเดียวกัน จะมีตัวอย่างรูปธรรมของการปรับโครงสร้างหนี้ครูในหลายกรณี ทั้งการขยายงวดการชำระหนี้ การขอปรับลดค่าธรรมเนียม รวมถึงข้อเจรจาอื่นๆ ที่ส่งผลให้ครูลดภาระการชำระหนี้ต่อเดือนได้ลดลง และสามารถมีเงินในกระเป๋าเพื่อไว้ใช้จ่ายได้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ยังมิได้นับรวมเงินที่เพิ่มขึ้นจากการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ครูทุกคนได้รับ
 
 

ที่มา ;  ผู้จัดการออนไลน์

ตรีนุช” เตรียมจัดอับดับปัญหาหนี้ครู หวังแก้ไขได้ตรงจุด

วันนี้ (28 ก.พ.) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการดูงานการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูราชบุรี จำกัด ว่า รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการแก้หนี้ภาคครัวเรือน และมีการบูรณาการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ปัญหาหนี้สินครูและบุคลากร ทางการศึกษาได้รับการเยียวยาช่วยเหลือ เพื่อทุกครัวเรือนมีชีวิตความเป็นอยู่ ที่ดีขึ้น ซึ่งสหกรณ์ออมทรัพย์ครูราชบุรี เป็นหนึ่งใน 70 สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบที่เข้าร่วมแก้ไขหนี้สินครูฯด้วยแนวทางการช่วยเหลือสมาชิกที่หลากหลาย อาทิ การปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง เพื่อช่วยเหลือสมาชิกสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 4.90 ต่อปี ซึ่งถือเป็น 1 ในสหกรณ์ 10 แห่งที่ได้ลดดอกเบี้ยลงจนเหลือต่ำกว่าร้อยละ 5 , เป็นสหกรณ์ที่มีความเข้มแข็งไม่ได้กู้ยืมเงินที่อื่นมาดำเนินการ ,มีการปรับโครงสร้างหนี้หรือรวมหนี้ เพื่อช่วยเหลือสมาชิกที่มีเงินเดือนติดลบ ให้มีเงินเดือนคงเหลือใช้จ่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ซึ่งเป็นเป้าหมายพื้นฐานหลักของนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการเห็นครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับการยกระดับคุณภาพชีวิต ลดข้อกังวลในการดำเนินชีวิตประจำวันให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะส่งผลให้คุณครูสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยเฉพาะเรื่องของการพัฒนาการเรียนการสอน ซึ่งจะส่งผลต่อเด็กและเยาวชนของเรา ที่จะเติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ ได้ตั้งคณะกรรมการแก้ไขหนี้สินครู หรือ สถานีแก้หนี้ครูขึ้น 2 ระดับ คือ ระดับจังหวัด และระดับเขตพื้นที่ รวมทั้งเปิดรับลงทะเบียนครูที่ต้องการเข้ารับการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 20,000 รายโดยยังคงเปิดรับการลงทะเบียนไปเรื่อยๆ ไม่มีกำหนดปิด อย่างไรก็ตามเมื่อครบการเปิดลงทะเบียน 1 เดือนในวันที่ 15 มีนาคมนี้จะมีการประมวลผลว่าครูมีปัญหาเรื่องใดมากที่สุด เพื่อจัดลำดับการแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด

การดำเนินการเพื่อช่วยเหลือครู และบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นระบบในครั้งนี้ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานภายในของกระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงินต่างๆและที่ขาดไม่ได้ คือสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่จะเป็นกลไกสำคัญของการแก้หนี้ครูให้ประสบความความสำเร็จ วันนี้ดิฉันได้เห็นโมเดลต่างๆที่เป็นประโยชน์ และจะนำรูปแบบที่เหมาะสมไปปรับใช้กับสหกรณ์อื่นๆ “ นางสาวตรีนุช กล่าว
 

ที่มา ; ผู้จัดการออนไลน์

ข่าวเกี่ยวกัน 

ตรีนุช’ ประชุมแจงภารกิจ 558 สถานีแก้หนี้ครู กำชับอนุมัติเงินกู้อย่างเคร่งครัด

 

..ตรีนุช กล่าวต่อว่า ศธ.ได้กำหนดแนวทางขับเคลื่อนในเฟสแรก เป็น 4 มาตรการ ดังนี้

          มาตรการที่ 1.ลดดอกเบี้ย โดยเปิดโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ครูรายใหญ่เข้าร่วม ขณะนี้มีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 70 แห่ง จากทั้งหมด 108 แห่ง เข้าร่วมปรับอัตราดอกเบี้ยแล้ว โดยจะปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงตั้งแต่ 0.05-1.0% และพบว่ามีสหกรณ์ 11 แห่ง สามารถปรับลดดอกเบี้ยให้ลงเหลือต่ำกว่า 5% โดยมีครูที่ได้รับประโยชน์ทันทีกว่า 460,000 คน และจะเร่งขยายผลให้ครอบคลุมทั่วประเทศในเฟสถัดไป ซึ่งครูมีหนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 1,000,000 บาท หากอัตราดอกเบี้ยลดลง 1% จะทำให้ครูมีเงินไว้ใช้จ่ายต่อปีเพิ่มขึ้นถึง 10,000 บาท ขณะเดียวกันนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะเป็นคนกลางในการประสานขอความร่วมมือกับธนาคารออมสิน เพื่อชะลอการดำเนินคดีทางกฎหมายกับกลุ่มครู ซึ่งคาดว่ามีครูได้รับประโยชน์กว่า 25,000 คน  

          มาตรการที่ 2. พิจารณาและควบคุมการอนุมัติเงินกู้อย่างเคร่งครัด โดยยอดหนี้รวมทั้งหมดของผู้กู้ต้องไม่ให้มากเกินกว่า 70% ของรายได้ เพื่อให้ครูสามารถมีเงินใช้จ่ายได้ 30% ของเงินเดือน ศธ.ร่วมมือกับบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโรในการสร้างระบบและเชื่อมโยงหนี้รายบุคคล เพื่อให้ทราบข้อมูลหนี้ครูรายคนสำหรับการบริหารจัดการและไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อน โดยทางเครดิตบูโรสนับสนุนให้ ศธใช้ระบบได้ฟรี ไม่คิดใช้จ่าย หากตรวจพบว่าครูที่ต้องการกู้เงินเพิ่มเติม มีหนี้รวมมากกว่า 70% จะไม่ได้รับการอนุมัติให้กู้เพิ่ม ..ตรีนุช กล่าว 

มาตรการที่ 3. จัดตั้งสถานีแก้หนี้ครูฯ ระดับเขตพื้นที่การศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษา 481 แห่ง และระดับจังหวัด 77 จังหวัด รวม 558 สถานีทั่วประเทศ โดยดำเนินการในรูปคณะกรรมการ ซึ่งระดับเขตพื้นที่ฯ กำหนดให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) หรือ หัวหน้าหน่วยงานทางการศึกษา เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่กำหนดแนวทางแก้หนี้ร่วมกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ส่วนราชการ และสถาบันการเงิน ,จัดทำระบบข้อมูลปรับปรุง กำหนดมาตรการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ , รับลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างเจ้าหนี้กับครูและผู้ค้ำประกัน ส่วนสถานีแก้หนี้ครูฯระดับจังหวัด จะมีผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน กำกับดูแลในภาพรวมของจังหวัด บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นภายในจังหวัด ช่วยเหลือสถานีแก้หนี้ตามที่ได้รับการร้องขอ 

มาตรการที่ 4. ให้ความรู้ด้านการเงินให้ครูและบุคลาการทางการศึกษา โดยประสานงานกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ครูสามารถวางแผนการเงิน และมีระเบียบวินัยในการใช้จ่ายได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

ศธ.ได้เปิดให้ครูมาลงทะเบียนแก้ปัญหาหนี้สินตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีครูมาลงทะเบียนแล้ว 27,427 ราย ต่อไป ศธ.จะส่งข้อมูลนี้ให้เขตพื้นที่ฯ เร่งดำเนินการช่วยเหลือ ขณะเดียวกัน ศธ.จะเดินหน้าหาแนวทางแก้ไขที่หลากหลาย รวมถึงดำเนินการปลดล็อกข้อจำกัดเกี่ยวกฎ ระเบียบต่าง ๆ เพื่อแบ่งเบาการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูต่อไป ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี ถ้าศธ.สามารถช่วยเหลือครูเหล่านี้ได้ ตัวเลขที่ครูมาลงทะเบียนจะเพิ่มขึ้น” นางสาวตรีนุช กล่าว 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีเสียงสะท้อนมาว่านโยบายของ ศธ.เป็นนโยบายที่ดี แต่ขณะนี้มีแนวทาง มาตรการแก้ไขเท่านั้น จะดำเนินการติดตามผลอย่างไร เพื่อให้ตอบสังคมได้ว่ามาตรการที่ออกมาช่วยเหลือครูได้จริง..ตรีนุช กล่าวว่า สามารถติดตามผลได้ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ครู 70 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการแก้ปัญหาหนี้ฯ ศธ.ก็จะทราบตัวเลขครูทันทีว่า ครูที่เป็นสมาชิกได้รับความช่วยเหลือมีจำนวนเท่าใด ครูได้ลดดอกเบี้ยจำนวนเท่าใด และจะแบ่งเบาภาระครูได้จำนวนเท่าใด เป็นต้น  

ด้าน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้ สพฐ.ได้วางแผนในการดูแลปัญหาหนี้สินครูไว้ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 คือครูที่มีหนี้สินอยู่ ที่ต้องช่วยเหลือให้มีเงินเหลือแต่ละเดือนไม่น้อยกว่า 30% กลุ่มที่2 กลุ่มครูที่ยังไม่ถึงกับมีปัญหาหนี้สินมาก แต่ต้องวางแผนในการเกษียณอายุราชการ ซึ่งต้องมีการวางแผนบริหารจัดการหนี้สินที่มีอยู่ให้สามารถดำรงชีพได้ มีเงินเหลือเกิน 30% และไม่มีผลกระทบ และกลุ่มที่ 3 กลุ่มครูบรรจุใหม่ ซึ่งจะเน้นการวางแผนการใช้เงินไม่ให้มีปัญหาเหมือนรุ่นพี่ เพราะฉะนั้นจะต้องสอนให้มีวินัยทางการเงิน

โดยสพฐ.จะร่วมกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดอบรมเรื่องการทำบันทึกการใช้จ่ายเงิน การทำแผนทางการเงิน โดยเน้นเรื่องของวินัยทางการเงินของครู ที่จะต้องไม่ก่อหนี้ ไม่ปล่อยให้เป็นหนี้สินรุงรัง แล้วมาแก้ปัญหาภายหลัง 

 

สรุปสาระสำคัญ

 

รัฐบาลกำหนดให้ปี 2565 เป็นปีแห่งการแก้ไขหนี้สินภาคครัวเรือน โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับปัญหาหนี้สินของครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 900,000 คน และมีมูลหนี้รวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท กระทรวงศึกษาธิการจึงเปิดโครงการ “สร้างโอกาสใหม่ให้ครูไทย” เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ครูอย่างเป็นระบบ ผ่านการลงทะเบียนออนไลน์และการบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐ เอกชน สถาบันการเงิน และสหกรณ์ออมทรัพย์ครู

เป้าหมายสำคัญคือการลดภาระหนี้โดยรวม ยุบยอดหนี้ ลดดอกเบี้ยเงินกู้ และควบคุมการก่อหนี้ใหม่ไม่ให้เกิน 70% ของรายได้ เพื่อให้ครูมีเงินเหลือใช้ไม่น้อยกว่า 30% ของเงินเดือน พร้อมทั้งสร้างฐานข้อมูลหนี้ครูเชื่อมโยงกับเครดิตบูโรเพื่อป้องกันปัญหาซ้ำซ้อน 

มาตรการสำคัญประกอบด้วย การลดดอกเบี้ยเงินกู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู การชะลอการดำเนินคดีหนี้ NPL การจัดตั้ง “สถานีแก้หนี้” 2 ระดับ คือ ระดับเขตพื้นที่และระดับจังหวัด เพื่อไกล่เกลี่ยและปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงการให้ความรู้ด้านวินัยทางการเงินแก่ครูทุกช่วงวัย นโยบายดังกล่าวมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตครู ลดความกังวลทางเศรษฐกิจ และส่งผลเชิงบวกต่อคุณภาพการจัดการศึกษาในระยะยาว 

ข้อสอบ

 

ข้อที่ 1

เป้าหมายเชิงระบบที่สำคัญที่สุดของโครงการ “สร้างโอกาสใหม่ให้ครูไทย” คือข้อใด
ก. เพิ่มสภาพคล่องให้ครูในระยะสั้น
ข. ลดจำนวนคดีฟ้องร้องครู
ค. ควบคุมโครงสร้างหนี้ครูให้ยั่งยืนและไม่เกิดปัญหาซ้ำ
ง. เพิ่มสวัสดิการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ

 

ข้อที่ 2

การกำหนดให้ครูต้องมีเงินเหลือไม่น้อยกว่า 30% ของเงินเดือน สะท้อนหลักการใดมากที่สุด
ก. หลักความคุ้มค่าเชิงงบประมาณ
ข. หลักความมั่นคงทางอาชีพ
ค. หลักวินัยทางการเงินและคุณภาพชีวิต
ง. หลักการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน

 

ข้อที่ 3

บทบาทของ “เครดิตบูโร” ในการแก้ไขหนี้ครู มีความสำคัญเชิงนโยบายอย่างไร
ก. เพิ่มความรวดเร็วในการอนุมัติเงินกู้
ข. ป้องกันการก่อหนี้ซ้ำซ้อนและเกินศักยภาพ
ค. ใช้แทนการพิจารณาของสหกรณ์
ง. ลดขั้นตอนการไกล่เกลี่ยหนี้

 

ข้อที่ 4

หากการไกล่เกลี่ยหนี้ในระดับเขตพื้นที่ไม่สำเร็จ ขั้นตอนต่อไปตามนโยบายคือข้อใด
ก. ส่งศาลพิจารณาทันที
ข. ยกเลิกสิทธิการเข้าร่วมโครงการ
ค. ปรับลดเงินเดือนครูชั่วคราว
ง. ยกระดับสู่สถานีแก้หนี้ระดับจังหวัด

 

ข้อที่ 5 

จากมุมมองผู้บริหารสถานศึกษา มาตรการใดมีผลป้องกันปัญหาหนี้ครูในระยะยาวมากที่สุด
ก. การลดดอกเบี้ยเงินกู้
ข. การชะลอคดีความ
ค. การใช้เงินบำเหน็จเป็นหลักประกัน
ง. การให้ความรู้ด้านวินัยทางการเงินแก่ครูรุ่นใหม่

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม