
ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้เห็นชอบแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564 – 2570 ซึ่งแผนดังกล่าวอยู่ภายใต้ความร่วมมือของ 4 หน่วยงานหลัก คือ กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยมีสภาการศึกษา (สกศ.)เป็นเจ้าภาพในการจัดทำแนวทางการพัฒนาเด็กปฐมวัย เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นตัวกลางเชื่อมโยงกับทุกกระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนในลักษณะของการบูรณาการนั้น
ขณะนี้สกศ.ได้จัดทำแนวทางการพัฒนาเด็กปฐมวัยคืบหน้าไปพอสมควรแล้ว และเมื่อเร็ว ๆนี้ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ที่มีดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ยังได้มีการรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานให้ที่ประชุมได้รับทราบด้วย
ดร.อำนาจ กล่าวต่อว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สกศ.ได้ส่งหนังสือแจ้งทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเด็กเล็ก เพื่อให้รับทราบว่าครม.ได้เห็นชอบแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564 – 2570 แล้ว และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมการวางแผนปฎิบัติการในการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม และให้จัดส่งแผนปฎิบัติการมาที่สกศ.ภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อสกศ.จะได้ช่วยวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆว่ามีช่องโหว่อะไรหรือไม่ อย่างไร ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กส่วนใหญ่จะมีแผนและมาตรฐานในการดำเนินการพัฒนาเด็กปฐมวัยอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมาช่วยกันดูว่ามีปัญหาหรือไม่ ต้องพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างไร เพื่อที่การทำงานพัฒนาเด็กจะได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ขณะเดียวกัน สกศ.จะจัดเวิร์คช็อปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็ก โดยเฉพาะจาก 4 กระทรวงหลักคือ มท. ศธ. สธ.และพม. เพื่อมาคุยกัน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการดำเนินงานว่ามีปัญหาตรงจุดไหน มีช่องโหว่อะไรบ้าง รวมถึงดูตัวชี้วัดต่างๆร่วมกัน และการทำงานเป็นไปตามยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนงานพัฒนาเด็กหรือไม่ หรือมียุทธศาสตร์ไหนบ้างที่หน่วยงานยังไม่ได้ทำจะได้เร่งทำ โดยคาดว่าจะจัดเวิร์คช็อปได้ช่วงเดือนกันยายนนี้
“ใน พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 มาตรา 19 ยังได้กำหนดไว้ว่า เมื่อ ครม.เห็นชอบแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564 – 2570 แล้ว และต้องประกาศให้รับทราบทั่วกัน ดังนั้น ดร.วิษณุ ขอให้ สกศ.ช่วยเร่งดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวด้วย ซึ่งทาง สกศ.ได้เตรียมการเรียบร้อยแล้ว และจะนำเสนอ ดร.วิษณุ ลงนามในแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564 – 2570 จากนั้นจะไปสู่ขั้นตอนลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อประกาศให้ทุกคนได้รับทราบและปฎิบัติตามกฎหมายต่อไป ” ดร.อำนาจ กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 10 สิงหาคม 2564
แผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564–2570 ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี โดยเป็นความร่วมมือของ 4 กระทรวงหลัก ได้แก่ มหาดไทย ศึกษาธิการ สาธารณสุข และการพัฒนาสังคมฯ โดยมีสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำแนวทางและบูรณาการการดำเนินงานร่วมกัน เพื่อให้การพัฒนาเด็กปฐมวัยเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทุกมิติ และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
สกศ.ได้ดำเนินการจัดทำแนวทางไปแล้วในระดับหนึ่ง พร้อมทั้งแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนปฏิบัติการส่งภายในกำหนด เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ และตรวจสอบช่องว่างของการดำเนินงาน รวมถึงเตรียมจัดเวิร์กช็อปเพื่อแลกเปลี่ยนปัญหา อุปสรรค ตัวชี้วัด และความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์
ทั้งนี้ แผนดังกล่าวมีฐานทางกฎหมายรองรับตามพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 มาตรา 19 ซึ่งกำหนดให้ต้องประกาศใช้อย่างเป็นทางการหลัง ครม.เห็นชอบ โดยขั้นตอนต่อไปคือการลงนามและประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้ทุกหน่วยงานนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง อันจะนำไปสู่การพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
ข้อ 1 จุดมุ่งหมายหลักของแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยคือข้อใด
ก. เพิ่มงบประมาณการศึกษา
ข. สร้างการทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงาน
ค. ลดจำนวนเด็กนอกระบบ
ง. เพิ่มจำนวนครูปฐมวัย
ข้อ 2 หน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการจัดทำแนวทาง
ก. กระทรวงศึกษาธิการ
ข. กระทรวงมหาดไทย
ค. สภาการศึกษา
ง. กระทรวงสาธารณสุข
ข้อ 3 การให้หน่วยงานส่งแผนปฏิบัติการมีเป้าหมายเพื่ออะไร
ก. ตรวจสอบงบประมาณ
ข. ประเมินบุคลากร
ค. วิเคราะห์ช่องว่างการดำเนินงาน
ง. จัดอันดับหน่วยงาน
ข้อ 4 การจัดเวิร์กช็อปมีความสำคัญอย่างไร
ก. เพิ่มงบประมาณ
ข. แลกเปลี่ยนปัญหาและปรับปรุงการดำเนินงาน
ค. สร้างการแข่งขัน
ง. ประเมินผลนักเรียน
ข้อ 5 กฎหมายที่รองรับแผนนี้คือข้อใด
ก. พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ
ข. พ.ร.บ.เด็กและเยาวชน
ค. พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562
ง. พ.ร.บ.ครู
ข้อ 6 ขั้นตอนหลัง ครม.เห็นชอบคืออะไร
ก. เริ่มใช้งานทันที
ข. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ค. ส่งให้โรงเรียน
ง. ประชุมครู
ข้อ 7 หากหน่วยงานทำงานไม่สอดคล้องกัน จะส่งผลอย่างไร
ก. เกิดการแข่งขัน
ข. การพัฒนาไม่เป็นทิศทางเดียวกัน
ค. งบประมาณเพิ่ม
ง. เด็กเรียนเก่งขึ้น
ข้อ 8 ตัวชี้วัดมีบทบาทสำคัญอย่างไร
ก. ใช้ตัดงบ
ข. ใช้ประเมินความสำเร็จของแผน
ค. ใช้ลงโทษ
ง. ใช้คัดเลือกบุคลากร
ข้อ 9 การบูรณาการหน่วยงานส่งผลดีที่สุดในด้านใด
ก. ลดภาระครู
ข. เพิ่มการแข่งขัน
ค. เพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาเด็ก
ง. ลดจำนวนเด็ก
ข้อ 10 ผู้บริหารสถานศึกษาควรนำแผนนี้ไปใช้อย่างไร
ก. ปรับใช้ตามบริบทพื้นที่
ข. ใช้เหมือนกันทุกแห่ง
ค. ไม่ต้องปรับ
ง. ใช้เฉพาะบางกิจกรรม
คลิกเฉลย >>>