สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ยุบส่วนภูมิภาค : กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น? (3)

ยุบส่วนภูมิภาค : กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น? (ตอนที่ 11)

          ความร่วมมือ 3 ฝ่ายของภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และสถาบันการศึกษาของประเทศจีน ในการสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ที่ผมได้มีโอกาสไปรับรู้รับทราบมา คือ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2560 ผมได้มีโอกาสร่วมคณะนักบริหารระดับสูง กระทรวงศึกษาธิการ (นบส.ศธ.รุ่นที่ี 7) ไปศึกษาดูงานเรื่องการบริหารและการจัดการศึกษาของสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ มหานครฉงชิ่งและเมืองเฉินตู มณฑลเสฉวน โดยมีสถานที่ศึกษาดูงานที่สำคัญ 4 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยซีหนาน (Southwest University), มหาวิทยาลัยเกษตรเสฉวน (Sichuan Agricultural University), สำนักงานการศึกษานครเฉินตู (The Education Bureau of Chengdu), และสำนักงานกงศุลใหญ่ ณ นครเฉินตู มณฑลเสฉวน
          ในการศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยซีหนาน (Southwest University) ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยได้บรรยายให้คณะฯที่ไปศึกษาดูงานได้ทราบว่า รัฐบาลกลางของจีนได้มอบนโยบายให้มหาวิทยาลัยของรัฐ ได้ "มีส่วนร่วม" ในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ "Made in China 2025" ดังนี้
          1.ขอให้มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตที่มี "คุณภาพ" และมี "ทักษะ" ตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจเอกชน และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ "Made in China 2025" 
          2.ขอให้มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับงานด้าน "การวิจัยและพัฒนา (R&D)" ทั้งการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลตามแผนยุทธศาสตร์ "Made in China 2025"
          3.ขอให้มหาวิทยาลัยเข้าไปช่วยเหลือและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้พึ่งพาตนเองได้
          การดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ "Made in China 2025" รัฐบาลจีนมีเป้าหมายสำคัญ คือ การยกระดับการผลิตสินค้าของประเทศจีนให้ก้าวไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมในการผลิตสินค้า ไปพร้อมกับการสร้าง "แบรนด์สินค้า" ของประเทศจีนโดยเฉพาะ ซึ่งจะทำให้สินค้าอุตสาหกรรมใหม่ของจีนเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และสามารถแข่งขันกับประเทศอุตสาหกรรมรายใหญ่ๆของโลกได้ ซึ่งจะทำให้ประเทศจีนสามารถก้าวข้ามจาก "ประเทศรายได้ปานกลาง" ไปเป็น "ประเทศรายได้สูง" ได้ในเวลาอันรวดเร็วขึ้น (สาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นแม้ว่าจะเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจหรือ GDP ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาก็ตาม แต่เนื่องจากจีนมีประชากรมากถึง 1,400 ล้านคน จึงทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีของคนจีนยังไม่สูงมากนัก ธนาคารโลกจึงยังคงจัดให้ประเทศจีนเป็น "ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง" อันดับที่ 12 ของโลก (เช่นเดียวกับประเทศไทยซึ่งจัดอยู่อันดับที่ 51 ของโลก) โดยประเทศที่มี "รายได้ปานกลางระดับสูง" ตามนิยามของธนาคารโลก หมายถึงประชากรในประเทศมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีอยู่ที่ 4,046-12,535 ดอลลาร์สหรัฐ .. ข้อมูลเว็บไซต์ BLT Bangkok วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2565) ดังนั้น สาธารณรัฐประชาชนจีนจึงจำเป็นต้องนำยุทธศาสตร์ "Made in China 2025" มาใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อที่จะทำให้คนจีนมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเพิ่มขึ้น
          การบรรยายของผู้บริหารมหาวิทยาลัยซีหนานในวันนั้น ทำให้ผมเล็งเห็นว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยความร่วมมือจาก "สถาบันการศึกษา" เพราะสถาบันการศึกษาเป็นผู้ผลิตบัณฑิตที่จะออกไปเป็น "แรงงาน" ตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจเอกชน ถ้าหากการผลิตบัณฑิตสามารถตอบโจทย์ของภาคธุรกิจเอกชนได้เป็นอย่างดี จะทำให้ภาคธุรกิจเอกชนมีความ "มั่นใจ" ที่จะลงทุนภายในประเทศมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ "สถาบันการศึกษา" ยังมีจุดเด่นในด้านการศึกษาค้นคว้าหรือ "การวิจัยและพัฒนา(R&D)" ที่จะนำไปต่อยอดการสร้าง "นวัตกรรม" และการสร้าง "แบรนด์" สินค้าอีกด้วย
          หันกลับมาดูประเทศไทย มหาวิทยาลัยของไทยส่วนใหญ่ยังคงมุ่งที่จะผลิตบัณฑิต "ตามความต้องการของมหาวิทยาลัย" นั่นคือ การผลิตบัณฑิตตามจำนวนที่แต่ละคณะหรือสาขาวิชาสามารถรับนักศึกษาเข้าเรียนได้ โดยไม่ได้ให้ความสนใจว่ารัฐบาลจะมีนโยบายอย่างไร หรือมีทิศทางการพัฒนาประเทศไปทางไหน หรือว่าภาคธุรกิจเอกชนต้องการ "แรงงาน" ที่มี "ทักษะ" แบบใด จึงเป็นเหตุให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีบัณฑิตตกงานปีละไม่ต่ำกว่า 100,000 คน นอกจากนี้มหาวิทยาลัยของไทยยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานด้าน "การวิจัยและพัฒนา(R&D)" เท่าที่ควร ทำให้้ประเทศไทยไม่มี "องค์ความรู้" ใหม่ๆไปพัฒนาประเทศ
          ในส่วนของการศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยเกษตรเสฉวน (Sichuan Agricultural University) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในสังกัดของมณฑลเสฉวนนั้น ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยได้บรรยายให้ทราบว่า มหาวิทยาลัยได้รับมอบนโยบายจากรัฐบาลให้เข้าไปส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรของมณฑลเสฉวน โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การทำให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมทั้งเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรกลับคืนสู่ท้องถิ่น (แทนการมุ่งหน้าไปทำงานในเมือง) มหาวิทยาลัยจึงส่งนักวิชาการและนักศึกษาลงไปทำการศึกษา "วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช" หลายชนิดที่ปลูกในมณฑลเสฉวน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชที่ีมี "ความแข็งแรง" ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศและการแพร่ระบาดของโรคแมลงศัตรูพืช รวมทั้งการพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อที่จะทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มปริมาณผลผลิตต่อไร่ให้ได้มากขึ้นกว่าเดิมด้วย
          นี่คือ ตัวอย่างการมีส่วนร่วมของสถาบันการศึกษาในการเข้ามาสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ เพื่อช่วย "ขับเคลื่อน" การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศจีน ในขณะที่ีประเทศไทยยังไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เท่าที่ควร การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลส่วนใหญ่ยังคงเป็นหน้าที่ของ "ราชการส่วนกลาง" แต่ฝ่ายเดียว

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
           11 กุมภาพันธ์ 2565

 

ยุบภูมิภาค : กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น? (ตอนที่ 12)
          ยุทธศาสตร์ "Made in China 2025" ซึ่ง สี จิ้นผิง ผู้นำรุ่นที่ 5 ได้นำมากำหนดเป็นนโยบายในการยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมของสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อปี พ.ศ.2558 นั้น เป็นยุทธศาสตร์ที่ต้องอาศัย "ความร่วมมือ" อย่างจริงจังจากภาคธุรกิจเอกชนของจีน ปรากฏว่ามีภาคธุรกิจเอกชนรายใหญ่ๆของจีนเห็นช่องทางและโอกาส ที่ีจะลงทุนผลิตสินค้าและบริการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น จึงให้ความร่วมมือดำเนินการกับภาครัฐอย่างจริงจัง ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Huawei ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ผลิต Smart phone อันดับ 2 ของโลก (แซงหน้า Apple ไปแล้ว) ความสำเร็จของบริษัท Huawei ในการลงทุนผลิต Smart phone นั้น บริษัทวิจัยการตลาด "Counterpoint" รายงานว่า "เบื้องหลังความสำเร็จคือ R&D เพราะเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนามากที่สุด นอกจากนี้ก็มีบริษัท DJI หรือ Da-Jaing Innovation Science and Technology ผู้ผลิตและจำหน่าย "โดรน (Drone)" หรืออากาศยานไร้คนขับ ซิ่งครองอันดับ 1 ในตลาดโลกด้วยส่วนแบ่งการตลาดกว่า 70% รวมทั้งบริษัทผู้ผลิตและให้บริการเทคโนโลยีชั้นนำอื่นๆ เช่น Baidu, Alibaba, และ Tencent ซึ่งเทียบได้กับ Google, E-Bay และ Facebook เป็นต้น" บริษัทต่างๆดังกล่าวแล้วมุ่งที่จะผลิตสินค้าที่ีใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และพัฒนาแบรนด์สินค้าของตนเองจนติดตลาดโลก ทั้งนี้ก็เพื่อตอบโจทย์นโยบาย "Made in China 2025" ของรัฐบาลจีน เพื่อที่จะช่วยรัฐบาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศจีนให้ขยายตัวก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้คนในประเทศมีงานทำ มีรายได้ และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
          ในส่วนของประเทศไทย เมื่อรัฐบาลประกาศใช้นโยบาย "ประเทศไทย 4.0" เมื่อปี พ.ศ.2560 โดยรัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายที่จะให้การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 อุตสาหกรรม ซึ่งประกอบด้วยอุตสาหกรรมเดิมที่ยังมีอนาคต (First S-Curve) และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) แต่ปรากฏว่า ไม่มีภาคเอกชนรายใหญ่ของไทยรายใดให้ความสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งที่ประเทศไทยก็มี "ยักษ์ใหญ่" ในภาคอุตสาหกรรมอยู่พอสมควร เช่น บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารและเกษตรแปรรูปรายใหญ่ของไทย ควรที่จะสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ หรืออุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารที่ีมาจากสินค้าเกษตรของไทย เพื่อที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรของไทยให้สูงขึ้น และสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศเพิ่มขึ้น กลับไปสนใจลงทุนในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง - สุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา) ในขณะที่บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัดก็ไปให้ความสนใจลงทุนโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ - หัวหิน มากกว่า อย่างไรก็ตามก็ยังมีภาคธุรกิจเอกชนบางรายได้ให้ความสำคัญกับนโยบายดังกล่าว เช่น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ได้ให้ความสนใจลงทุนสนับสนุนนโยบาย "ประเทศไทย 4.0" ของรัฐบาล โดยบริษัท ปตท.ได้ร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน 7 ราย ลงทุนพัฒนาพื้นที่ "วังจันทร์วัลเล่ย์" จังหวัดระยอง ให้กลายเป็น Smart City แห่งแรกของประเทศไทย (หนังสือพิมพ์รายวันข่าวหุ้นธุรกิจ วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2563) นอกจากนี้ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ยังไปร่วมลงทุนกับบริษัท หงไห่ พริซิชั่น อินดัสทรี้ จำกัด หรือฟ๊อกซ์คอนน์ (Foxconn) จัดตั้งโรงงานยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรขึ้นในประเทศไทย (ข่าวประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2564) ทั้งนี้ เพื่อขานรับนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่อีกด้วย
           เหตุผลสำคัญที่ภาคธุรกิจเอกชนไทยไม่ค่อยให้ความสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตตามนโยบายของรัฐบาล ก็อาจจะเนื่องมาจากประเทศไทยขาด "องค์ความรู้" ในด้าน "การวิจัยและพัฒนา(R&D)" ก็เป็นได้ ทำให้นโยบาย "ประเทศไทย 4.0" ต้องไปอาศัยพึ่งพาการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศเป็นหลัก
           การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตนั้น ภาครัฐ (สถาบันการศึกษา) และภาคธุรกิจเอกชนจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับงานด้านการ "วิจัยและพัฒนา(R&D)" ให้มากขึ้น เพื่อที่จะแสวงหา "องค์ความรู้" ใหม่ๆ และพัฒนาบุคลากรที่ีมีรู้และทักษะในด้าน "การวิจัยและพัฒนา(R&D)"ให้มากขึ้น เพื่อที่จะนำไปสู่การต่อยอดการพัฒนา "นวัตกรรม" ซึ่งประเทศจีนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์จีน ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 ว่า "จีนได้ทุ่มเงินไปกับงานวิจัยและพัฒนามากถึง 2.1% ของ GDP โดยที่ GDP ของจีนใหญ่กว่าไทยประมาณ 30 เท่า จึงถือว่าสูงมาก ในขณะที่ไทยใช้เงินเพื่อการวิจัยและพัฒนาประมาณ 0.7% ของ GDP เท่านั้น" นี่เป็นเหตุผลที่แสดงว่า ทำไมจีนจึงมีความก้าวหน้าในการลงทุนผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากกว่าประเทศไทย
           เห็นได้ชัดว่าปัจจัยความสำเร็จในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศจีน คือ "ความร่วมมือ" 3 ฝ่าย ซึ่งประกอบด้วยภาครัฐ (รัฐบาลท้องถิ่น) ภาคธุรกิจเอกชน และสถาบันการศึกษา ซึ่งรัฐบาลจีนได้ให้ทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอย่างจริงจัง ทำให้สาธารณรัฐประชาชนจีนสามารถพัฒนาประเทศให้ทันสมัยและก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก ในขณะที่ประเทศไทย "การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล" รัฐบาลยังคงมอบหมายให้ "หน่วยงานราชการส่วนกลาง" เพียงฝ่ายเดียวเป็น "กลไกขับเคลื่อน" โดยที่รัฐบาลละเลยและไม่เห็นความสำคัญของ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ซึ่งเป็นองค์กรที่ีอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด รวมทั้งละเลยไม่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเอกชนและสถาบันการศึกษาเข้ามา "มีส่วนร่วม" ในการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐเท่าที่ควร ความสำเร็จในการดำเนินนโยบายจึงยังไม่เห็นผลเด่นชัดเหมือนกับสาธารณรัฐประชาชนจีน

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
           12 กุมภาพันธ์ 2565

 

ยุบส่วนภูมิภาค : กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น? (ตอนที่ 13)
          ในงานเสวนาเรื่อง "From Strategy to Execution" ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2565 วิทยากรที่ีร่วมเสวนาต่างก็เห็นว่า การบริหารราชการแผ่นดินในรูปแบบ "การรวมศูนย์อำนาจ" ทำให้ประเทศไทยมี "ระบบราชการ" ที่มีขนาดใหญ่โตมาก ก่อให้เกิด "ภาระการคลัง" กับเงินงบประมาณที่จะนำไปใช้ใน "การลงทุน" พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ นอกจากนี้ระบบการบริหารราชการของไทยยังเป็นระบบที่ใช้ "กฎหมาย" เป็นเครื่องมือควบคุมภาคธุรกิจเอกชนและประชาชน จนทำให้เป็นอุปสรรคในการลงทุน และทำให้ประเทศไทยก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความล่าช้า ประเทศไทยจึง "ติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง" มาเป็นระยะเวลานานหลายสิบปีแล้ว ดังนั้น การปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินครั้งใหม่ ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาดำเนินการของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน จึงต้องมีเป้าหมายสำคัญ คือ "การกระจายภารกิจ บุคคลากร และงบประมาณ" จากหน่วยงานราชการส่วนกลางไปให้กับ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" เพื่อที่จะไปสู่เป้าหมายสุดท้าย คือ "การปกครองตนเอง" และการมี "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ีเข้มแข็ง
          ทำไมประเทศที่มีการกระจายอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินจาก "ราชการส่วนกลาง" ไปยัง "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" โดยตรง จึงสามารถพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว มีเหตุผลหลายประการที่สนับสนุนเรื่องนี้ ได้แก่
          1.เรื่อง "การมีส่วนร่วม" ในการบริหารราชการในระดับพื้นที่ รูปแบบการบริหารราชการแผ่นดินที่มีการ "รวมศูนย์อำนาจ" ไว้ที่ี "ราชการส่วนกลาง" เป็นรูปแบบการบริหารราชการโดย "กลุ่มคนส่วนน้อย" ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารระดับกระทรวงและกรมเพียงไม่กี่คนเท่านั้น เป็นผู้กำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนการปฏิบัติงาน (ภายในกรอบอำนาจหน้าที่ขององค์กร) เสร็จแล้วก็สั่งการลงไปยังหน่วยงานในสังกัดที่อยู่ในพื้นที่ "จังหวัด" ต่างๆ ให้ปฏิบัติงานในลักษณะเดียวกันทั่วประเทศ รูปแบบการบริหารราชการแบบนี้ไม่สามารถนำมาใช้ได้แล้วในสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต
          ในขณะที่รูปแบบการบริหารราชการในแบบที่มีการ "กระจายอำนาจ" ไปให้กับ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" เป็นรูปแบบที่ทำให้ "กลุ่มคนส่วนใหญ่" ซึ่งประกอบด้วย ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาสังคม ได้มี "โอกาส" ที่จะเข้ามา "มีส่วนร่วม" ในการบริหารจัดการภาครัฐ มากกว่าการบริหารราชการโดยหน่วยงานราชการส่วนกลาง และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ "กลุ่มคนส่วนใหญ่" ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการภาครัฐดังกล่าว เป็นกลุ่มคนที่เกิดและเติบโตอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ คนกลุ่มนี้ย่อมจะมีความรู้ ความเข้าใจในบริบททางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่นั้นๆ รวมทั้งรู้ซึ้งถึงปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ดีกว่า "กลุ่มคนที่ไปจากส่วนกลาง" เพียงครั้งคราวหรือในช่วงระยะเวลาสั้นๆ จึงเห็นได้ชัดว่า "การกระจายอำนาจ" ย่อมจะดีกว่า "การรวมศูนย์อำนาจ" อย่างแน่นอน
          2.เรื่อง "ความรวดเร็ว" ในการตอบโจทย์ "ปัญหาและความต้องการ" ของประชาชนในพื้นที่ ในสถานการณ์ปัจจุบัน "ปัญหาและความต้องการ" ของประชาชนในแต่ละท้องถิ่นย่อมจะแตกต่างกันไป "การสั่งราชการ" โดยหน่วยงานราชการส่วนกลางที่มี "รูปแบบหรือคำสั่งเดียว" ไม่สามารถนำไปใช้กับ "ทุกพื้นที่" ทั่วประเทศได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้เมื่อเกิดปัญหาและความต้องการขึ้นในพื้นที่ เช่น ถนน สะพาน หรือแหล่งน้ำชำรุดเสียหาย และประชาชนต้องการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเข้าไปแก้ไข หากสิ่งสาธารณะประโยชน์ดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานราชการส่วนกลาง การติดต่อประสานงานเพื่อแจ้งให้ "หน่วยงานที่รับผิดชอบ" ทราบ ย่อมมีความยุ่งยากมากกว่าการแจ้ง "หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น" เพราะเป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนมากกว่า นอกจากนี้ การลงไปแก้ไขปัญหาของ "หน่วยงานราชการส่วนกลาง" มักจะล่าช้า บางครั้งต้องใช้ระยะเวลานานเป็นปี เพราะหน่วยงานมี "บุคคลากรและเงินงบประมาณ" จำกัด ในขณะที่ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" เป็นองค์กรที่ีอยู่ในพื้นที่ มีบุคคลากรที่ีอยู่ใกล้ชิดประชาชน และมีความคล่องตัวในการใช้จ่ายเงินงบประมาณมากกว่า จึงย่อมจะตอบสนองความต้องการของประชาชนได้รวดเร็วและทันกับสถานการณ์มากกว่า
          3.เรื่องความมีประสิทธิภาพในด้าน "การตรวจสอบและควบคุม" การบริหารราชการโดย "หน่วยงานราชการส่วนกลาง" มีหน่วยงานที่จะทำหน้าที่ใน "การตรวจสอบควบคุม" การปฏิบัติงานอยู่ไม่กี่หน่วยงาน เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) เป็นต้น ในขณะที่ "การตรวจสอบควบคุม" การปฏิบัติราชการของ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" นั้น นอกจากจะมีหน่วยงานดังกล่าวทำหน้าที่ตรวจสอบควบคุมแล้ว ยังมี "ราชการส่วนภูมิภาค" ได้แก่ จังหวัดและอำเภอคอยกำกับดูแลอยู่อีกชั้นหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีสมาชิกสภาท้องถิ่น (โดยเฉพาะฝ่ายค้าน) ภาคประชาชน และสื่อมวลชนที่ีอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ คอยทำหน้าที่ "ตรวจสอบควบคุม" อยู่อย่างใกล้ชิดอีกด้วย ทำไมเราจึงได้ยินได้ฟังข่าว "การทุจริต" เกิดขึ้นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากกว่าราชการส่วนกลาง" ทั้งที่ "มูลค่า" การทุจริตในราชการส่วนกลางมีมากกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายหมื่นหลายพันเท่า ทั้งนี้ก็เนื่องจาก "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ถูกประชาชนจับตาดูอย่างใกล้ชิดนั่นเอง
          ผมจึงคิดว่า ถึงเวลาแล้วทึ่ประเทศไทยจะต้องเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศครั้งใหญ่ในระยะเวลาอันใกล้นี้

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
           13 กุมภาพันธ์ 2565

 

ยุบส่วนภูมิภาค : กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น? (ตอนที่ 14-จบ)           ประเทศไทยเริ่มจัดตั้ง "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ขึ้นเป็นครั้งแรก ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ.2476 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศเพียงปีเดียวเท่านั้น ระยะเวลาผ่านไปแล้วกว่า 88 ปี "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยก็ยังไม่ "เข้มแข็ง" และมี "ประสิทธิภาพ" ในการการปฏิวัติงานเท่าที่ควร ทั้งนี้เป็นเพราะ "ความไม่ไว้วางใจ" ของผู้นำประเทศและผู้บริหารราชการส่วนกลาง ที่จะมอบหมายให้ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ได้ทำหน้าที่และทำภารกิจแทน "ราชการส่วนกลาง" รวมทั้งไม่เคยมี "ผู้นำทางการเมือง" ทั้งผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งและที่มาการปฏิวัติรัฐประหารคนใด มี "ความกล้าหาญ" พอที่ีจะปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศ และปฏิรูป "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ให้มี "ความเข้มแข็ง" เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" เป็นหน่วยงานที่จะปฏิบัติจัดทำภารกิจ "การจัดทำบริการสาธารณะ" แทนราชการส่วนกลางเหมือนกับประเทศญี่ปุ่นและสาธารณรัฐประชาชนจีน           จึงปรากฏว่าจนถึงปัจจุบัน "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย" ก็ยังคงเป็น "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ที่ีไม่มี "ความเข้มแข็ง" ทั้งนี้เพราะ           1.ประเทศไทยมี "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" จำนวนมากเกินไป กล่าวคือ มีจำนวนรวมกันถึง 7,850 แห่งทั่วประเทศ ในจำนวนนี้มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น "ขนาดเล็ก" ที่ีมีประชากรอยู่อาศัยน้อยและมีขอบเขตพื้นที่รับผิดชอบน้อยมาก ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองเงินงบประมาณ ไปเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการองค์กรโดยปล่าวประโยชน์เป็นจำนวนมาก แม้ว่าธนาคารโลกจะเคยเสนอให้มี "การควบรวม" องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กเข้าด้วยกัน แต่ก็ไม่เคยได้รับการตอบรับจากรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยไม่ว่ายุคใดสมัยใด           2.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่ 7,850 แห่งทั่วประเทศ ในปัจจุบันมีจำนวน "บุคคลากร" ทำงานบริการประชาชนอยู่เพียงร้อยละ 15.50 ของจำนวนบุคคลากรภาครัฐทั้งหมดของประเทศ 2.19 ล้านคน (ในขณะที่ราชการส่วนกลางมีบุคคลากรอยู่มากถึงร้อยละ 66.22 และราชการส่วนภูมิภาคมีอยู่ร้อยละ 18.28)           3.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด 7,850 แห่ง มีเงินรายได้เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการองค์กร และค่าใช้จ่ายในการจัดทำ "บริการสาธารณะ" เพื่อให้บริการประชาชนเพียงร้อยละ 29.22 ของเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาลกลางเท่านั้น           4.เงินรายได้จากภาษีอากรที่รัฐบาลจัดเก็บได้ในแต่ละปีงบประมาณ ถูกนำไปใช้จ่ายเพื่อการบริหารจัดการภาครัฐเกือบหมด จนแทบจะไม่มีเงินรายได้เหลือไปพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเลย จนรัฐบาลต้อง "กู้เงิน" มาใช้จ่ายในการลงทุนพัฒนาประเทศทุกปี           เห็นได้ชัดว่า การจัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินของไทย เพื่อทำหน้าที่ในการให้บริการประชาชน และเพื่อการ "ขับเคลื่อน" การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ยังคงเป็นบทบาทและหน้าที่ของ ราชการส่วนกลาง" เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งแตกต่างจากประเทศที่เจริญแล้วเช่น ประเทศญี่ปุ่นและสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างชัดเจน           ถึงวันนี้การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยต้องประสบกับปัญหาความยุ่งยากในการบริหารราชการแผ่นดินมากขึ้น ทั้งนี้เพราะ "ภาระทางการคลัง" ของประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการใช้จ่ายเงินเพื่อการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และการใช้จ่ายเงินเพื่อการเยียวยาช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบของภาครัฐเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงนี้ ส่งผลให้หนี้สินของภาครัฐหรือ "หนี้สาธารณะ" เพิ่มสูงขึ้นจนไปชนเพดานหนี้สาธารณะที่รัฐบาลกำหนดไว้เดิมไม่เกินร้อยละ 60 ของ GDP ทำให้รัฐบาลต้องประกาศขยายเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นไปเป็นไม่เกินร้อยละ 70 ของ GDP นอกจากนี้ในปีงบประมาณพ.ศ.2564 ที่เพิ่งผ่านไป รัฐบาลยังจัดเก็บเงินรายได้ได้ต่ำกว่าเป้าหมายมากกว่าร้อยละ 10 (หรือมากกว่า 2 แสนล้านบาท) อีกด้วย ทำให้รัฐบาลต้องคิดถึง "วินัยการเงินการคลัง" เพิ่มขึ้นในระยะต่อไป ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับสภาวะ "วิกฤตพลังงาน" เนื่องจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันในตลาดโลก และภาวะ "การเงิน" ที่กำลังจะตามมา           ในส่วนของภาคประชาชนนั้น การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังทำให้ "คนไทย" ส่วนใหญ่ยากจนลงเห็นได้ชัด จากข้อมูลจำนวน "หนี้ครัวเรือน" ที่เพิ่มสูงขึ้นเกินกว่า 14.24 ล้านล้านบาทไปแล้ว (ข่าวประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 หัวข้อข่าว "หนี้ครัวเรือนไทยทะลุ 14.24 ล้านล้าน สภาพัฒน์ห่วงหนี้เสียบัตรเครดิตพุ่ง") ภาระ "หนี้ครัวเรือน" ของครอบครัวคนไทยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมากดังกล่าวแล้ว เมื่อผนวกเข้ากับการก้าวเข้าสู่ "สังคมผู้สูงอายุ" ของคนไทย ซึ่งจะทำให้มีจำนวน "แรงงานใหม่" เข้าสู่ตลาดแรงงานลดลง และ "ผู้สูงอายุ" ส่วนใหญ่ก็มีฐานะ "ยากจน" และขาดแคลน "เงินออม" ด้วยแล้ว ทำให้ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ตาจน เพราะการขาดแคลนเงินไปลงทุนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคต           สถานการณ์ทางการเงินการคลังของประเทศไทยดังกล่าว จำเป็นที่ "ภาครัฐ" จะต้องหันกลับมาคิดทบทวนว่า สมควรจะปล่อยให้ "ภาครัฐไทย" มีขนาดใหญ่โตเช่นในปัจจุบัน เพื่อสร้าง "ภาระทางการคลัง" อยู่ต่อไปอีกหรือไม่? ทำอย่างไรจึงจะทำให้ "ภาครัฐไทย" มีขนาดเล็กลง? แต่มี "ประสิทธิภาพ" ในการบริหารจัดการมากขึ้น "การกระจายอำนาจ" การบริหารราชการแผ่นดินไปให้กับ "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" เป็นคำตอบได้หรือไม่? และควรจะ "ปฏิรูป" ระบบการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยใหม่อย่างไร? จึงทำให้ประเทศไทยก้าวพ้น "กับดักประเทศรายได้ปานกลาง" ไปได้ในเวลาอันรวดเร็ว           สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์            14 กุมภาพันธ์ 2565 

ที่มา ; LINE สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์

สรุปสาระสำคัญ

บทความเสนอว่า “การพัฒนาประเทศอย่างก้าวหน้า” ต้องอาศัย ความร่วมมือ 3 ฝ่าย ได้แก่ ภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และสถาบันการศึกษา โดยยกกรณีประเทศจีนที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Made in China 2025 ผ่านการผลิตบัณฑิตตรงความต้องการตลาด การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) และการพัฒนาท้องถิ่น ทำให้เกิดนวัตกรรม สินค้ามูลค่าสูง และยกระดับเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว

ในทางตรงกันข้าม ไทยยังขาดการบูรณาการดังกล่าว มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตไม่สอดคล้องตลาด แรงงานว่างงานสูง ภาคเอกชนลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตน้อย และการวิจัยยังไม่เข้มแข็ง ส่งผลให้ต้องพึ่งพาต่างชาติและติดกับดักรายได้ปานกลาง

บทความยังชี้ว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญคือ “การรวมศูนย์อำนาจ” ทำให้ระบบราชการใหญ่ ล่าช้า สิ้นเปลืองงบประมาณ และไม่ตอบโจทย์พื้นที่ ขณะที่ “การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น” จะเพิ่มการมีส่วนร่วม ความรวดเร็ว และประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา

อย่างไรก็ตาม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยยังไม่เข้มแข็ง เนื่องจากขนาดเล็ก กระจายตัว งบประมาณและบุคลากรจำกัด รวมถึงขาดความไว้วางใจจากส่วนกลาง ส่งผลให้ภาระการคลังสูง โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19

ข้อเสนอสำคัญคือ ไทยควรปฏิรูประบบราชการ ลดขนาดรัฐ กระจายอำนาจ เสริมความร่วมมือ 3 ฝ่าย และลงทุนด้าน R&D เพื่อยกระดับประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

ข้อสอบ

ข้อ 1 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้สำเร็จคือข้อใด
ก. การรวมศูนย์อำนาจอย่างเข้มงวด
ข. ความร่วมมือ 3 ฝ่าย
ค. การพึ่งพาการลงทุนต่างชาติ
ง. การลดบทบาทสถาบันการศึกษา
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเน้นความร่วมมือรัฐ-เอกชน-การศึกษาเป็นหัวใจ

ข้อ 2 บทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัยในจีนคือข้อใด
ก. ผลิตบัณฑิตตามศักยภาพตนเอง
ข. มุ่งเน้นเฉพาะทฤษฎี
ค. ผลิตบัณฑิตตรงความต้องการตลาดและทำ R&D
ง. ลดบทบาทในชุมชน
เฉลย: ค
เหตุผล: มหาวิทยาลัยต้องตอบโจทย์ตลาดและสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ

ข้อ 3 ปัญหาสำคัญของมหาวิทยาลัยไทยคือข้อใด
ก. เน้นวิจัยมากเกินไป
ข. ผลิตบัณฑิตไม่ตรงความต้องการตลาด
ค. ขาดงบประมาณเพียงอย่างเดียว
ง. ไม่มีนักศึกษา
เฉลย: ข
เหตุผล: ผลิตบัณฑิตตามความต้องการตนเอง ทำให้ว่างงานสูง

ข้อ 4 เหตุผลที่เอกชนไทยไม่ลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตมากนักคือข้อใด
ก. ขาดแรงงาน
ข. ขาด R&D
ค. กฎหมายเข้มงวดเกินไปเท่านั้น
ง. ตลาดเล็ก
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความชี้ว่าขาดองค์ความรู้ด้านวิจัย

ข้อ 5 การรวมศูนย์อำนาจส่งผลอย่างไร
ก. เพิ่มความคล่องตัว
ข. ลดภาระงบประมาณ
ค. ทำให้ล่าช้าและสิ้นเปลือง
ง. เพิ่มการมีส่วนร่วม
เฉลย: ค
เหตุผล: ระบบรวมศูนย์ทำให้ราชการใหญ่และล่าช้า

ข้อ 6 ข้อดีของการกระจายอำนาจคือข้อใด
ก. ลดการมีส่วนร่วม
ข. เพิ่มความล่าช้า
ค. ตอบสนองพื้นที่ได้เร็ว
ง. เพิ่มการรวมศูนย์
เฉลย: ค
เหตุผล: ท้องถิ่นใกล้ประชาชน แก้ปัญหาได้รวดเร็ว

ข้อ 7 เหตุผลที่ท้องถิ่นตรวจสอบได้มีประสิทธิภาพคือข้อใด
ก. มีหน่วยงานน้อย
ข. ประชาชนใกล้ชิดและมีส่วนร่วม
ค. ไม่มีการเมือง
ง. ไม่มีงบประมาณ
เฉลย: ข
เหตุผล: คนในพื้นที่ร่วมตรวจสอบใกล้ชิด

ข้อ 8 ปัญหาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยคือข้อใด
ก. ใหญ่เกินไป
ข. มีงบประมาณมากเกิน
ค. ขนาดเล็ก กระจายตัว งบจำกัด
ง. ไม่มีภารกิจ
เฉลย: ค
เหตุผล: จำนวนมากแต่ขนาดเล็กและทรัพยากรจำกัด

ข้อ 9 สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลต่อรัฐไทยอย่างไร
ก. รายได้เพิ่ม
ข. หนี้ลดลง
ค. ภาระการคลังเพิ่ม
ง. งบประมาณเหลือ
เฉลย: ค
เหตุผล: ใช้งบเยียวยาและสาธารณสุขสูง

ข้อ 10 แนวทางพัฒนาประเทศตามบทความคือข้อใด
ก. เพิ่มขนาดรัฐ
ข. ลดบทบาทเอกชน
ค. กระจายอำนาจและส่งเสริม R&D
ง. ยกเลิกท้องถิ่น
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องปฏิรูปโครงสร้างและสร้างนวัตกรรม

ความเห็นของผู้ชม