
“มาตรฐานการศึกษา สะท้อนมาตรฐานชาติ”
หากจะกล่าวแบบนี้ก็คงจะไม่แปลกนัก ดังนั้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาด้านศักยภาพของการศึกษาและศักยภาพของชาติไปพร้อมๆ กัน หน่วยงานภาครัฐจึงได้กำหนดมาตรฐานการศึกษาขึ้นมา เพื่อให้สถานศึกษาได้นำไปใช้ในการผลิตนักเรียนออกมาสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ โดยที่มาตรฐานการศึกษานั้นก็จะต้องสร้างความสุข และความพึงพอใจแก่ตัวผู้เรียนในระหว่างที่เรียนหนังสือไปด้วย
แต่การที่จะยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทยให้ดีกว่าที่เป็นอยู่นั้น จำเป็นจะต้องอาศัยหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญที่สามารถตรวจสอบ และให้ข้อเสนอแนะสถานศึกษาได้ว่าควรจะพัฒนาในด้านใดต่อไป เพื่อให้สถานศึกษามีศักยภาพ มีความโดดเด่นเฉพาะด้าน ควบคู่ไปกับสิ่งที่ผู้เรียนอยากเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันได้ ภายใต้การใช้มาตรฐานการศึกษาในการกำหนดทิศทาง
สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ถือเป็นหน่วยงานหลักในการทำหน้าที่ประเมินคุณภาพการศึกษา มีหน้าที่ขับเคลื่อนให้สถานศึกษารักษามาตรฐานให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมทั้งให้คำแนะนำแก่สถานศึกษา เพื่อให้นำไปปรับใช้ เพื่อประโยชน์ของตัวผู้เรียน และสถานศึกษา
ทั้งนี้ มีมุมมองมาตรฐานการศึกษาไทยในปี 63 กับน.ส.ขนิษฐา ตั้งวรสิทธิชัย รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หนึ่งในบุคคลที่มีความสำคัญกับการขับเคลื่อนระบบการศึกษาไทย
น.ส.ขนิษฐากล่าวว่า มาตรฐานการศึกษาของชาติแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1.ผู้เรียนรู้ 2.ผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม 3.พลเมืองที่เข้มแข็ง เพื่อเป็นแนวทางให้หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษานำไปวางแผนสำหรับพัฒนาผู้เรียนเพื่อให้การศึกษาถูกขับเคลื่อนไปสู่ผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ โดยสามารถกำหนดมาตรฐานของสถานศึกษา ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาในระดับนั้นๆ ไปกำหนดไว้ตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนได้ผลลัพธ์ตามที่สถานศึกษาตั้งเป้าหมาย โดยสิ่งที่ปรากฏผ่านตัวผู้เรียนนั้นจะเป็นตัวสะท้อนว่าสถานศึกษาแต่ละแห่งได้ดำเนินการตามมาตรฐานที่วางไว้หรือไม่
การที่สถานศึกษาจะทำตามมาตรฐานได้หรือไม่นั้น จะต้องมีปัจจัยอื่นๆ สนับสนุนด้วย เช่น ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมจากชุมชน การสนับสนุนจากหน่วยงานต้นสังกัดหรือหน่วยงานภาครัฐ และเมื่อได้รับข้อเสนอแนะจากการประเมินคุณภาพภายนอกแล้ว สถานศึกษาและหน่วยงานที่กำกับดูแลต้องนำข้อเสนอแนะไปใช้วางแผนพัฒนา โดยนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ได้มาตรฐานในระดับที่สูงขึ้นต่อไป
ในปี 2563 สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการสร้างมาตรฐานและการประเมินคุณภาพนั้นโรงเรียนแต่ละแห่งจะต้องบ่งบอกความเป็นตัวของตัวเองได้ เพื่อที่สมศ.จะได้เข้าไปสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้นไป และในปี 2563 เป็นปีสุดท้ายสำหรับการประเมินคุณภาพภายนอกรอบ 4 (2559-2563) โดยสมศ.ยังคงเดินหน้าลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการประเมินคุณภาพการศึกษา
จากการประเมินในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 พบว่าผลการประเมินของสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานส่วนมากอยู่ในระดับดีมากและดีเยี่ยม ดังนั้น ในปีนี้สมศ.จะเน้นกระตุ้นสถานศึกษาให้เล็งเห็นความสำคัญของการประเมินคุณภาพการศึกษาผ่านแนวทางการยกระดับกระบวนการคิดและการทำงานทั้งหมด 3 ด้าน ได้แก่
ยกระดับให้หน่วยงานต้นสังกัดเห็นความสำคัญของการประเมินคุณภาพการศึกษา และเข้าสู่ระบบการประเมินมากยิ่งขึ้น เนื่องจากระบบการประเมินภายนอกมีส่วนพัฒนาสถานศึกษาและผู้เรียนให้โดดเด่นและมีประสิทธิภาพ
ยกระดับการสร้างความเข้าใจว่าการประเมินคุณภาพรอบนี้เป็นการประเมินเชิงคุณภาพ และเป็นกัลยาณมิตร เพื่อลดความกังวลและลดภาระในการประเมินของครู อาจารย์ ซึ่งจะทำให้สถานศึกษามีความประสงค์ที่จะขอเข้ารับการประเมินมากยิ่งขึ้น
ยกระดับการให้ความสำคัญกับการติดตามการนำผลการประเมินไปใช้ของสถานศึกษา เพื่อให้เกิดการสะท้อนว่าการประเมินนั้นช่วยยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของการศึกษาได้จริง โดยสมศ.จะต้องมีกระบวนการติดตามว่าโรงเรียนแต่ละแห่งนำผลประเมินไปปรับใช้หรือไม่ และหากนำไปใช้แล้วผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นอย่างไร
“การประเมินคุณภาพสถานศึกษาถือว่าเป็นอีกหนึ่งประการที่สำคัญสำหรับการยกระดับมาตรฐานการศึกษา โดยสมศ.ในฐานะที่เป็นหน่วยงานด้านประเมินคุณภาพภายนอก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งพัฒนาเกณฑ์การประเมิน ตัวผู้ประเมิน ด้วยการอบรมและสร้างความเข้าใจกับผู้ประเมินภายนอกให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประเมินภายนอก พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในตัวผู้ประเมินภายนอกให้มีมิติมากยิ่งขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นด้านการประเมินให้มีความหลากหลาย เพื่อให้ผู้ประเมินภายนอกเข้าไปทำความเข้าใจกับสถานศึกษา ครูผู้สอน และบุคลกรทางการศึกษาของสถานศึกษาแต่ละแห่ง รวมทั้งแนะนำแนวทางที่สถานศึกษาสามารถนำไปปรับใช้ให้เกิดเป็นประโยชน์แก่ตัวผู้เรียนและสถานศึกษา ซึ่งการประเมินภายนอกรอบ 4 สมศ.ได้ดำเนินการประเมินแบบกัลยาณมิตรโดยเน้นส่งเสริมให้สถานศึกษาสามารถนำข้อเสนอแนะไปปรับใช้ได้จริง เพื่อให้เกิดการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น หากสถานศึกษาแต่ละแห่งมีประสิทธิและศักยภาพมากพอก็จะส่งผลต่อการยกระดับมาตรฐานการศึกษาของไทยให้ดีขึ้นตามไปด้วย ” น.ส.ขนิษฐา กล่าวทิ้งท้าย
มาตรฐานการศึกษามีความสำคัญในฐานะเครื่องมือสะท้อนคุณภาพของการพัฒนาชาติ โดยภาครัฐกำหนดมาตรฐานการศึกษาเพื่อใช้เป็นแนวทางให้สถานศึกษาผลิตผู้เรียนที่มีคุณภาพ มีความสุขในการเรียนรู้ และตอบสนองต่อความต้องการของสังคม การยกระดับคุณภาพการศึกษาจำเป็นต้องอาศัยหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญในการประเมินและให้ข้อเสนอแนะ เช่น สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ซึ่งทำหน้าที่ประเมินคุณภาพภายนอกและสนับสนุนให้สถานศึกษาพัฒนาตามมาตรฐาน
มาตรฐานการศึกษาของชาติแบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ ผู้เรียนรู้ ผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม และพลเมืองที่เข้มแข็ง เพื่อใช้เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียน สถานศึกษาต้องกำหนดมาตรฐานให้สอดคล้องกับบริบทของตนเอง และนำผลประเมินไปใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความร่วมมือจากชุมชนและหน่วยงานต้นสังกัด
การประเมินคุณภาพภายนอกเน้นการพัฒนาเชิงคุณภาพและเป็นกัลยาณมิตร ลดภาระครู และมุ่งให้สถานศึกษานำผลไปใช้จริง สมศ.ในปี 2563 เน้น 3 ด้าน ได้แก่ การสร้างความเข้าใจแก่หน่วยงานต้นสังกัด การปรับแนวคิดการประเมิน และการติดตามผลการพัฒนา เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน
มาตรฐานการศึกษามีบทบาทสำคัญที่สุดตามบทความคือข้อใด
ก. ใช้ควบคุมงบประมาณสถานศึกษา
ข. ใช้เป็นเครื่องสะท้อนคุณภาพการพัฒนาชาติและผู้เรียน
ค. ใช้จัดอันดับโรงเรียนเท่านั้น
ง. ใช้ลดจำนวนครูในระบบ
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเน้นว่ามาตรฐานการศึกษาสะท้อนคุณภาพการพัฒนาชาติและผู้เรียน ไม่ใช่การควบคุมหรือจัดอันดับ
หน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่ประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอกคือข้อใด
ก. สพฐ.
ข. สมศ.
ค. ก.ค.ศ.
ง. สกศ.
เฉลย: ข
เหตุผล: สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา) เป็นผู้ประเมินภายนอกโดยตรง
มาตรฐานการศึกษาของชาติแบ่งผู้เรียนออกเป็นกี่ด้าน
ก. 2 ด้าน
ข. 4 ด้าน
ค. 3 ด้าน
ง. 5 ด้าน
เฉลย: ค
เหตุผล: แบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ผู้เรียนรู้ ผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม และพลเมืองเข้มแข็ง
เป้าหมายสำคัญของการประเมินคุณภาพภายนอกคือข้อใด
ก. การลงโทษสถานศึกษาที่ไม่ได้มาตรฐาน
ข. การจัดลำดับคะแนนโรงเรียน
ค. การลดจำนวนผู้เรียน
ง. การพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและผู้เรียน
เฉลย: ง
เหตุผล: การประเมินมุ่งพัฒนา ไม่ใช่ลงโทษหรือจัดอันดับ
แนวคิดสำคัญของการประเมินในบทความคือข้อใด
ก. การประเมินเชิงกัลยาณมิตร
ข. การประเมินเชิงแข่งขัน
ค. การประเมินเชิงลงโทษ
ง. การประเมินเชิงควบคุมเข้มงวด
เฉลย: ก
เหตุผล: เน้นการประเมินแบบกัลยาณมิตร ลดความกังวล และช่วยพัฒนา
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สถานศึกษาบรรลุมาตรฐานคือข้อใด
ก. การแข่งขันระหว่างโรงเรียน
ข. การมีส่วนร่วมของชุมชนและหน่วยงาน
ค. การลดหลักสูตร
ง. การเพิ่มข้อสอบมาตรฐาน
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเน้นความร่วมมือจากชุมชนและหน่วยงานต้นสังกัด
ปี 2563 มีความสำคัญต่อการประเมินคุณภาพการศึกษาอย่างไร
ก. เริ่มใช้ระบบใหม่ทั้งหมด
ข. ยกเลิกการประเมินภายนอก
ค. เป็นปีสุดท้ายของการประเมินรอบ 4
ง. ลดบทบาท สมศ.
เฉลย: ค
เหตุผล: ปี 2563 เป็นปีสุดท้ายของการประเมินรอบ 4 (2559–2563)
หนึ่งในแนวทางยกระดับของ สมศ. คือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนการสอบนักเรียน
ข. ลดการลงพื้นที่โรงเรียน
ค. ลดบทบาทผู้ประเมิน
ง. ส่งเสริมให้ต้นสังกัดเห็นความสำคัญของการประเมิน
เฉลย: ง
เหตุผล: ต้องการให้หน่วยงานต้นสังกัดมีส่วนร่วมมากขึ้น
การนำผลประเมินไปใช้มีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร
ก. เก็บเป็นเอกสารรายงาน
ข. ใช้ประกอบการลงโทษ
ค. ใช้ปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา
ง. ใช้ลดงบประมาณ
เฉลย: ค
เหตุผล: ผลประเมินต้องนำไปใช้พัฒนาคุณภาพจริง
บทบาทสำคัญของผู้ประเมินภายนอกที่ดีคือข้อใด
ก. ให้คะแนนสูงทุกโรงเรียน
ข. เน้นตรวจสอบอย่างเข้มงวดเท่านั้น
ค. แนะนำและพัฒนาสถานศึกษาอย่างเข้าใจบริบท
ง. ทำรายงานเพียงอย่างเดียว
เฉลย: ข
เหตุผล: ผู้ประเมินต้องมีบทบาทพัฒนา ให้คำแนะนำ และเข้าใจบริบทสถานศึกษา