สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M412_พรรคการเมืองเมินนโยบายศึกษา องค์กรครูชี้ไม่ให้ความสำคัญ

นายวิสิทธิ์ ใจเถิง นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สมาคมครูและบุคลากรทางการศึกษา กำลังจับตาดูว่ามีพรรคการเมืองใด ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาของชาติบ้าง เพื่อที่จะนำมาพิจารณา และดูทิศทาง ว่าควรจะรณรงค์สนับสนุนให้คนในแวดวงการศึกษาติดตาม และช่วยขับเคลื่อนให้นโยบายเหล่านั้นเกิดขึ้นได้จริง เท่าที่ติดตามดูเบื้องต้น ยังไม่มีพรรคการเมืองไหนให้ความสำคัญ หรือมีนโยบายการศึกษาที่ชัดเจน 

นายวิสิทธิ์กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม องค์กรครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ทำสรุปนโยบายการศึกษาที่สำคัญเร่งด่วน 10 เรื่อง ดังนี้

1.ผลักดันให้มี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ที่ทันสมัย ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

2.กระจายอำนาจการจัดการศึกษาสู่สถานศึกษา เพื่อความคล่องตัวในการจัดการศึกษา

3.ให้ประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น ร่วมจัดการศึกษาตามบริบทของพื้นที่

4.ผลักดันเรื่อง เรียนฟรี มีงานทำ โดยจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานฟรีอย่างมีคุณภาพ และเรียนอาชีพฟรีถึงปริญญาตรีและมีงานทำ

5.พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพ ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และมีความก้าวหน้าในวิชาชีพ

6.จัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาการศึกษาของชาติให้เพียงพอ

7.พัฒนาหลักสูตรการศึกษาให้เหมาะสมกับโลกสมัยใหม่

8.ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

9.สนับสนุนให้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และ

10.พัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้เป็นพลเมืองที่ดี มีคุณภาพ สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้

หวังว่าพรรคการเมืองจะนำเรื่องเหล่านี้มากำหนดเป็นนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาต่อไป 

นายธนารัชต์ สมคเณ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 กรุงเทพมหานคร (สพม.เขต 1 กทม.) ในฐานะเลขาครูเฒ่าเฝ้า ศธ.กล่าวว่า จากที่ติดตามพบว่าไม่มีพรรคการเมืองไหน ที่มีนโยบายชัดเจนในการพัฒนาการศึกษา ส่วนใหญ่จะเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมากกว่า อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสถานการณ์ครูไทยมีความทุกข์ และท้ออย่างมาก ผู้ปกครองต่างเหน็ดเหนื่อยกับพฤติกรรมของบุตรหลาน แล้วจะมีพรรคไหนบ้างที่จะสนับสนุนให้ครูได้ทำงานตามวิชาชีพ ลดนโยบายที่ไม่เกิดประโยชน์กับการศึกษา ลดภาระผู้ปกครอง โดยเฉพาะการสร้างห้องเรียนที่ล้วงเงินจากประเป๋าผู้ปกครอง เช่น การจัดห้องเรียนเตรียมวิศวกรรม ห้องเรียนเตรียมแพทย์ เป็นต้น พร้อมกับลดภาระงานครู คือจะต้องชัดเจนเรื่องประเมินวิทยฐานะครู ไม่ควรปรับเปลี่ยนไปมา เพราะจะสร้างความสับสนให้กับครู ส่วนโรงเรียนขนาดเล็ก ก็ควรจะสนับสนุนเงินอุดหนุนรายหัวเพิ่มขึ้น เพื่อให้โรงเรียนเหล่านี้อยู่รอด และสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา 

ที่ผ่านมา ไม่มีพรรคการเมืองไหนมีนโยบายการศึกษาที่ชัดเจน ที่สำคัญจะมีพรรคไหนบ้างที่จะรับฟังเสียงครู ให้ร่วมผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติบ้าง อย่าไปเน้นนโยบายเรื่องเรียนฟรี มีงานทำ แต่ขอให้พรรคการเมืองมองสถานการณ์ปัจจุบันด้วยว่า ครู และนักเรียนเป็นอย่างไร และจะผลักดันการศึกษาในอนาคตอย่างไร ส่วนมีสเปกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในใจหรือไม่ ผมมองว่าขอไปก็ไม่เคยได้ องค์กรครูเสนอให้ใครเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ไป ก็ไม่เคยได้ตามที่หวัง ดังนั้น ขอแค่ใครก็ตามที่จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ต้องเข้าใจครู ทำงานกับครูได้ เข้าใจงานการศึกษาบ้าง และอย่าไปคิดนโยบายใหม่ให้ครู” นายธนารัชต์ กล่าว 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 6 เมษายน 2566

ข่าวเกี่ยวกัน

นักการเมือง ในความมืดบอดกับการแก้ปัญหาการศึกษา 

กราบเรียน คุณครู และกัลยาณมิตรทางการศึกษาทั่วประเทศไทย ในเมื่อเราทุกคนต่างยอมรับ และทราบกันดีว่า.. “การศึกษามีความสำคัญที่สุดในการพัฒนาคุณภาพประชาชนในโลกแห่งความเป็นจริงของปัจจุบันการศึกษาจึงเป็นต้นทางของความสำเร็จทั้งปวงที่ประชาชนปรารถนนำพาตนเอง,ครอบครัว,สังคม,และประเทศชาติ ไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ไม่ว่าโลกนี้จะเปลี่ยนแปลง และผันผวนไปรวดเร็วปานใด ประชาชนผู้ได้รับการศึกษาด้วยกระบวนการ..และโครงสร้างการศึกษาที่ถูกต้อง,สอดคล้องตามยุคสมัย..ย่อมมี “สมรรถนะ Competency, Performance.”ในการแก้ปัญหานั้นๆให้ลุล่วงไปได้..โดยสันติ,สงบ,และจิตสำนึกของตวามเป็นมนุษยชาติ(Humanity) 

มีแต่ ระบบ (โครงสร้าง) การศึกษาชนิดที่ “ทำให้คนฉลาด” เรียกว่า “การศึกษาฐานสมรรถนะ (Competency Based Education)” เป็นการศึกษาเพื่อชีวิต..ทันยุคทันสมัย,ยืดหยุ่น,และมีชีวิตชีวา เป็น Active Education เท่านั้น ที่จะทำให้คนฉลาดขึ้นมาได้ และลักษณะของคนฉลาดจะเป็น ดังนี้

·    คิดเป็น, ฉลาดพอที่จะ “คิดได้ด้วยตนเอง” ไม่ยอมให้คนอื่นจูงจมูก,ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอำนาจใหญ่, นักการเมืองเล่ห์, หรือพรรคการเมืองใดๆ ฯลฯ

·    ทำเป็น ผู้ผ่านการเรียนรู้ด้วย Active learning คือ ผู้ฝึกฝนตนเองให้มีทักษะเพื่อชีวิต,มีอาชีพ,และพัฒนาอาชีพของตนไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้เสมอ..แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วปานใด..

·    เรียนรู้เป็น ด้วยโครงสร้างการศึกษาที่เป็น “Active Education หรือ Modern Education”..จะสร้างสำนึกให้รู้สึกว่า “เป็นน้ำที่ยังไม่เต็มแก้ว”..อยากรู้อยากเรียน “เพื่อพัฒนา,ฝึกฝน,” ตนเองเสมอ..รู้ว่าปัญหาทุกปัญหาย่อมมีทางแก้..หาให้พบแล้วเรียนรู้ต้นสายปลายเหตุ และผลของมัน..

·   แก้ปัญหาเป็น ทราบหรือไม่ว่า..ทุกเวลานาทีของชีวิตคือ “การเรียนรู้ด้วยอายตนะ๖,(เนื่องจากประสาทสัมผัสกับสิ่งแวดล้อม,จิตที่ตื่นมีสติสัมปชัญญะ,และสมอง)..ซึ่งตลอดเวลานาทีของชีวิต(ที่จิตตื่น)นี้เช่นกัน..สมองและจิตของเรา คิดแก้ปัญหา(Active learning)..การแก้ปัญหาแบบ Active learning นี่แหละ “ทำให้เราฉลาดขึ้น”..เพราะปัญญาใด้เกิดขึ้นในตัวเราเองแล้ว 

ท่านที่เคารพที่กล่าวทั้งหมด คือ “ภาพฝัน”ของครูทั้งหลายบนแผ่นดินนี้..ครูพยายามทุกทางเพื่อเปลี่ยนห้องเรียนแบบเดิม (Tradition Classroom) ให้เป็นห้องเรียนคุณภาพ (Modern Active Classroom) เป็นอิสระจากโซ่ตรวนของหลักสูตร,การบริหารหลักสูตร,การวัดผล,และเงื่อนไขของเวลา ซึ่งทุกหลักสูตรทีผ่านมา “เป็นอุปสรรคใหญ่” ในการพัฒนา “สมรรถนะของนักเรียนไทย”ให้ถอยหลังไปเกือบร้อยปี 

คำกล่าวที่ว่า จะพัฒนาการศึกษาไทย ให้พัฒนาที่ห้องเรียนก่อน”นั้น ถูกต้องที่สุด

แต่มันเป็นไปไม่ได้สำหรับระบบการศึกษาไทย เพราะตัวปัญหา "ไม่ได้อยู่ที่ครู หรือ ห้องเรียน"

ตัวปัญหาแท้จริงอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการเอง รัฐมนตรีไม่เข้าใจการศึกษายุคใหม่, และข้าราชการถูกจูง

ตราบใดที่ “อำนาจนิยม” ยังฝังแน่นอยู่เต็มใน “สัญชาตญาณเดิม Original instinct ” ของนักการเมือง,และข้าราชการผู้ “สั่งการ”ในระบบโครงสร้างการศึกษาแบบเก่า (Primitive Education Administration Process) ที่สั่งการลงมาเป็นทอด ๆ กว่าจะถึงโรงเรียน “ภาระงานจริงและภาระงานแฝง” จึงกลายเป็นอุปสรรคใหญ่..เป็นโซ่ล่ามการศึกษาไทย ไว้กับหลัการบริหารการศึกษาแบบดั้งเดิมโดยนักการเมือง และผู้บริหารการศึกษาจากส่วนกลางอย่างเหนียวแน่น 

ที่มา ; FB สุทัศน์ เอกา

ข่าวเกี่ยวกัน

คุณหญิงกัลยา หนุน เอ้ สุชัชวีร์ แม่ทัพกระเเส T-Wave วางรากฐานการศึกษาไทยทุกมิติสู่สากล สานต่อนโยบายการศึกษาประชาธิปัตย์คุณภาพยั่งยืน

วันที่ 11 เมษายน 2566 นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการคณะกรรมการประสานงานองค์กรเครือข่ายภายพรรคและผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าในขณะนี้ทุกพรรคการเมืองมีการนำนโยบายต่าง ๆ สู่สาธารณะอย่างกว้างขวาง หากเเต่ความต่างของนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งสืบสานจากการวางรากฐานตลอด 77 ปี สู่ปีที่ 78 เเละวิวัฒนาการ (evolution) เรื่อยมาจนเข้าสู่ยุคอุดมการณ์ทันสมัยของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนบัจจุบัน 

โดยเฉพาะ DNA หลักของพรรคคือ ด้านการศึกษา ด้านการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะเรื่องปากท้องของพี่น้องประชาชน ที่เราเรียกว่าประชาธิปไตยท้องอิ่ม ผ่านนโยบายที่ประชาชนเเละพี่น้องเกษตรกรยอมรับอย่างกว้างขวาง นั่นคือ “นโยบายประกันรายได้” ภายใต้ยุทธศาสตร์ “สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ”

ส่วนในด้านการศึกษาไทยที่ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เเละดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ร่วมรับผิดชอบในบัจจุบันก็พร้อมสืบสาน และต่อยอดสู่อนาคตแห่งโลกสมัยใหม่ ภายใต้รากฐานที่พรรคประชาธิปัตย์วางไว้ตลอด 77 ปี เช่น ฟรีนมโรงเรียน 365 วัน, เรียนฟรีปริญญาตรีในสาขาที่ตลาดต้องการและขยายต่อไป, Internet 1 ล้านจุด เเละต่อยอด อาหารกลางวันฟรี 

ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เป็นหนึ่งในพรรคการเมืองในรัฐบาลที่เป็นผู้เริ่มต้นให้เด็กได้กินอาหารกลางวันฟรีโดยปัจจุบันมีอาหารฟรีตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้น ป.6 และจะเดินหน้าต่อไป, เด็กอายุ 0-6 ขวบ ที่ทุกวันนี้มีเงินสนับสนุนแม่ 600 บาทต่อเดือน แต่ยังได้รับไม่ทั่วถึง

ทั้งนี้หากพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะเดินหน้าต่อแบบถ้วนหน้า และจะดำเนินการนโยบายที่คุณหญิงกัลยาได้ริเริ่มและขับเคลื่อนในรัฐบาลชุดนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบาย CODING แห่งชาติเพื่อการปฎิรูปประเทศ, ส่งเสริมพื้นที่นวัตกรรม19 พื้นที่ และผลักดันพรบ.การศึกษาฉบับใหม่ให้เร็วที่สุด,

ส่งเสริมโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียน Standalone และการศึกษาทางเลือกการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้มีกฏกติกา การวัดผลและตัวชี้วัดเฉพาะทาง เพราะการศึกษาทางเลือกจะเป็นการศึกษาหลักอีกรูปเเบบหนึ่งทั้งในบัจจุบันเเละอนาคต, ต่อยอดส่งเสริมการศึกษาพิเศษ(ผู้พิการเเละผู้ด้อยโอกาส, นำการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม(STI) STE(A)M และ EF(Executive functions) วางรากฐานและออกเเบบหลักสูตรสู่ฐานสมรรถนะ, 

จัดให้มี Smart Devices โครงการพี่ให้น้องยืม ในพื้นที่ขาดเเคลน ซึ่งคุณหญิงกัลยาได้เริ่มต้นจัดหาและส่งสู่สถานศึกษาไว้เเล้ว และอีกหลายส่วนนโยบายการศึกษาที่คุณหญิงกัลยา ได้สานต่อจาก นายชวน หลีกภัย เเละนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์อดีตรัฐมนตรีศึกษาของพรรค และได้วางรากฐานถึงบัจจุบัน

นายภูมิสรรค์กล่าวต่อว่า ภายใต้นโยบาย CODING แห่งชาติ เพื่อการปฎิรูปประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายสากลในการพัฒนามนุษย์ของโลกในการวางรากฐานทักษะขบวนคิดของเยาวชนตั้งเเต่เกิด ได้เริ่มเเพร่กระจายสู่การระบบศึกษาไทยเป็นที่สมบูรณ์เเล้ว และได้เตรียมต่อยอดสู่ยุทธศาสตร์ T-wave (Thai Teen Tech) #Twaveคลื่นลูกใหม่ไทยนิยม ผ่านโครงสร้างการศึกษาไทย 

เราจะให้ความสำคัญไปที่ THAI/TEEN/TEACH THAI เราเชื่อมั่นในศักยภาพคนไทย TECH เราต้องใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนความรู้ TEEN เราต้องพัฒนาเด็กไทยให้เต็มศักยภาพ โดย คุณหญิงCoding และเอ้ สุชัชวีร์ จะได้นำทัพเยาวชนไทยยุคใหม่ โต้คลื่นกระเเสโลกาภภิวัฒน์นำเยาวชนไทยสร้างภูมิคุ้มกันสู่สากล ภายใต้ยุทธศาสตร์หลักสร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ ของพรรคประชาธิปัตย์” 

ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ 

สรุปสาระสำคัญ 

นายวิสิทธิ์ ใจเถิง นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย ระบุว่ายังไม่พบพรรคการเมืองใดมีนโยบายการศึกษาที่ชัดเจน จึงขอให้องค์กรครูจับตาทิศทางและร่วมผลักดันนโยบายสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ 10 ด้าน เช่น การมีกฎหมายการศึกษาทันสมัย การกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา การเรียนฟรีมีงานทำ การพัฒนาครู ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาผู้เรียนให้แข่งขันได้ระดับสากล ขณะเดียวกัน นายธนารัชต์ สมคเณ ระบุว่าครูจำนวนมากกำลังท้อแท้จากภาระงานนโยบายที่ไม่ก่อประโยชน์และระบบประเมินวิทยฐานะที่เปลี่ยนบ่อย พร้อมชี้ว่าการพัฒนาการศึกษาต้องเริ่มจากความเข้าใจครูจริง ๆ และลดการกำหนดนโยบายจากส่วนกลางที่ไม่สอดคล้องสภาพจริง นอกจากนี้ บทความวิเคราะห์ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาที่ติดกับดักอำนาจนิยม ทำให้ครูไม่สามารถพัฒนาห้องเรียนสู่ Active Learning ได้อย่างแท้จริง จึงคาดหวังให้การเมืองมีวิสัยทัศน์ รับฟังเสียงครู และผลักดันกฎหมายการศึกษาใหม่เพื่อมุ่งสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ และยกระดับคุณภาพประชาชนในระยะยาว 

ข้อสอบ

1. จากบทความ ผู้บริหารสถานศึกษาควรตัดสินใจอย่างไร หากนโยบายจากส่วนกลางไม่สอดคล้องกับบริบทโรงเรียน แต่ต้องดำเนินงานให้สำเร็จ? 

ก. ปฏิบัติตามทุกขั้นตอนแม้จะไม่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบ
ข. ปรับรูปแบบการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบท โดยยังคงรักษาเจตนารมณ์นโยบาย
ค. ขอเลื่อนดำเนินการจนกว่าจะมีประกาศที่ชัดเจนจากส่วนกลาง
ง. ส่งต่อภาระให้ครูรับผิดชอบแทนเพื่อลดภาระผู้บริหาร

2. นโยบายใดใน 10 แนวทางเร่งด่วนที่สะท้อนการ “กระจายอำนาจ” ตามหลักการปฏิรูปการศึกษาได้ชัดที่สุด?

ก. เรียนฟรีมีงานทำ
ข. พัฒนาหลักสูตรใหม่
ค. กระจายอำนาจการจัดการศึกษาสู่สถานศึกษา
ง. พัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้แข่งขันระดับโลก

3. จากบทความ ปัญหาหลักที่ทำให้ Active Learning ไม่ประสบความสำเร็จในโรงเรียนไทย คือข้อใด?

ก. ครูไม่สนใจพัฒนาตนเอง
ข. งบประมาณไม่เพียงพอ
ค. โครงสร้างอำนาจจากส่วนกลางที่สั่งงานลงมาเป็นทอด
ง. ผู้ปกครองต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

4. หากพรรคการเมืองต้องการตอบโจทย์ “ความทุกข์ของครูไทย” ตามบทความ ควรทำสิ่งใดเป็นอันดับแรก?

ก. เพิ่มภารกิจโครงการใหม่เพื่อเร่งพัฒนาคุณภาพ
ข. ทบทวนระบบประเมินวิทยฐานะให้เสถียรและชัดเจน
ค. เน้นนโยบายเรียนฟรีมีงานทำ
ง. จัดหาเทคโนโลยีให้โรงเรียนทุกแห่ง

5. หากผู้บริหารต้องเลือกนโยบายเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาระยะยาวตามบทความ ข้อใด “มีผลต่อโครงสร้างระบบ” มากที่สุด?

ก. ลดภาระงานครูเฉพาะกิจ
ข. พัฒนาหลักสูตรใหม่ฐานสมรรถนะ
ค. สนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กเป็นรายกรณี
ง. จัดโครงการ Coding ระดับชาติ
 

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น